ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
คอลัมน์ CityZense
โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
- อ่าน May (be it’s our) Day หวังว่าวันแรงงานและอำนาจต่อรอง จะเป็นของพวกเราจริงๆ
- อ่าน บทเรียนจากบริษัทแอร์ การต่อสู้ของแรงงาน พลังของการรวมตัวและความ (ไม่) รู้เรื่องแรงงานของสังคมไทย
- อ่าน ไปให้ไกลกว่าฟีเวอร์รถขนฝัน คือ ยกระดับทัวร์นาเมนต์ ให้โอกาสท้องถิ่นได้เฉิดฉาย
- อ่านบทความทั้งหมดของ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คลิกที่นี่
ท่ามกลางข่าวขับเคี่ยวแข่งขันกันของสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลอย่างในพรีเมียร์ลีก ลาลีกา และอื่นๆ
เราพบว่า ในโลกของฟุตบอลยังมีเรื่องราวของสโมสรฟุตบอลหลายแห่งที่ไม่ได้ถูกกระแสทุนนิยมกรรโชกจนสูญเสียทิศทาง
ชุมชนแฟนบอลในทีมยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ล้วนเจ็บปวดกับการถูกเจ้าของทีมที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เอาเปรียบและทรยศในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าตั๋ว การมุ่งทำกำไรจากนักฟุตบอลอันเป็นที่รัก ฯลฯ
การสร้างและธำรงอยู่ของสโมสรฟุตบอลในลีกนั้นใช้เงินมหาศาล ไม่ต้องอื่นไกลในระบบไทยลีกเอง ไม่ใช่เฉพาะในไทยลีก 1 ทีมระดับรองต่างๆ ก็เริ่มรับสภาพการขาดทุนสะสมไม่ไหว ต้องล้มหายตายจากไปไม่น้อยในระยะ 10 ปีหลังมานี้
ผู้อยู่รอดคือ ทีมที่มีทุนทรัพยากรและคอนเน็กชั่นทางการเมืองที่มั่งคั่งกว่าทีมอื่นๆ ที่เหลือ
ความสำเร็จเริ่มกลายเป็นการผูกขาดที่ไม่ใช่ทางกีฬาอย่างเดียว
คำถามคือ แล้วมีที่ไหนในโลกที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลุ่มทุนหรืออำนาจทางการเมืองอย่างสิ้นหวังหรือไม่
บทความนี้จะพาผู้อ่านไปตระเวนดูการอยู่รอด และการเติบโตของสโมสรฟุตบอลในโมเดลที่เราไม่รู้จักกันดูว่า มีทางไหนบ้างที่ทีมกีฬาสักทีมจะเป็นของแฟนบอลและชุมชน ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโมเดลที่อยู่ได้เพราะนายทุนหรือเจ้าของที่ไม่ยี่หระความเป็นไป เมื่อมันไม่มีค่าพอในเชิงธุรกิจแล้ว
ท่ามกลางทุนและอำนาจผูกขาดในเมืองไทย ไม่ว่าจะวงการไหน ด้วยโครงสร้างที่สร้างความได้เปรียบอย่างลำเอียงเช่นนี้ รังแต่จะทำให้ผู้คนและชุมชนขนาดเล็กต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวเพียงลำพัง อันที่จริงมันอาจจะเริ่มจากกติกาอันไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น
วงการฟุตบอลไทยปัจจุบัน อดีตเจ้าของสโมสรฟุตบอลสามารถดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ ได้
เช่นเดียวกับทีมเพียงหยิบมือที่สามารถใช้เงินและอิทธิพลทางการเมืองซื้อตัวนักเตะดีๆ บนกติกาเสรีทางการค้า
สโมสรเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเพียงไม่กี่คน ไม่ต่างจากบริษัทเอกชนที่แสวงหากำไรทั้งหลาย
ลักษณะเช่นนี้อาจพบเห็นได้ทั่วไปในสโมสรต่างประเทศทั้งหลาย แต่มีตัวอย่างแห่งหนึ่งที่มีการเขียนกฎกติกาที่พยายามก่อให้เกิดความเป็นธรรมก็คือ กรณีของเยอรมนี
ที่นั่นมีกฎเหล็กว่าด้วยการถือครองหุ้นที่ห้ามไม่ให้นักลงทุนถือครองมากเกินเสียงส่วนใหญ่ หรือพูดอีกแบบคือ สโมสรจะถือหุ้นโดยแฟนบอล 51% นั่นคือ ผู้ลงทุนไม่สามารถครองเสียงส่วนมากในการลงมติเพื่อเปลี่ยนรากฐานของสโมสร อย่างการเปลี่ยนชื่อหรือย้ายสโมสรหนีเมืองไปได้
นี่คือกลไกแรกที่สร้างการมีส่วนร่วมของแฟนบอลที่ถ่วงดุลกับการเข้ามาถือหุ้นของนายทุน
ดังนั้น ความเป็นเจ้าของสโมสรจะถูกกำกับด้วยหุ้นที่แฟนบอลถือครอง นั่นทำให้กระบวนการตัดสินใจใหญ่ๆ จะต้องผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบจากแฟนบอลเสียก่อน การสร้างชุมชนแฟนบอลที่เข้มแข็ง เกิดจากการสร้างผ่านความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมเชิงพื้นที่และอุดมการณ์เฉพาะแห่ง
