คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คุณวีระ ธีรภัทร กรุณาส่งหนังสือที่เขียนหลายเล่มให้ผมด้วยน้ำใจไมตรี พร้อมชวนให้ผมรีวิวเล่มอัตชีวประวัติเรื่องคนไร้รากด้วย
ผมอ่านแล้วก็ติดหนึบและนึกเห็นช่องทางที่จะเขียนถึงบางประการ ค่าที่ผมกับคุณวีระเรียกได้ว่าเป็นคนร่วมรุ่นร่วมประสบการณ์ มีเหตุการณ์และเรื่องราวที่คล้องจองใกล้เคียงกันในชีวิตหลายต่อหลายอย่าง โดยผมเป็นเด็กกึ่งพุทธกาล (เกิด พ.ศ.2500) เช่นกัน เพียงแต่ล่าหลังคุณวีระอยู่แปดเดือน (เมษายน->ธันวาคม) ทำให้เวลาเข้าเรียนช้ากว่าและเป็นรุ่นน้องคุณวีระหนึ่งปีตลอด
ช่องทางดังกล่าวเป็นดังที่คุณวีระเขียนไว้ที่หน้า (9) ของหนังสือ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3) ว่า
“…ชีวิตของใครสักคนก็คงเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่สะท้อนความเป็นไปของชีวิตคนอื่นๆ บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เรียกว่าสังคมหรือประเทศ ที่อยู่ร่วมกันในห้วงเวลาเดียวกันได้ระดับหนึ่งเช่นกัน”
ก็จริงอย่างคุณวีระว่า ถึงแม้ว่าคุณวีระจะมีพื้นเพชีวิตช่วงแรกเป็นเด็กบ้านนอก (อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร) ส่วนผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ (หัวลำโพง-เยาวราช-เจริญกรุง) มาตลอด แม้ว่าคุณวีระจะเข้าเรียนมัธยมฯ ปลายสายวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ส่วนผมเรียนสายศิลป์ฝรั่งเศส โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท, แต่โลกของเราก็มาบรรจบกันที่การสอบไล่ ม.ปลาย การสอบเอ็นทรานซ์มหาวิทยาลัย และคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ก่อนจะแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางและมาบรรจบกันอีก (ห่างๆ) ในแวดวงสื่อสาธารณะของสังคมไทยปัจจุบัน
คนไร้รากของคุณวีระจึงเป็นหนังสือที่ผมอ่านไปนึกภาพและเสียงในอดีตเคล้าคลอไป ทบทวนประสบการณ์ส่วนตัวเปรียบเทียบเคียงขนานกันไปตลอดเวลา พร้อมทั้งจดโน้ตไว้ขอบหน้าหนังสือตรงนั้นตรงนี้ว่าคิดคำนึงหวนรำลึกถึงอะไรได้ เหมือนหรือต่างกันตรงไหน ฯลฯ อาทิ คุณวีระบ่นตอนหนึ่งว่า
“นี่ถ้าหากไม่เห็นหน้า อ่านแค่ชื่อ นามสกุล เป็นใครก็ต้องเข้าใจว่าผมนี่เป็นคนอินเดียหรือศรีลังกาแน่นอน…
“หน้าตาเจ๊กจีนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ชื่อดันออกมาเป็นแขก” (น. 190)
ผมโน้ตไว้ที่ขอบหน้าข้างๆ ข้อความข้างต้นว่า “ประสบการณ์ของเราที่ Cornell”
คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ตอนนั้นเป็นปี 1986/2529 ผมกำลังเรียนปริญญาโทปีสองอยู่ที่คณะการปกครอง มหาวิทยาลัยคอร์แนล รัฐนิวยอร์ก สหรัฐ สายวันหนึ่งขณะอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านเช่าของมหาวิทยาลัย จู่ๆ โทรศัพท์สายดินก็ดัง เจ้าของสายเป็นหญิง ฟังสำเนียงภาษาอังกฤษก็รู้ว่าเป็นแขกเอเชียใต้ เธอบอกว่าเพิ่งมาถึงคอร์แนล เป็นนักศึกษาใหม่ ไม่คุ้นทำเลสถานที่ อยากหาคนช่วยพาชมแนะนำ เมื่อเธอเปิดสมุดโทรศัพท์เมืองอิทากะไล่ชื่อดู เห็นชื่อ นามสกุลของผมว่า Kasian Tejapira จึงลองโทร.ติดต่อมา
ผมรับปากว่าไม่ขัดข้อง ยินดีช่วยเหลือ เพียงแต่ว่าเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ถึงชื่อ นามสกุลผมจะฟังดูเป็นภารตะ แต่เอาเข้าจริง ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีนนะครับ ไม่ใช่แขกเอเชียใต้อะไร แหะๆ
เธอทำท่างงเอ๋อเหรอสักพัก รับคำเบาๆ แล้วก็วางหูไป…
เรื่องทำนองนี้มีเป็นพักๆ ตลอดช่วงการอ่านอัตชีวประวัติของคุณวีระ ซึ่งช่วยให้ผมหวนรำลึกถึงอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่ตกตะกอนนอนนิ่งอยู่ในความทรงจำ และอาจลืมไปแล้วด้วยซ้ำถ้าไม่ถูกคนไร้รากมาสะกิดคุ้ยเขี่ย
ทีนี้ก็จะขออนุญาตหยิบบางประเด็นที่น่านึกคิดจินตนาการให้ลึกและกว้างออกไป ซึ่งคนไร้รากทำให้ผมได้คิดมาเล่าสู่กันฟัง
คนไร้ราก : ชะตากรรมของคนสมัยใหม่
คุณวีระตั้งชื่ออัตชีวประวัติว่า “คนไร้ราก” ค่าที่คุณวีระย้ายถิ่นฐานภูมิลำเนามาหลายที่ (พิจิตร, นครสวรรค์, กรุงเทพฯ, เพชรบูรณ์ เป็นต้น) ตามเส้นทางการศึกษาและอาชีพจะนำพาไป โดยที่ประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งบางอย่างเป็นเหตุบังเอิญ (เช่น ไฟไหม้ บ้านเกิดที่ย่านการค้าตลาดตะพานหินสมัยเด็ก และไฟไหม้บ้านของป้าในกรุงเทพฯ ที่ไปอาศัยอยู่ตอนเรียนมัธยมฯ ปลายและมหาวิทยาลัย จนหนังสือข้าวของถูกเผาผลาญหมดสิ้น น.23, 41-42, 47, 89-90) ทำให้อารมณ์ความรู้สึกและทีทรรศน์ของคุณวีระไม่รู้สึกยึดติดผูกพันกับที่ต่างๆ เหล่านี้จนกลายเป็น “ราก”
ดังที่อาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ครูคนหนึ่งของคุณวีระและผมที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตไว้หลังปกหนังสือว่า
“การบอกให้คนอื่นเข้าใจว่า ‘ผมเป็นคนไร้ราก’ นั้นเป็นเรื่องที่เขาตั้งใจให้คนอ่านเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง ตรงกันข้าม เขามีรากหยั่งลึกในทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านเกิดที่จังหวัดพิจิตร ที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ กับเพื่อนฝูงและครูบาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า เขาไม่ติดยึดกับรากของตัวเอง เพื่อใช้เป็นสมอหรือข้ออ้างในความสำเร็จหรือความล้มเหลวของตัวเอง”
