bg-single

เกษียร เตชะพีระ : เจ๊กสยามหันขวาหาจีน (1)

02.11.2016

[เรียบเรียงจากคำบรรยายเสนอของผู้เขียนเรื่อง “The Sino-Thais” Right Turn towards China” ในงานสัมมนา ASEAN FORUM 2016 ภายใต้แกนเรื่อง China in ASEAN หัวข้อ Chinese Diasporas in Southeast Asia/ชุมชนจีนย้ายถิ่นในเอเชียอาคเนย์ ณ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย 7 ตุลาคม ศกนี้

ดังที่หัวเรื่อง “เจ๊กสยามหันขวาหาจีน” ของผมบ่งชี้ ผมกำลังพูดถึงแนวโน้มใหม่ทางการเมืองที่เด่นชัดประการหนึ่งในชุมชนจีนย้ายถิ่นในประเทศไทยทั้งในแง่การเมืองในประเทศเองและในความสัมพันธ์กับประเทศจีน

กล่าวคือ ผมกำลังเสนอว่าคนไทยเชื้อสายจีนส่วนหนึ่งที่มีจำนวนมากพอควรในหมู่ชนชั้นนำและคนชั้นกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญอื่นๆ ได้หันขวา – กล่าวคือ หันเหไปในแนวทางอนุรักษนิยมหรือแม้กระทั่งปฏิกิริยา – และเอนเอียงเข้าหาจีนพร้อมกันไปด้วยในไม่กี่ปีหลังนี้

วิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจเรื่องนี้คือเปรียบเทียบมันกับการคลี่คลายขยายตัวของสถานการณ์ร่วมสมัยในที่อื่นๆ ของโลก

ผมคิดว่าเราสามารถเปรียบเทียบการที่ “เจ๊กสยามหันขวาหาจีน” ได้กับผลของการลงประชามติ Brexit ในสหราชอาณาจักรที่เสียงส่วนใหญ่เลือกออกจากสหภาพยุโรป และความนิยมที่พุ่งขึ้นของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งพรรครีพับลิกันของสหรัฐอเมริกา

กล่าวคือ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเหล่านี้ล้วนสะท้อนปฏิกิริยาชาตินิยมเอียงขวา (rightwing nationalist reaction) ต่อผลกระทบเชิงลบของกระแสโลกาภิวัตน์ในทางเศรษฐกิจ, การเมือง และสิทธิมนุษยชน (economic, political & human rights globalization) ซึ่งป่าวร้องส่งเสริมและนำโดยโลกตะวันตกโดยทั่วไปและโดยประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นการเฉพาะในระยะเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา

มาถึงตรงนี้ ผมใคร่จะชี้แจงให้รอบคอบรัดกุมเป็นพิเศษว่าผมกำลังนำเสนอข้อถกเถียงอันใด :

 

-ผมไม่ได้กำลังบอกว่า – เนื่องจากเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมที่ถือกันว่าติดตัวมาแต่กำเนิด – คนไทยเชื้อสายจีนทั้งหมดทั้งมวลในหมู่ชนชั้นนำและคนชั้นกลางที่มีฐานะมั่นคงในสังคมไทย ล้วนหันไปเป็นปฏิปักษ์กับระบอบเสรีประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมกับเลือกสนับสนุนระบอบเผด็จการทหารและความเป็นไทยแบบอำนาจนิยมกันอย่างเบ็ดเสร็จถ้วนหน้า

นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น ใช่ว่าพวกเขาทั้งปวงล้วนทำเช่นนั้น หากเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่มีจำนวนมากพอควรเท่านั้นที่ทำ

-ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้กำลังบอกว่า – เนื่องจากเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมที่ถือกันว่าติดตัวมาแต่กำเนิด – คนไทยเชื้อสายจีนทั้งหมดทั้งมวลในหมู่ชนชั้นนำและคนชั้นกลางที่มีฐานะมั่นคงในสังคมไทย ล้วนเลือกผูกพันธมิตรกับประเทศจีน และหันหลังให้กับสหรัฐอเมริกากับโลกตะวันตก

นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน ใช่ว่าพวกเขาทั้งปวงล้วนทำเช่นนั้น หากเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่มีจำนวนมากพอควรเท่านั้นที่ทำ

 

