bg-single

ขอขมาผีน้ำผีดินของประชาชน

07.10.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

เดือน 12 ของปีนักษัตร (ปฏิทินจันทรคติ) ตรงกับตุลาคม-พฤศจิกายน (ปฏิทินสากล)

ช่วงเวลานั้นน้ำนองล้นท้องนาลุ่มตั้งแต่เดือนก่อน ครั้นถึงเดือน 12 น้ำทรงตัวท่วมสูงสุดทำให้ต้นข้าวชูรวงเหลืองแก่ของเมล็ดข้าวที่สุกแล้วในท้องนาหลายผืนต้องจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งต้องรอเดือนต่อไป มวลน้ำจะค่อยๆ ลดลงจนหมดจากท้องนา

น้ำหลากน้ำล้นทุกหนทุกแห่ง แต่เทคโนโลยีล้าหลังยังรับมือไม่ได้ ดังนั้น บรรพชนคนสมัยหลายพันปีมาแล้วต้องมีพิธีกรรมทางศาสนาผี ด้วยการทำพิธีไล่น้ำและขอขมาผีน้ำผีดินบงการให้น้ำลดเพื่อชาวนาเข้าถึงพื้นที่เกี่ยวข้าว

การไล่น้ำและขอขมาผีน้ำผีดินไม่ถูกกำหนดตายตัววันใดวันหนึ่ง (เหมือนปัจจุบัน) แต่มีตามสภาพเป็นจริงของมวลน้ำธรรมชาติที่ไหลหลากลงจากทางเหนือ ตั้งแต่เดือนตุลาคมเจิ่งนองเห็นแก่ตาด้วยปริมาณสะสมจนท่วมท้องนาต่อเนื่องถึงเดือนพฤศจิกายน

ดังนั้น บรรพชนคนสมัยเริ่มแรกจึงขอขมาธรรมชาติตั้งแต่ราวตุลาคม (เดือน 11) ต่อเนื่องราวพฤศจิกายน (เดือน 12) และอาจไปต่ออีกก็ได้จนกว่าน้ำจะลดให้ชาวนาเข้าเกี่ยวข้าวสะดวก

พิธีกรรมทางศาสนาผีเริ่มจากประชาชนขอขมาผีน้ำผีดิน หลังจากนั้นพิธีราษฎร์ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิธีหลวง ด้วยการยกศาสนาผีเข้าศาสนาพุทธแล้วปนกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็น “ผี-พราหมณ์-พุทธ” พิธีขอขมาผีน้ำผีดินจึงมีพัฒนาการตามลำดับ ได้แก่ ลอยเครื่องเซ่น, ลอยบายศรี, ลอยโคม, ลอยกระทง

ลอยเครื่องเซ่น

(1.) ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรกในอุษาคเนย์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว นับถือศาสนาผี (ยังไม่รู้จักพราหมณ์-พุทธ) ซึ่งมีความเชื่อว่าปรากฏการณ์ดี-ร้าย เกิดจากการกระทำของผี

(2.) ดิน-น้ำ-ธรรมชาติ มีผีสิงสู่อยู่ประจำ คือ ผีดิน, ผีน้ำ, ผีธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ต้องพึ่งพาในการทำมาหากิน คือเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ จึงต้องเซ่นผี

(3.) ขอขมาผีดิน, ผีน้ำ, ผีธรรมชาติ บันดาลให้น้ำลดเพื่อลงนาเก็บเกี่ยวข้าว ต้องทำประจำช่วงปลายปีของทุกปี ก่อนขึ้นฤดูกาลใหม่ (ปีใหม่)

(4.) เครี่องเซ่นผีเพื่อขอขมาใส่ภาชนะลอยน้ำ เช่น กาบกล้วย, ท่อนกล้วย, กระบอกไผ่, กาบมะพร้าว ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ลอยน้ำ (คล้ายงู)

ต่อมา บางกลุ่มประดิษฐ์เป็นกระบานผีขนาดเล็กๆ (กระบานทำจากกาบกล้วย แต่งเป็นกระบะสี่เหลี่ยม มีตอกไม้ไผ่เส้นเล็กบางๆ เสียบเป็นตาราง แล้วใช้ใบตองวางรองพื้น) ใส่เครื่องเซ่นที่ต้องการ แล้วลอยน้ำ

(5.) ขณะลอยเครื่องเซ่นผี ก็กล่าวคำวิงวอนขอขมา ชื่อมักมีคำคล้องจองสอดแทรกภาษาพูดปกติ