บทความตอนนี้จะเริ่มด้วยสโมสรเอฟซี ซังต์เพาลีแห่งเยอรมนี

เอฟซี ซังต์เพาลี เป็นสโมสรฟุตบอลที่ตั้งอยู่ในเมืองฮัมบูร์กซึ่งถือเป็นย่านผู้ใช้แรงงานที่สัมพันธ์กับท่าเรือ ถือกำเนิดเมื่อปี 1910
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของสโมสรอยู่ที่ช่วงทศวรรษ 1980 ท่ามกลางโมสรฟุตบอลที่เต็มไปด้วยฝ่ายขวาจัดและเหล่าฮูลิแกน ซังต์เพาลีเสนอทางเลือกใหม่นั่นคือ การรองรับการเมืองแบบเสรีนิยม การเปิดรับผู้อพยพ และรวมไปถึงการเปิดกว้างทางเพศ เนื่องจากสโมสรตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านสถานบันเทิง และสถานบริการทางเพศที่ถูกกฎหมายด้วย
ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เกิดมาอย่างโดดเดี่ยวแต่มันสัมพันธ์กับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐและทุนด้วย
ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ย่านถนน St.Paoli-Hafenstrabe ในฮัมบูร์กกลายเป็นพื้นที่สำคัญในห้วงประวัติศาสตร์ เมื่ออาคารกลุ่มหนึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญในขบวนการฟื้นฟูเมือง
และเป็นที่รู้จักกันในระดับนานาชาติในฐานะการต่อต้าน “การทำย่านให้เป็นผู้ดี” (gentrification) และเรียกร้อง “สิทธิครองเมือง” (right to the city) สำหรับทุกคนมิใช่เฉพาะนายทุนเท่านั้น
การต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้เรียกร้องกับนายทุน และรัฐท้องถิ่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ผู้ต่อต้านทำการยึดครอง ฝ่ายรัฐก็พยายามปราบปราม เกิดความรุนแรงและความเสียหายต่อทรัพย์สิน
ในที่สุดก็ยุติลงได้ในปี 1987 เมื่อนายกเทศมนตรี Klaus von Dohnanyi เสนอทางออกอย่างสันติ มีการทำสัญญายุติความขัดแย้งในเวลาต่อมา นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ รวมไปถึงการสร้างอาคารเคหะสงเคราะห์ และต่ออายุชีวิตของย่านนี้ต่อไป
ดังนั้น สิทธิครองเมืองจึงสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสโมสร
เมื่อครั้นปี 1989 บอร์ดบริหารประกาศจะทุบสนามเหย้าที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1961 เพื่อแทนที่ด้วย “Sport dome” โครงการก่อสร้างมหึมาที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยม ก่อให้เกิดความไม่พอใจจนทำให้แฟนบอลและคนในแถบนี้ลงถนนประท้วงและเข้าไปยึดครองสนาม
ว่ากันว่าความขัดแย้งครั้งนี้นำมาสู่การที่แฟนบอลเข้าสมัครเป็นสมาชิกเพื่อเข้าไปโหวตต่อต้านในที่ประชุมใหญ่ของสโมสร
รังเหย้า Millerntor จึงเป็นมากกว่าสนามฟุตบอล แต่คือสถานที่อันผูกพันกับผู้คนในชุมชนและแฟนบอลที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา
หัวกะโหลกบนธงโจรสลัด (Jolly Roger) ได้กลายเป็นหนึ่งในตำนาน มันเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรที่แสดงอัตลักษณ์อันแตกต่างจนหลายคนสงสัยว่ามันมายังไง
เรื่องมันเริ่มอย่างเรียบง่าย จากการที่ Doc Mabuse นักดนตรีพังก์และนักเคลื่อนไหวที่นำธงตรากะโหลกไขว้จากงาน Hamburger Dom ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนาม เอามาผูกกับด้ามไม้กวาดแล้วนำไปโบกสะบัดที่สนามเหย้าของซังต์เพาลี
ต่อมาวิธีการนี้เป็นที่แพร่หลายจนมีคนนำไปทำตาม และในเวลาต่อมันได้กลายเป็นธงแสดงสัญลักษณ์ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่นำโดยรัฐและทุน
ซังต์เพาลียังเป็นสโมสรแรกในเยอรมนีที่ออกระเบียบห้ามใช้สโลแกนเหยียดเชื้อชาติ และภาษาแบบขวาจัดในสนาม เมื่อปี 1991 และยังมีการติดป้าย “No Fascists”
ความภาคภูมิใจนี้อยู่กับสโมสรเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ปี2009 สโมสรยังได้สร้างไกด์ไลน์เชิงหลักการ (Leitlinien) จากผู้คนกว่า 200 คน ที่มาประชุมร่วมกันในช่วงสุดสัปดาห์ ถกเถียงกันในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญต่อสมาชิกสโมสร ลูกจ้าง กองเชียร์ และอาสาสมัคร
