bg-single

‘ลูกจีนในโลกเจ๊ก’

10.10.2026

คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ


ผมเป็นลูกจีนที่เกิดและโตมาในย่านหัวลำโพง-เจริญกรุง-เยาวราชของกรุงเทพฯ คลอดที่โรงพยาบาลหัวเฉียว เรียนอนุบาลที่ประเสริฐธรรมวิทยา เรียนประถมฯ-มัธยมฯ ต้นที่สี่ต่อตงฮัก/สีตบุตรบำรุง พูดจีนแต้จิ๋วเป็นภาษาแม่ กินข้าวต้มและกับข้าวจีน ดื่มน้ำชาจีนแทนน้ำเปล่า จ่ายตลาดกับเตี่ยที่ตลาดหัวลำโพงและหล่อเต่าควงทุกเช้า ไหว้เจ้า ฉลองตรุษจีน สารทจีน ไหว้พระจันทร์ ดูงิ้วดูหนังจีน ฟังและหัดร้องเพลงจีน อ่านนิยายแปลบู๊ลิ้มจีน ดื่มกินยาโป๊วจีนที่เตี่ยกับอี๊ตุ๋นให้ตั้งแต่เล็ก คบค้าไปมาหาสู่กับอาเฮีย อาเจ็ก อาแปะ อากู๋ อาเจ้ อาอี๊ อาอื้ม อาม่า วงศาคณาญาติ เพื่อนมิตร เพื่อนบ้าน คนรู้จักรอบตัวในแวดวงเจ๊กจีนตลอดช่วงวัย เยาว์

หากพูดด้วยศัพท์แสงปรัชญาภววิทยาเยอรมันของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ ก็ต้องบอกว่า Desein (ดาไซน์หรือตถตา หมายถึง ความเป็นเช่นนั้นเอง) และ In-der-Welt-sein (อินแดเวทไซน์หรือ Being-in-the-World อาจแปลได้ว่าสัตภพภูมิ) ของผม ได้แก่ โลกเจ๊กยุคเมืองไทยพัฒนาสมัยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาสนั่นแหละครับ
(https://th.wikipedia.org/wiki/มาร์ทีน_ไฮเด็กเกอร์)

บ้านผมเป็นเจ๊กถึงขนาดที่ว่าผมเป็นคนแรกในบ้านที่เรียนรู้ภาษาไทยจากโรงเรียน ขณะที่อาอี๊ (แม่) อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และเตี่ยพูดไทยได้แค่ผรุสวาทสองสามคำ (เ-็ดกอแม่, -วยช้าง) ทำให้ผมไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้ถามเวลามีปัญหาภาษาไทย จนถูกคุณครูจินดา ครูประจำชั้น ป.3 เรียกไปหน้าชั้นเอาไม้บรรทัดตีมือหลายรอบฟรีๆ กว่าจะเข้าใจว่าผมทำการบ้านผิดตรงคัดเขียนพยัญชนะไทยไม่มีหัวนี่เอง

การเป็นลูกจีนสองวัฒนธรรม (จีนแต้จิ๋ว+ไทยมาตรฐาน) ทำให้ผมได้รับแรงกดทับที่รู้สึกได้ในฐานะครอบครัวพ่อค้าเจ๊กภายใต้รัฐราชการไทย เช่น ถูกครูประจำชั้นกำชับด้วยความหวังดีให้ไปเปลี่ยนชื่อแซ่เป็นนามสกุลไทยเสียถึงจะสมัครเข้ารับราชการได้, อาอี๊ถูกเสมียนหญิงดุด่าว่ากล่าวทุกครั้งที่ไปยื่นคำร้องขอทำเรื่องต่างๆ ที่ที่ทำการอำเภอ เพราะไม่รู้หนังสือไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมทั้งสรรพสามิตสมัยนั้นเข้ามาตรวจจับเหล้าหนีภาษีบ้าง รีดไถแต๊ะเอียบ้างที่ร้านห้องแถวทุกบ่อย

