| สุจิตต์ วงษ์เทศ
แข่งเรือ, ลอยเรือ, ไล่เรือเป็นพิธีกรรมขอขมาผีน้ำผีดิน แล้วเสี่ยงทายขอความมั่นคงในพืชพันธุ์ธัญญาหารของชุมชนดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว บริเวณแม่น้ำลำคลองในภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์
พบหลักฐานและร่องรอยหลงเหลือในประเพณีลาวลุ่มน้ำโขง ช่วงเดือน 11 (จันทรคติ) ตรงกับกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้ำนองหลากทั่วไป รวงข้าวเริ่มเปลี่ยนสีจากเหลืองอ่อนๆ เป็นเหลืองเข้ม และเมล็ดอวบอ้วนอุดมสมบูรณ์เริ่มสุก
แต่ยังวางใจไม่ได้ว่าธรรมชาติจะอำนวยให้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย ชาวบ้านต้องร่วมทำพิธีเกี่ยวกับเรือเสี่ยงทายเพื่อเตรียมรับสถานการณ์
ส่วงเฮือ กับไหลเรือเป็นพิธีกรรมขอขมาผีน้ำผีดินประจำฤดูกาล เดือน 11 น้ำนองของชุมชนในวัฒนธรรมลาวบริเวณลุ่มน้ำโขงทั้งในไทยและลาว พบร่องรอยในเอกสารเก่าว่าพิธีขอขมาผีน้ำผีดินที่ทำต่อเนื่องตั้งแต่เดือน 11 จนหลังขึ้นฤดูกาลใหม่ เดือนอ้าย (เดือน 1)
ส่วงเฮือ กับไหลเรือเป็นพิธีทำแยกกัน พบในพระราชพิธีสมัยอยุธยา ตราไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่า เดือน 11 แข่งเรือ, เดือน 12 ลดชุดลอยโคมลงน้ำ, เดือน 1 (อ้าย) ไล่เรือ
ส่วงเฮือ คือ แข่งเรือ
ส่วงเฮือ หมายถึงประเพณีแข่งเรือของชุมชนในวัฒนธรรมลาว บริเวณลุ่มน้ำโขงทั้งในไทยและลาว เป็นพิธีกรรมประจำฤดูกาล เดือน 11 น้ำนอง เพื่อขอขมาผีน้ำผีดิน หรือเจ้าแม่แห่งน้ำและดิน หมายถึงนาค ผู้คุ้มครองแม่น้ำโขง (ตามตำนานว่ามี 15 ตระกูล) มีร่องรอยอยู่ในหนังสือ “คองสิบสี่” ของทางการลาว (อ้างอยู่ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 13 หน้า 4437)
ส่วงเฮือ เป็นคำลาวลุ่มน้ำโขง แปลว่า แข่งเรือ (ส่วง แปลว่า แข่ง, เฮือ ตรงกับ เรือ)
[มีรายละเอียดใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 13 หน้า 4435-4440]
แข่งเรือ หรือ “ส่วงเฮือ” สมัยดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ เป็นพิธีกรรมมีความหมายไล่น้ำในอยุธยาให้น้ำไหลลดลงเร็วๆ
ชุมชนแข่งเรือไล่น้ำตามสภาพ หรือตามมีตามเกิดของแต่ละชุมชน มีสู่ขวัญและเลี้ยงผี น่าจะมีคำทำนายเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหาร
การพนันมีหรือไม่มี ไม่พบหลักฐานสมัยก่อนอยุธยา แต่สมัยอยุธยามีเล่นพนันแข่งเรือ (จดหมายเหตุลา ลูแบร์ พิมพ์ครั้งแรก 2510 หน้า 221)

[ลายเส้นฝีมือชาวยุโรป พิมพ์ครั้งแรก ราว ค.ศ.1873/พ.ศ.2416 จาก A Pictorial Journey on the Old Mekong : Cambodia, Laos and Yunnan. The Mekong Exploration Commission Report (1866-1868) Volume 3. Louis Delaporte and Francis Garnier Translated and Composed by Walter E.J. Tips. White Lotus, 1998.]
แข่งเรือพนัน
ประเพณีแข่งเรือเสี่ยงทายค่อยๆ คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงไปเรื่อยๆ แล้วปรับเปลี่ยนเป็นแข่งเรือเพื่อสนุกสนานและพนันขันต่อ กับเล่นเรือแห่กฐินทั่วไป
มีอยู่ในบันทึกของชาวยุโรป เช่น ลา ลูแบร์ ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ แล้วเห็นชัดขึ้นในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์
แข่งเรือพนันยุคอยุธยา ลา ลูแบร์ พรรณนาคนยุคอยุธยาเล่นพนันแข่งเรือ ดูแล้วไม่ต่างจากทุกวันนี้ จะคัดมาโดยจัดย่อหน้าใหม่ ดังนี้
“ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า การแข่งเรือที่เขาเอื้อเฟื้อจัดให้เราชมนั้น จะนับเนื่องว่าเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งด้วยหรือไม่ เพราะในทรรศนะของชาวสยามนั้น การแข่งเรือเป็นกีฬามากกว่าจะเป็นการละเล่น
ชาวสยามเลือกเรือยาว 2 ลำมาเปรียบส่วนสัดให้เท่ากันทุกอย่างเท่าที่สามารถจะทำได้ แล้วก็แบ่งออกเป็นสองพวกเพื่อพนันขันต่อกัน
ครั้นแล้วคณะกรรมการ (comités) ก็ลุกขึ้นยืนทำจังหวะเร่งเร้า ไม่เพียงแต่จะกระทบปลายตะขาบอันทำด้วยไม้ไผ่ปล้องยาวที่ถืออยู่ในมือเท่านั้น ยังส่งเสียงร้องหนุนและโยกไหวไปทั้งเนื้อทั้งตัวอีกด้วย พวกฝีพายก็ปลุกใจตัวเองด้วยการส่งเสียงร้องอย่างน่าเกรงขาม
พวกคนดูที่เล่นพนันขันต่อไว้ก็เปล่งเสียงร้องและออกท่าทาง ราวกับว่าลงไปพายร่วมกับเขาด้วยตนเอง
มีบ่อยๆ ที่เขาไม่มอบหน้าที่คณะกรรมการให้จังหวะแก่ฝีพาย แต่หัวหน้าพวกนั้นทั้งสองข้างจะชิงเข้าทำหน้าที่นั้นเสียเอง”
เล่นพนันยุคอยุธยา ลา ลูแบร์ บอกว่าคนในอยุธยารักเล่นการพนัน ซึ่งไม่ต่างจากที่อื่นๆ ในโลก จะคัดมาดังนี้
“ชาวสยามรักเล่นการพนันเสียเหลือเกิน จนกระทั่งฉิบหายขายตนหรือไม่ก็ขายบุตรธิดาของตน (ให้ตกไปเป็นทาส) ด้วยในประเทศนี้ ถ้าลูกหนี้คนใดไม่มีเงินทองหรือข้าวของตีราคาให้เจ้าหนี้แล้ว ก็ขายลูกเต้าของตนเพื่อชำระหนี้สินไปได้ และถ้ายังไม่พอกับหนี้สินที่ตนทำเข้าไว้ ตัวของตัวเองก็ตกเป็นทาสไปด้วยอีกคน
การพนันที่เขาชอบเล่นมากที่สุดก็คือ Tric-trac ซึ่งชาวสยามเรียกว่า สกา (Sac?) อันดูเหมือนเขาจะได้เรียนเล่นมาจากชาวโปรตุเกส เพราะชาวสยามเล่นแบบเดียวกับพวกนั้นและแบบเดียวกับพวกเรา (ฝรั่งเศส)
ชาวสยามไม่เล่นไพ่เลย และข้าพเจ้าไม่ทราบว่าการพนันเสี่ยงโชคชนิดอื่นๆ อีกด้วยหรือไม่ แต่ข้าพเจ้าเห็นเขาเล่นหมากรุกตามแบบของเราและตามแบบจีน ซึ่งในท้ายจดหมายเหตุนี้ข้าพเจ้าจะได้บรรยายวิธีเล่นหมากรุกของจีนไว้ด้วย”
แข่งเรือยุคต้นกรุงเทพฯ ไม่มีเสี่ยงทาย มีแต่แข่งเรือพนัน
นิราศเดือนของหมื่นพรหมสมพัตสร (เสมียนมี) กวีสมัย ร.3 พรรณนางานแห่กฐิน มีแข่งเรือชาวบ้านว่า
๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา ชาวพาราเซ็งแซ่แห่กฐิน
ลงเรือเพียบพายยกเหมือนนกบิน กระแสสินธุ์สาดปรายกระจายฟอง
สนุกสนานขานยาวฉาวสนั่น บ้างแข่งกันขันสู้เป็นคู่สอง
แพ้ชนะปะตาพูดจาลอง ตามทำนองเล่นกฐินสิ้นทุกปี
หลังรับศาสนาจากอินเดีย ราชสำนักใกล้ทะเลรับประเพณีพิธีกรรมทางศาสนาจากอินเดียไปห่อหุ้มคลุมประเพณีพื้นเมืองให้ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้น พบในกฎมณเฑียรบาล ยุคต้นอยุธยา เรียกอาสยุชพิธี