จากข้อสรุปจากการประชุมนำไปสู่กลุ่มทำงานที่พัฒนาข้อเสนอร่วมกัน
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของร่วมกันของสมาชิก ลูกจ้าง กองเชียร์และอาสาสมัครในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชนระดับท้องถิ่น
เช่นเดียวกับการได้รับอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมในความเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง, วัฒนธรรม และสังคม โดยมีปรัชญาที่เน้นเรื่องการยอมรับและเคารพความแตกต่างหลากหลาย
นอกจากนั้น พื้นฐานของการตลาดของสโมสรคือ ฐานแฟนบอลที่เข้ามาในสนามที่รองรับการสร้างอารมณ์ร่วมกับฟุตบอลอย่างเต็มที่
นอกจากนั้น หุ้นส่วนทางธุรกิจและสปอนเซอร์จะต้องสอดคล้องกับแนวคิดของสโมสรทั้งด้านสังคมและการเมืองที่จะถูกกำหนดโดยไกด์ไลน์ทางการตลาด
เช่นเดียวกับการขายสินค้าและบริการของสโมสร ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมเชิงพาณิชย์อย่างเดียว แต่อยู่บนหลักที่สอดคล้องกันทางสังคม การกระจายรายได้ และการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและระบบนิเวศ
ที่น่าสนใจก็คือ กลไกการมีส่วนร่วมที่ 2 คู่ขนานกับการบริหารสโมสร คือ การจัดตั้งสหกรณ์ฟุตบอลซังต์เปาลีขึ้นมาเมื่อปี 2024
เป็นการเปิดระดมทุนเพื่อเอาไปใช้จ่ายเกี่ยวกับสนามเหย้า Millerntor โดยสหกรณ์จะเป็นผู้เช่าสนามที่สโมสรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในราคามิตรภาพเพื่อดำเนินการใช้งานและบำรุงรักษา
บนแนวคิดที่ว่าแทนที่จะเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับธนาคารเพื่อมาดูแลสนาม เงินเหล่านั้นควรเป็นเงินปันผลให้กับสมาชิกสหกรณ์มากกว่า
นอกจากนั้น โมเดลนี้ยังออกแบบมาเพื่อต่อต้านการมีอำนาจของผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะอำนาจการโหวตของสหกรณ์อยู่ที่ 1 คนต่อ 1 เสียง ไม่ใช่จำนวนหุ้น และยังทำให้เป็นอิสระจากการควบคุมการใช้เงินและการขูดรีดจากธนาคารอีกด้วย
ราคาหุ้นจะอยู่ที่ 850 ยูโร โดย 100 ยูโรแรกสำหรับค่าแรกเข้า ส่วน 750 ยูโรเป็นมูลค่าทางธุรกิจ และหุ้นสามารถโอนให้กันได้ (ค่าแรงขั้นต่ำของเยอรมนีช่วงปี 2026 อยู่ที่ราว 13.9 ยูโรต่อชั่วโมง) โดยจะมีการทำรายงานประจำปีเพื่อแสดงความโปร่งใสของการดำเนินการ เช่นเดียวกับการตรวจสอบบัญชีในแต่ละปีด้วย
ดังนั้น จะเห็นว่า ซังต์เพาลี เป็นสโมสรฟุตบอลในอุดมคติที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของผู้คน ทั้งยังคงอุดมการณ์การต่อสู้ทางการเมือง และแสดงอัตลักษณ์ที่ใจกว้างเปิดรับความหลากหลายไม่ว่าจะทางเพศ หรือเป็นผู้อพยพในวันที่แทบทั้งโลกกำลังหันขวาไปสู่สังคมอนุรักษนิยมที่คับแคบหรือบางครั้งยังแทบจะประกาศตัวเป็นฟาสซิสต์
ซังต์เพาลียังพยายามใช้โมเดลที่โต้คลื่นไปกับกระแสทุนนิยม โดยพยายามจำกัดการมีอำนาจของนายทุนไว้ไม่ให้อยู่เหนือสโมสร ชุมชนและแฟนบอล
ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่แฟนบอลชาวไทยจินตนาการไม่ถึงเลยก็ได้ว่า ทำอย่างนี้ก็ได้ด้วยหรือ?
เชิงอรรถ
1 Bill Connelly. “If Germany’s 50+1 rule means less success but more fun, St. Pauli fans are OK with it”. TSN. Retrieved 18 August 2026 from https://www.tsn.ca/if-germany-s-50-1-rule-means-less-success-but-more-fun-st-pauli-fans-are-ok-with-it-19.35398 (7 July 2022)
2 getfootballnewsgermany.com/2019/feature-fc-st-pauli-is-a-way-of-life-from-kult-status-to-something-more/
3 fcstpauli-museum.de/wilkommen-millerntor-eng/
4 https://en.wikipedia.org/wiki/Hafenstra%C3%9Fe
5 fcstpauli-museum.de/totenkopf-eng/
6 fcstpauli-museum.de/wilkommen-millerntor-eng/
7 https://www.fcstpauli.com/en/club/organization/guiding-principles
8 https://fcspeg.com/faq/genossenschaft/