(6.) ชนชั้นนำเริ่มแรก และประชาชนลอยเครื่องเซ่นด้วยวัสดุแบบเดียวกัน ถ้าจะมีต่างกันก็ไม่มาก เพราะเทคโนโลยีอ่อนแอ

[หลังจากนั้นราชสำนักประดิษฐ์ลอยเครื่องเซ่นเป็นลอยบายศรี]

สมัยดั้งเดิมมีประเพณีลอยเครื่องเซ่นผีในกระทงกาบกล้วยของชาวบ้าน (ภาพจากงานบุญกลางบ้านที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมื่อ พ.ศ.2559)

ลอยโคม

พบหลักฐานเก่าสุดสมัยอยุธยา อยู่ในกฎมณเฑียรบาล (แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ) เมื่อ 554 ปีมาแล้ว ราว พ.ศ.2011 ว่า “เดือน 12 การพิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคมส่งน้ำ”

ลอยเครื่องเซ่นขอขมาผี สมัยอยุธยามี 2 แบบ ได้แก่ แบบเมืองลอยโคมส่งน้ำ และแบบบ้านๆ ลอยกระบอกไผ่, หยวกกล้วย ฯลฯ

ลอยเครื่องเซ่นขอขมาเมื่อไร? ไม่กำหนดตายตัว แต่มักเริ่มเมื่อน้ำหลากมากสุด หรือน้ำขึ้นสูงสุดของทุกปี และมักเลิกเมื่อน้ำลด พบหลักฐานสมัยอยุธยาในกฎมณเฑียรบาลและจดหมายเหตุลาลูแบร์ เริ่มต้นเดือน 11 (จันทรคติ) ราวกันยายน-ตุลาคม สิ้นสุดเดือน 12 (จันทรคติ) ราวตุลาคม-พฤศจิกายน

ส่งน้ำ หมายถึงขอขมาให้น้ำลดเร็วๆ เพื่อประชาชนลงนาเกี่ยวข้าว ถ้าน้ำท่วมไม่ลด ทำให้ (1.) ชาวนาลงนาเกี่ยวข้าวไม่ได้ เพราะน้ำท่วมมาก (2.) ต้นข้าวและรวงข้าวเน่าตาย เพราะจมน้ำ และ (3.) ไม่มีข้าวกินทั้งปี

สมัยอยุธยา ประเพณีลอยเครื่องเซ่นด้วยวัสดุธรรมชาติ ปรับเปลี่ยนเป็นลอยโคม มีพรรณนาในโคลงทวาทศมาส (บท 130) ว่า ถึงเดือน 12 แต่งโคมถวาย (ผู้มีอำนาจเหมือนเทพเจ้า คือ ผีน้ำผีดิน) บรรดาชาวบ้านหญิงชายล่องเรือเล่นสนุก มีร้องรำทำเพลงต่างๆ

ลอยโคมในอยุธยาพบร่องรอยในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ว่า “เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแม่พระธรณีที่อนุเคราะห์ให้เก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ในวันต้นๆ ของปีใหม่” จดหมายเหตุลาลูแบร์ บอกอีกว่า โคมที่ใช้ลอยเป็นโคมจีน “ประชาชนพลเมืองจะแสดงความขอบคุณแม่คงคาด้วยการตามประทีปโคมไฟขนาดใหญ่ (ในแม่น้ำ) อยู่หลายคืน มิชั่วแต่แม่พระคงคาจะลดราถอยไปเท่านั้น ยังอำนวยให้พื้นดินที่จะทำการเพาะปลูกอุดมดีอีกด้วย เราจะได้เห็นทั้งลำแม่น้ำเต็มไปด้วยดวงประทีปลอยน้ำ…ไปตามกระแสธาร มีขนาดใหญ่ย่อมต่างกันตามศรัทธาประสาทะของแต่ละคน และมีกระดาษสีต่างๆ ซึ่งประดิษฐ์คิดทำกันขึ้นประดับประดาเครื่องลอยประทีปนั้น เพิ่มให้แสงสีงดงามขึ้นอีก”

“โดยนัยเดียวกัน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแม่พระธรณีที่อนุเคราะห์ให้เก็บเกี่ยวพืชพรรณธัญญาหารได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในวันต้นๆ ของปีใหม่ ชาวสยามก็จะตามประทีปโคมไฟขึ้นอย่างมโหฬารอีกครั้งหนึ่ง”