ทว่า ประเด็น “ไร้ราก” นี้ผมอ่านต่างมุมออกไปจากอาจารย์ทักษ์เล็กน้อย เพราะผมเข้าใจว่า “ความไร้ราก” (rootlessness) และกลายมาเป็น “ปัจเจกบุคคล” (individual/อินดิวิด้วน-ด้วนขาดหรือหลุดจากรากเหง้า) ต้องดิ้นรนต่อสู้สร้างเนื้อสร้างตัวตามลำพัง ในสังคมเศรษฐกิจตลาดเองนั้นเป็นชะตากรรมร่วมของคนในโลกยุคใหม่ (โลกสังคมหรือ gesellschaft) ที่หลุดลอยออกมาจากชีวิตก่อนสมัยใหม่ซึ่งคนเราเป็นสมาชิกสังกัดชุมชนรวมหมู่อย่างแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว (โลกชุมชนหรือ gemeinschaft) ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เขตวัด หรือหมู่บ้านก็ตาม
ข้อสังเกตความเปลี่ยนแปลงของคนเราจากยุคก่อนสมัยใหม่มาถึง->สมัยใหม่ข้างต้นเป็นของนักสังคมวิทยาเยอรมันชื่อ Ferdinand Tönnies (1855-1936) ซึ่งผมมารับรู้เข้าใจจากการอ่านหนังสือสองเล่มเมื่อปี 2539 คือกวีนิพนธ์รางวัลซีไรต์ปี 2538 เรื่อง ม้าก้านกล้วย ของไพวรินทร์ ขาวงาม กับหนังสือปรัชญาที่มาจากดุษฎีนิพนธ์เรื่อง Communitarianism and Its Critics (Oxford University Press, 1993) โดย Daniel Bell
หนังสือเล่มแรกสื่อประสบการณ์ความรู้สึกนึกคิดของกวีพลัดถิ่นจากชนบทอีสานสู่สามเณรอยุธยา และคนทำหนังสือในเมืองใหญ่ที่ร้อยเรียงออกมาอย่างกินใจสวยงาม ส่วนเล่มหลังให้เครื่องมือการคิดสำหรับทำความเข้าใจประสบการณ์ความรู้สึกนึกคิดดังกล่าว
กล่าวคือ ขณะที่สำหรับคนแต่ก่อน ชุมชนหมู่บ้านคือขอบฟ้า อาชีพก็ทำตามที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเคยทำมา ไม่ว่าทำนาทำไร่ทำสวน หรือเป็นช่างไม้ช่างเหล็กช่างปั้น ฯลฯ
ทว่า สำหรับคนสมัยใหม่ในสังคมเมืองนั้น ส่วนใหญ่คำตอบไม่ได้อยู่ที่บ้าน/หมู่บ้าน อาชีพไม่ใช่ดำเนินรอยตามพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นหลัก แต่ชีวิตคือการเดินทางจาริกแสวงหาออกไปข้างนอก ไปร่ำเรียนแสวงหาทักษะความรู้ ไปแสวงหางานอาชีพทำสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นใหม่ นิยามตัวเองใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ถูกจำกัดกีดกั้นตรึงถ่วงไว้ด้วยรากเหง้า ตัวตนของคนสมัยใหม่จึงเป็นตัวตนที่ไม่ได้ถูกสัมภาระ/ตุ้มถ่วงหนักให้คงอยู่กับที่ (unencumbered self) หากสามารถปรุงแต่งสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ให้เป็นไปได้สารพัดทั้งในแง่ทักษะ อาชีพ เพศสภาพ ศาสนา ความเชื่อการเมือง หรือแม้แต่ผิวพรรณรูปร่างหน้าตา ฯลฯ (น.78)
คนสมัยใหม่จึงเป็นอินดิวิด้วน (ด้วนจากราก) ไร้ราก พลัดบ้าน ดังนั้น ในทางกลับกันจึงอาจโหยหาบ้านเป็นระยะ ทำให้ความหมายของ “บ้าน” เปลี่ยนไป กล่าวคือ