ผมกับความเป็นไทยของทางราชการจึงอยู่ห่างกันหนึ่งช่วงแขนเสมอมา

และก็เช่นเดียวกับลูกจีนและลูกแขกอพยพคนอื่นๆ (เช่น อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์) พวกเราเพียรพยายามเอาจริงและเอาดีในวิชาภาษาไทย วรรณคดีไทย เรียงความ คำประพันธ์โคลงฉันท์กาพย์กลอน ฯลฯ เพื่อหาทางถมความไม่เป็นไทยติดตัวให้เต็มตื้นขึ้นมา แล้วก็หลงรักมันเพราะมันงาม มันไพเราะ และมันเป็นไทย

ในช่วงวัยรุ่นจาก 14 ถึง 6 ตุลาฯ วาทกรรมชนชั้นก็แพร่สะพัดเข้ากดทับปัญหาเอกลักษณ์ชาติพันธุ์ลงไปชั่วคราว ปัญหาหลักกลายเป็นเรื่องเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคมแบบสังคมนิยม ซึ่งตั้งประจันกับรัฐของชนชั้นปกครองแทน

จนสิบกว่าปีให้หลัง เมื่อเข้าป่า ออกจากป่า และกลับมาเรียนต่อกระทั่งไปนอก ในช่วงการเรียนปริญญาโท-เอกที่คณะการปกครอง มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา นี่เองที่ครูเบ็นผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (https://en.wikipedia.org/wiki/Benedict_Anderson) “ช่วยเตือนใจให้ผมรำลึกได้ถึงหางเปียที่หายไปและความเป็นจีนที่ถูกหลงลืมของผม”

ดังที่ผมขอบพระคุณคุณครูไว้ในบันทึกท้ายบทความ “Pigtail : A Pre-History of Chineseness in Siam” (หางเปีย : บุพประวัติของความเป็นจีนในสยาม) ซึ่งถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบบทความดีเด่นด้านแนวทางการวิจัยเอเชียอาคเนย์ของวารสาร SOJOURN – Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ในวาระอายุวารสารครบ 50 ปี (https://muse.jhu.edu/issue/38357)

คำสอนของครูเบ็นและการค้นเขียนดุษฎีนิพนธ์ของผมที่ต่อมาตีพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง Commodifying Marxism : The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927-1958 (2001) ทำให้ผมสำนึกตระหนักถึงความไม่เป็นไทยยกกำลังสอง (double othering from Thainess) ที่คนรุ่นผมและพรรคพวกประสบพบผ่านจากความเป็นไทยของราชการ ค่าที่ถูกตั้งแง่ตราหน้าว่าเป็นทั้ง “เจ๊ก” ที่ไม่ไทยและดันเป็น “คอมมิวนิสต์” ที่ไม่ไทยซ้ำสองเข้าไปอีก

ทั้งที่เนื้อแท้แล้วมันเป็นวาทกรรมความเป็นอื่นที่รัฐราชการใช้ตราหน้าตรึงถ่วงพลังทางการเมืองของกลุ่มทุนเจ๊ก-กระฎุมพี เจ๊ก-และประชาสังคมเจ๊กในเมืองไทยนั่นเอง

ผมเรียนปริญญาเอกจบกลับมาเมืองไทยประจวบกับเหตุการณ์พฤษภามหาโหด 2535 และยุคกระฎุมพีเจ๊กผงาดพอดี
แง่มุมทางการเมืองของปรากฏการณ์นี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประวัติศาสตร์ ต้องเนรเทศของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นับแต่รัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา ได้วิเคราะห์ไว้อย่างหลักแหลมยิ่งโดยเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่เก้า (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “Mass Monarchy”, ชัยธวัช ตุลาธน, บก. ย้ำยุค รุกสมัย : เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตุลา, 2556, น.107-118)

ส่วนแง่มุมทางวัฒนธรรมของมัน ผมได้วิเคราะห์ไว้ใน แลลอดลายมังกร : รวมข้อเขียนว่าด้วยความเป็นจีนในสยาม (2537)

การนำเสนอประสบการณ์ลูกจีนในโลกเจ๊กภายใต้การกดทับโดยความเป็นไทยของรัฐราชการในโลกวิชาการ และงานวิจัยที่ผมทำช่วงนั้นก็เผชิญอุปสรรคบ้างเล็กน้อย
ทั้งจากนักวิชาการชาตินิยมไทยอาวุโสผู้เตือนผมด้วยวาจาหน้าแก้วไวน์หลังผมนำเสนอบทความเรื่องดังกล่าวว่า “อย่าทรยศชาติ”

และนักวิชาการไทยศึกษาอาวุโสชาวญี่ปุ่นผู้มองเชิงเปรียบเทียบว่า สิ่งที่เจ๊กโดยเฉพาะนายทุนและกระฎุมพีเจ๊กประสบพบเจอในเมืองไทยนั้นมันแค่ชิลๆ เมื่อเทียบกับที่เจ๊กเจอในประเทศอื่นๆ แถบเอเชียอาคเนย์

ซึ่งผมก็รับฟังคำเตือนของผู้ศึกษาสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมในการถูกกดทับไว้เป็นอนุสติ แล้วก็เดินหน้าบันทึกและวิเคราะห์ประสบการณ์และโครงสร้างความรู้สึกในการถูกกดทับของลูกจีนในโลกเจ๊กรุ่นผมต่อไป


ผ่านช่วงยาวของกระฎุมพีเจ๊กผงาด และนโยบายนำไทยไปเข้าร่วมคณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นหัวหน้าภายใต้รัฐบาลทักษิณ (2544-2549) (เกษียร เตชะพีระ, “อ่านสี่ทศวรรษสัมพันธ์ไทย-จีน”, ฟ้าเดียวกัน, 16 : 2 (ก.ค.-ธ.ค. 2561), 103-159), ผ่านรัฐประหาร คปค. 2549, สงครามเสื้อสี & ลูกจีนรักชาติ, รัฐประหาร คสช.2557 มา (ดู Kasian Tejapira, “The Sino-Thais’ right turn towards China”, Critical Asian Studies, 49 : 4 (2017), https://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/14672715.2017.1380875)

อาจกล่าวได้ว่า บัดนั้นสถานการณ์กดทับปิดฉากจบไปแล้ว ในชั่วยี่สิบปี การเมืองไทยกลับเข้าสู่ยุคสมัยที่ครูเบ็นตั้งข้อสังเกต กลับตาลปัตรเอาไว้ว่ากลุ่มชนชั้นนำคณาธิปไตยทุกกลุ่มทุกสีล้วนเป็น “เจ๊ก” หมด (ไม่ว่าเหลือง, แดง, ฟ้า, น้ำเงิน ฯลฯ ดู Benedict Anderson, “Riddles of Yellow and Red”, New Left Review, Series II No. 97, Jan-Feb 2016, https://newleftreview.org/issues/ii97/articles/benedict-anderson-riddles-of-yellow-and-red)

คำถามที่ดูเหมือนครูเบ็นอาจฝากทิ้งไว้โดยนัยอาจเป็นว่า : เฉกเช่น Absolute Monarchy, Military, & Bureaucracy ในอดีต ตกลงแล้ว Oligarchy เป็นหนึ่งเดียวกับ the Thai Nation หรือไม่? อย่างไร?


ถ้าจับกระแสวัฒนธรรมเป็นหลักหมาย อาจกล่าวได้ว่า มาบัดนี้เรากำลังทบทวนความคิดอ่านเรื่องลูกเจ๊กในโลกจีนในระหว่างยุคของภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” (2567, https://th.wikipedia.org/wiki/หลานม่า และ “จดหมายรักถึงอาม่า” (2569, https://th.wikipedia.org/wiki/จดหมายรักถึงอาม่า)

กล่าวคือ เป็นยุคที่หลานจีนเหลนจีนโหลนจีน (รุ่นอาซุง) กำลังลุกขึ้นมาครุ่นคิดถึงและโหยหาอาลัยรัก (nostalgia) ความเป็นจีนกันขนานใหญ่ ไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่กว้างออกไปในนานาชาติเอเชียอาคเนย์ที่มีชุมชนจีนอพยพพลัดถิ่นไปตั้งอยู่

เป็นความคิดถึงและโหยหาอาลัยรักถึงสิ่งของรูปรอยเรื่องราวในอดีตที่กำลังจางหายจากไป ที่กำลังจะสิ้นอายุขัย (รุ่นอาม่า อากง) ที่กำลังจะเข้าไม่ถึง (เพราะเจรจาต๊าอ่วยกับอาม่าอากงไม่ค่อยได้ ฟังกันไม่ใคร่รู้เรื่อง) และที่กำลังจะหลงลืมไปแล้ว (กับข้าวหอเจี๊ยะติดปากแต่เรียกชื่อว่าอะไร และปรุงทำยังไงก็ไม่รู้หว่า? ไหว้เจ้าต้องทำไรบ้าง? วันไหน? เมื่อไหร่? ยังไง? สารทจีน-ตรุษจีน-ไหว้พระจันทร์ ฯลฯ)

จะว่าไปนี่ก็เป็นวิถีธรรมดาของการกลายเป็นปัจเจกบุคคล (อินดิวิด้วน) ที่เราแต่ละคนด้วนขาดหลุดลอยจากชุมชนชาติพันธุ์ ภาษาตระกูลครอบครัวออกไปมากขึ้นในโลกเศรษฐกิจสังคมตลาดทุนนิยมเสรีข้ามชาติ ซึ่งทำให้ทุกคนค่อยๆ คลายเคลื่อนเลื่อนหลุดออกจากวิถีการอยู่ในโลกแบบเดิมของตน กลายเป็นอัตตาตัวตนที่ปลดลดสัมภาระตุ้มถ่วงทางจารีตประเพณีวัฒนธรรมเดิมลงไป (the unencumbered self) denatured สูญเสียความเป็นจีนในท่ามกลางการประสบความสำเร็จ/ล้มเหลวในอาชีพธุรกิจการงานของตน


ปฏิบัติการรำลึกรื้อฟื้นความเป็นจีนระหว่างดาไซน์กับอินดิวิด้วนจึงอาจกลายเป็นการคิดถึงความเป็นจีนที่ตัวไม่รู้จัก และฉะนั้น บ่อยครั้งจึงมักหลงคว้าหยิบเอาความเป็นจีนแบบโลกาภิวัตน์จากจีนแผ่นดินใหญ่หรือฮ่องกงมาเสพสวม แทนที่ความเป็นจีนในโลกเจ๊กแถวเยาวราช หัวลำโพง เจริญกรุงที่ผสมคละเคล้าแต้จิ๋วกับฮวนนั้งเข้าด้วยกัน

คิดถึงอาม่าโดยไม่รู้จัก หลงรักอาม่าโดยไม่เข้าใจ อยากกลับไปหาอาม่าใหม่ในที่ที่ไม่มีวันจะกลับไปได้แล้ว

แทนที่จะพยายามรู้จักและเข้าใจอากง อาม่า อาเตี่ย อาม้าอย่างที่พวกท่านเป็น แล้วจะได้ทำที่ปัจจุบันของเราให้น่าอยู่ขึ้น สำหรับเกียตี๋เฮียหม่วยและอาซุง รวมทั้งเพื่อนร่วมชาตินานาชาติพันธุ์หลากชนชั้นต่อไปข้างหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เอกชนปรับตัวแล้ว เหลือรัฐทำอะไรได้
น้ำตกหมูยอทอด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ‘electric GLC’ SUV ไฟฟ้าสวยสะกดทั้งภายนอก-ใน
วิเคราะห์ 18 เหรียญทองทัพไทย สู่โจทย์ใหญ่การพัฒนาระบบกีฬา
มากับน้ำ (ท่วม)
จากเหรียญเอเชี่ยนเกมส์สู่มาเก๊า ‘สดมภ์’ นำทัพไทยล่าแชมป์ศึกใหญ่เอเชีย
‘ลูกจีนในโลกเจ๊ก’
คิดต่อจาก 6 ตุลา (9) : รูปที่รู้จักกันดี แต่ไม่รู้จักใครสักคน
ศีลธรรมก่อนน้ำท่วม
แตกตื่น
Wake Me Up When September Ends : จากผู้สูงวัยที่เสียชีวิตเพียงลำพัง สู่เยาวชนที่เลือกจบชีวิตในเดือนกันยายน
E-DUANG | วิภาษวิธี แห่ง บันเทิงธิปไตย ผลึกคิด จาก “นาคารชุน”