โคมจีน (ที่ชาวอยุธยาสมัยพระนารายณ์) ลอยน้ำขอขมาผีน้ำผีดิน ซึ่งลาลูแบร์บอกทำตามแบบจีนจากกระดาษสีต่างๆ หุ้มโครงไม้ไผ่ ข้างในจุดเทียนปักไว้ หรือตามประทีปแบบอื่นๆ ก็ได้ และลอยโคมตามประเพณีจีน มีในเทศกาลจงหยวน (ไทยเรียก สารทจีน) โดยรวมๆ แล้วน่าจะเกี่ยวข้องกับขอขมาธรรมชาติ

“จงหยวน” เป็นชื่อเทพสำคัญ 3 องค์พี่น้อง ประจำฟ้า, ดิน, น้ำ มีความเป็นมาอย่างละเอียดยิ่ง อยู่ในหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ โดย ถาวร สิกขโกศล (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2557 หน้า 368-392) เทพจงหยวนเป็นเทพประจำภูเขา, แม่น้ำ, ที่ดิน มีในคำอธิบายของ อ.ถาวรว่า “เทพจงหยวนเป็นเทพประจำเทศกาลสารทจีน ชื่อเต็มว่า ‘จงหยวนต้าตี้-อธิบดีแห่งคืนเพ็ญกลาง’ หรือ ‘ตี้กวนต้าตี้-ธรณิศมหาเสนาธิบดี’ เรียกสั้นๆ ว่า ‘ตี้กวน-ธรณิศเสนา’ มีหน้าที่ควบคุมดูแลเทพแห่งมหาบรรพตทั้งห้า (ของจีน) ภูเขาและแม่น้ำเจ้าที่ประจำเมืองทุกเมือง เทพในเมืองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ตรวจดูโชคเคราะห์ของสรรพสัตว์ ตรวจบัญชีความดีความชั่วของมนุษย์ และหน้าที่สำคัญคือให้อภัยโทษแก่ผู้รู้ผิดกระทำพลีบูชาท่าน”

สรุป “ลอยโคมส่งน้ำ” ทำเหนือผิวน้ำ ดังนี้

ลอยโคม (โคมได้แบบจากจีน) หมายถึงปล่อยโคมกระดาษลอยน้ำขอขมาผีดินผีน้ำ ผีธรรมชาติให้น้ำลดเพื่อชาวนาลงนาเกี่ยวข้าว

ส่งน้ำ หมายถึงพิธีวิงวอนร้องขอผีน้ำให้น้ำลดลงบาดาล เพื่อชาวนาลงนาเกี่ยวข้าว

ลาลูแบร์ เห็นโคมลอยน้ำสมัยอยุธยา

ลาลูแบร์ (จากราชสำนักฝรั่งเศส) เมื่อเดินทางถึงอยุธยา (ในแผ่นดินพระนารายณ์ พ.ศ.2230) เห็นด้วยตนเองว่าประชาชนอยุธยาลอยโคมในแม่น้ำ

บันทึกว่า ชาวสยามลอยโคมลงแม่น้ำลำคลองตามเมืองใหญ่ เช่น อยุธยา และละโว้ และพรรณนาพาดพิงถึงโคมจีนทำจากกระดาษสีต่างๆ แล้วยกย่องชาวจีนในสยามว่าทำดอกไม้เพลิงได้ดีวิเศษ

ดังนั้น ลอยโคมของชาวสยามได้จากประเพณีจีนโดยชาวจีนในสยาม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ขอขมาผีน้ำผีดินของประชาชน
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (196)
เชลยศึกสงครามลาว (51) ความซื่อสัตย์ของศัตรู
ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (34)
จาก CSR ถึง ESG : การปรับตัวของธุรกิจไทย
E-DUANG | บทเรียน การ”ถอดบทเรียน” จาก ประชาชน สู่”พลเมือง”
คุณหญิงสุดารัตน์ ออกโรงเตือน ชัชชาติ จะเอาโครงการขยายคลอง และอุโมงค์ยักษ์มาทดแทนแก้มลิงไม่ได้
‘50 ปี 6 ตุลา ‘เท้ง’ ชี้ รำลึกอดีตเพื่อมองไปข้างหน้า เดินหน้าแก้กติกาไม่ให้เผด็จการใช้อำนาจเข่นฆ่าประชาชนซ้ำ
คิดต่อจาก 6 ตุลา (8) : ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (23)
50 ปี 6 ตุลา (5) ความรุนแรงในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์
เทศกาล ‘เดาผล’ : The Nobel Prize in Literature 2026