“บ้าน” ไม่ใช่แหล่งสิงสถิตปักหลักตรึงแน่นหยุดนิ่งอยู่กับที่ตายตัวซึ่งคุณสังกัดหรือ belong to อย่างแต่ก่อนอีกต่อไป
หาก “บ้าน” คือที่ที่คุณเลือกสร้างขึ้นเองด้วยเหตุผลความเหมาะสมเพื่อเป็นเครื่องมือไปบรรลุเป้าหมายอื่นในชีวิต คุณอาจสร้าง “บ้าน” ตามจินตนาการขึ้นได้เพื่อให้ “บ้าน” เป็นของคุณ (แทนที่คุณจะเป็นของ “บ้าน”) แต่เพราะ “บ้าน” เป็นของคุณนี่เอง คุณจึงอาจออกจาก “บ้าน” ไป กลับเข้า “บ้าน” มา และอพยพโยกย้ายจาก “บ้าน” ตามใจชอบโดยเสรีเมื่อไรก็ได้เช่นกัน
ลองคิดดูง่ายๆ ว่า ในช่วงชีวิตของพวกเราแต่ละคนจากอดีตถึงปัจจุบัน เรายังได้อาศัยตั้งหลักแหล่งอยู่ในบ้านหลังแรกสุดที่เราเกิดออกมาลืมตาดูโลกหรือไม่? ถ้าไม่ จวบจนถึงทุกวันนี้ เราอยู่อาศัยในบ้านมาแล้วกี่หลังกี่ห้องกี่ท้องที่? ใช่ไหมว่าแค่ดูจากบ้านที่อยู่โดยรวมระยะยาว ชีวิตของเราก็คือการเดินทาง/การไม่อยู่กับที่ ไม่อยู่กับบ้านตั้งนานแล้วนั่นเอง (p.12, 23, 54)
หรือลองมองดูภูมิทัศน์บ้านเมืองที่เราอยู่ก็ได้ สมัยเราเป็นเด็ก ตึกรามบ้านช่องละแวกบ้านที่ประกอบเป็นภูมิทัศน์แห่งภูมิลำเนาของเรานั้นเป็นอย่างที่มันเป็นทุกวันนี้หรือเปล่า? มันถูกก่นโค่นรื้อทิ้งปลูกสร้างใหม่มากี่รอบแล้ว ถ้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราเผอิญฟื้นกลับคืนมา ท่านจะยังจำละแวกบ้านที่เคยอยู่ในอดีตได้หรือไม่? หรือท่านจะงงและคงหลงทาง? (p.33)
เพราะเราไม่มี “บ้าน” (และความสัมพันธ์ทางสังคมดั้งเดิมที่ผูกรัดแวดล้อมผู้คนในละแวกบ้าน) ในความหมายเก่าอีกต่อไป เราจึงอาจคิดถึงและโหยหา “บ้าน” อยากกลับไปอยู่ที่เก่าที่เราเคยอยู่ในความทรงจำไงครับ, ที่ตลกร้ายก็คือ “บ้าน” ตัวจริงไม่ได้อนุรักษ์สภาพเดิมอยู่ตั้งท่ารอคอยให้เรากลับไปเที่ยวชมหรอกนะครับ “บ้าน” (ญาติมิตรผู้คนและความสัมพันธ์ทางสังคมแวดล้อมบ้าน) ก็มีทางไปของมันเองอย่างเร่งรัดรวดเร็วถี่กระชั้นขึ้นตามวิถีและกระแสเศรษฐกิจสังคมโลกสมัยใหม่เช่นกัน (p.33, 38, 109)
ชะตากรรมของคนสมัยใหม่จึงอาจมี “บ้าน” ในความหมายที่พักผ่อนนอนหลับ แต่ไม่มี “บ้าน” ในความหมาย “รากเหง้า” ยึดติดตรึงแน่นกับที่ ไม่มีชุมชนสถานที่ (communities of place) ที่เราสังกัดแน่นอนและแน่นิ่ง เพราะ “บ้าน” ย้ายหนีจากเราไปแล้วนั่นเอง
ในสภาพเช่นนี้ การคิดถึงแต่ไม่ยึดติด รำลึกจดจำแต่ป่วยการโหยหาว่าจะกลับไป จึงเป็นชะตากรรมธรรมดาของมนุษย์สมัยใหม่ผู้ไร้รากทั้งปวง รวมทั้งคุณวีระและผมด้วย
โดยเราอาจหาทางปลูกสร้าง “บ้าน” และสายสัมพันธ์ให้ตัวเราสังกัดขึ้นทดแทนใหม่จากชุมชนความทรงจำ (communities of memory) และชุมชนทางจิตใจ (psychological communities)
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