สิ่งที่ผมต้องการจะบอกก็คือ ในรอบสองทศวรรษหลังสงครามเย็นที่ผ่านมา ได้ปรากฏโครงสร้างโอกาสทางวัฒนธรรมการเมืองอย่างใหม่ (a new politico-cultural opportunity structure) ขึ้นในประเทศไทย – ซึ่งก่อตัวผ่านชุดเหตุการณ์สำคัญยิ่งทางการเมืองและเศรษฐกิจ 3 ชุดด้วยกัน – อันทำให้เป็นไปได้ที่จะตีความปั้นแต่งหรือผูกกลอนลากเข้าบาลี ให้ความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลือง vs. เสื้อแดงที่ยืดเยื้อร่วมทศวรรษกลายเป็นเรื่องทางชาติพันธุ์ (ethnicize it or frame it in ethnic terms)

กล่าวคือ ทำให้ในแง่หนึ่งมันกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง…

[ลูกจีนรักชาติอนุรักษนิยม-ราชาชาตินิยม] vs. [พวกไม่ไทยที่ฝักใฝ่ตะวันตก/โลกาภิวัตน์ซึ่งมีฝรั่งตะวันตกหนุนหลัง]

ทั้งที่พลวัตที่เป็นจริงของความขัดแย้งเสื้อสีดังกล่าวเป็นเรื่องของความแตกต่างขัดแย้งทางชนชั้นและการเมืองต่างหาก

และฉะนั้น จีนจึงมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นพิเศษในฐานะมิตรประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่ถูกอัธยาศัยใจคอกัน อีกทั้งเป็นพันธมิตรมหาอำนาจในภูมิภาคที่ทั้งแข็งแกร่งและเห็นอกเห็นใจความผันแปรในไทย ส่งผลให้คนไทยเชื้อสายจีนพากันโน้มเอียงฝักใฝ่จีนมากขึ้นทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าชะรอยนโยบายการทูตของรัฐบาล คสช. ที่ตะแคงเข้าหาจีนและออกห่างจากตะวันตกมา น่าจะมีฐานพลังสังคมรองรับที่แน่นหนาซึ่งอาจทำให้มันมีลักษณะยืนยาวกว่าที่จะเป็นแค่นโยบายเฉพาะกิจ, ระยะสั้นหรือวูบไหวตามโอกาสที่แปรเปลี่ยนไปเท่านั้น

 

เพื่อเข้าใจฐานพลังสังคมดังกล่าว เราควรพิจารณาทำความเข้าใจภูมิหลังของชนชั้นนำและคนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนบ้างเล็กน้อยดังนี้

เนื่องจากความคลี่คลายขยายตัวของประวัติศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและจีนเอง รวมทั้งกระบวนการแปรเปลี่ยนราชอาณาจักรสยามให้ทันสมัยจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ส่งผลให้คนจีนอพยพในสยามเข้าจับจองถิ่นที่อยู่และอาชีพการงานอย่างมีแบบแผนเฉพาะของกลุ่มตน

สรุปก็คือ ถึงแม้คนไทยเชื้อสายจีนจะมีเพียงราว 14% ของประชากรไทยทั้งหมด แต่พวกเขากลับครอบงำเป็นหลักในหมู่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทย และประกอบส่วนเป็นชนชั้นกลางชาวเมืองที่ฐานะมั่นคงจำนวนมากหลาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนชั้นนำและคนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนได้ประโยชน์จากและเติบใหญ่ขยายตัวมากับระเบียบอำนาจ 3 แบบคือ :

1) ระเบียบอำนาจเศรษฐกิจของการพัฒนาทุนนิยมแบบไม่เสมอภาคและไม่สมดุล ซึ่งมีผู้ผูกขาดในตลาดเพียงไม่กี่ราย โดยภาครัฐส่งเสริมสนับสนุน

2) ระเบียบอำนาจการเมืองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้การบริหารปกครองและชี้นำในท้ายที่สุดของเหล่าสถาบันเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (unelected, non-majoritarian institutions) อาทิ ระบบราชการประจำ, กองทัพ, ตุลาการ ฯลฯ

3) ระเบียบอำนาจแห่งอุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทยภายใต้พระราชอำนาจนำ (the ethno-ideology of Thainess under royal hegemony) หรือที่เรียกว่าราชาชาตินิยม (royal-nationalism)

อย่างไรก็ตาม ในสองทศวรรษหลังนี้ ได้บังเกิดการแตกหักระส่ำระสาย 3 ครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองไทยซึ่งคุกคามความต่อเนื่องของระเบียบอำนาจทั้งสามดังกล่าว ได้แก่ :

1) วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ลุกลามไปทั่วเอเชียตะวันออกใน พ.ศ.2540

2) ระบอบทักษิณที่มาในนามระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งเสียงข้างมากนับแต่ พ.ศ.2544 เป็นต้นมา

3) การเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือที่เรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในปี พ.ศ.2555

(ต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร