bg-single

บทเรียนจากบริษัทแอร์ การต่อสู้ของแรงงาน พลังของการรวมตัวและความ (ไม่) รู้เรื่องแรงงานของสังคมไทย

27.12.2025

คอลัมน์ Cityzense
โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

ถือว่าไม่เกินคาดหมายนักกับสังคมไทย เมื่อคราวที่แรงงานและสหภาพแรงงานบริษัทแอร์แห่งหนึ่งต่อรองเรียกร้องโบนัส เงินและทอง เสียงจำนวนมากเห็นว่าพวกเขาได้คืบจะเอาศอก เศรษฐกิจแย่ขนาดนี้มีงานให้ทำก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังไม่นับว่า เป็นห่วงว่าเจ้าของโรงงานจะเจ๊ง หรือกลัวจะย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศที่ไม่มีปัญหาเรียกร้องเช่นนี้

ทั้งที่ในข้อเท็จจริง แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นเผชิญกับการจ้างงานด้วยเงินเดือนที่ไม่สูงนัก ความคาดหวังของพวกเขาคือ การทำงานล่วงเวลาและโบนัสรายปีที่พวกเขาจะได้สมน้ำสมเนื้อ ตามที่นายจ้างสัญญาไว้ ระหว่างที่มีเจรจาต่อรอง หลายบริษัทประกาศโบนัสและเงินตอบแทนกันเป็นเรื่องปกติ

ทำไมสังคมไทยถึงส่งเสียงออกมาเป็นเช่นนั้น บางคนคิดว่าอาจเป็นเพราะสำนึกความเป็นไพร่ในสังคมไทยที่มามานาน หรือเป็นเพราะความอิจฉาริษยาที่เห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ บทความนี้ขอเสนอคำอธิบายว่า เราอาจแบ่งมองได้ 2 มุม มุมแรกคือ การมองจากสายตาคนทำงานราชการ คนกลุ่มนี้มักไม่ชินกับการรวมตัวกันต่อรองของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือลูกจ้าง ไม่มีคนระดับต่ำกว่าที่ไหนที่สติดีๆ อยากท้าทายผู้บังคับบัญชาที่ให้คุณให้โทษกับพวกเขาได้ผ่านการเลื่อนเงินเดือนหรือพิจารณาตำแหน่งที่สูงขึ้น


แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีการการันตีว่า คนใต้บังคับบัญชาจะรวมตัวกันสู้แล้วไม่ถูกคาดโทษ ลงโทษทางวินัย หรือถูกชะลอการพิจารณาความดีความชอบ ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงไม่ชินว่าการทำเช่นนี้มันเป็นไปได้อย่างไร และไม่น้อย เขาเหล่านั้นอาจเป็นหัวหน้างาน เป็นผู้บังคับบัญชาในหน่วยย่อย คงไม่ถูกใจนักหากใครจะมาท้าทายอำนาจของตน

มุมมองที่สองคือ ในฐานะเจ้าของกิจการ คนกลุ่มนี้มีประสบการณ์ตรงในฐานะการเป็นนายจ้างที่ต้องดีลกับลูกจ้างสารพัดแบบทั้งดีและร้าย ซึ่งอาจจะเป็นประสบการณ์ร้ายมากกว่าดี พวกเขามองว่า ค่าแรงเหล่านี้เป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่แย่ การเรียกร้องดังกล่าวของโรงงานอาจส่งผลกระทบมาถึงพวกเขาด้วยวันใดวันหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรือการคุกคามสถานประกอบการด้วยวิธีการต่างๆ ในมุมนี้พวกเขาจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละรัฐบาล

ไม่เพียงเท่านั้น คนในแวดวงราชการไม่น้อยก็ควบสองบทบาทคือ มีธุรกิจไปพร้อมๆ กับการทำงานเป็นข้าราชการ หรือมีคู่สมรส หรือคนในครอบครัวประกอบธุรกิจหรือเป็นผู้ประกอบการไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายย่อย ยังไม่นับว่า คนจำนวนมากที่เป็นลูกจ้างก็มีความฝันในอนาคตว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ ไม่คิดจะเป็นลูกจ้างตลอดไป สถานะลูกจ้างเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เขาจะเปลี่ยนผ่านไปในจุดที่ดีกว่าในอนาคต

ดังนั้น โดยความรู้สึกนึกคิดของคนกลุ่มนี้แล้ว การเรียกร้องหรือต่อรองจึงเป็นสิ่งที่นอกจากจะเข้าใจไม่ได้แล้ว ยังถือว่าเป็นท้าทายความเชื่อบางประการของพวกเขาด้วย


ทั้งที่ในความเป็นจริงการต่อรองกันในที่ทำงานเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำงานที่ถูกควบคุมด้วยกฎหมายแรงงานที่ปรากฏกันทั่วไปในต่างประเทศ กลไกสำคัญของแรงงานก็คือ องค์กรที่เรียกว่า สหภาพแรงงานที่มีอำนาจในการเป็นตัวแทนของแรงงานในการเจรจาต่อรองกับนายจ้างในสเกลขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพการจ้างงาน รายได้ ที่ทำงาน และรัฐในสเกลที่ใหญ่ขึ้นไป เช่น การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำทั้งประเทศ การแก้ไขกฎหมายที่เอื้อและคุ้มครองแรงงาน

ที่สำคัญ ขบวนการแรงงานในต่างประเทศเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ต่างกับบ้านเรา ที่สหภาพแรงงานนั้นยังอยู่ในเพียงกิจการประเภทโรงงานและองค์กรรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก แต่ส่วนราชการไม่ถูกนับอยู่ด้วย เพราะกฎหมาย พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่ระบุว่า กฎหมายนี้ไม่ครอบคลุมแรงงานในส่วนราชการ ไม่ว่าจะส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น


เมื่อเทียบจำนวนข้าราชการในประเทศนี้แล้ว ข้อมูลจาก PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภาระบุว่ามีมากถึง 3 ล้านคน (เป็นข้าราชการ ราว 1.8 ล้านคน ส่วนที่ไม่ใช่ข้าราชการอีกกว่า 1.2 คน) ครูและบุคลากรทางการศึกษามาที่สุดคือ 4.4 แสนคน, พลเรือนสามัญ 4.1 แสนคน, ทหาร 3.7 แสนคน และตำรวจ 2.1 แสนคน

จำนวนเหล่านี้ถือว่ามีสัดส่วนราว 4.6% ของจำนวนประชากรไทยเลย เมื่อไปเทียบกับที่กล่าวไปเบื้องต้นว่า ความรู้สึกนึกคิดของข้าราชการไทยที่มีลำดับชั้นต่ำสูงอย่างชัดเจน แล้วพวกเขายังไม่มีเครื่องมือในการรวมตัวเรียกร้องต่อรองในที่ทำงานอีก

หากมองไปไกลกว่านั้น ย่อมหมายความว่า คนใต้บังคับบัญชาไม่มีเครื่องมือในการต่อรองเรียกร้องเลยทั้งในมิติการทำงาน รวมไปถึงการต่อต้านการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและการทำงานที่มีแววว่าจะทุจริต (ทั้งที่เรามักจะบ่นกันเหลือเกินว่า ระบบราชการมันสกปรกโสมมเต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่เราไม่มีเครื่องมือให้พวกเขามากพอ ยังไม่พอ การฟ้องโดยบุคคลอาจจะถูกกลั่นแกล้งโดยผู้บังคับบัญชาด้วยซ้ำไป)

การแยกแรงงานส่วนราชการออกจากขบวนการแรงงานยังเป็นมรดกจากรัฐบาลสมัยเผด็จการด้วย เพราะระบบราชการเป็นกลจักรสำคัญในการควบคุมผู้คนและพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันการจัดตั้งสหภาพแรงงานที่ปรากฏในบางอุตสาหกรรมบางสถานที่ทำงานยังทำให้ประสบการณ์ร่วมกันต่อสู้ของแรงงานทั่วประเทศจึงอ่อนแอไปด้วย ที่น่าเศร้าขบวนการแรงงานส่วนหนึ่งกลายเป็นปากเสียงที่สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการไปด้วย

กรณีของ “มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ” น่าจะสะท้อนได้ดี เพราะมันคือการแปลงระบบราชการให้เป็นบริษัทเอกชน ซึ่งถูกนำร่องด้วยการเปลี่ยนสภาพการจ้างงานแรงงานมหาวิทยาลัย จากเดิมที่เป็นข้าราชการ

เมื่อไร้พลังงานรวมตัวกันต่อรอง เสียงที่ส่งต่อสาธารณะ ต่อรัฐจึงแผ่วเบา ไม่พอจะกดดันการนำไปสู่การปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สูงขึ้นได้ เพราะว่ารัฐกับทุนร่วมมือกันควบคุมค่าแรงไม่ให้ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (มีข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์บางคนเสนอว่า การปรับค่าแรงนั้นควรเป็นที่รับรู้กันในระยะยาวระหว่างรัฐ ทุน และแรงงานว่า ภายในระยะยาว มันจะต้องขึ้นในระดับเท่าใด ซึ่งจะทำให้นายจ้างพอจะมีเวลาปรับตัว การขึ้นค่าแรงโดยปุบปับนั้นอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง)

ครูทิว ธนวรรธน์ สุวรรณปาล ยกตัวอย่างหนังสือเรียนที่ชื่อว่า Complete Economics for Cambridge IGCSE & O Level ในรายวิชาเศรษฐศาสตร์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา ยังมีการสอนหัวข้อ “สหภาพแรงงาน” โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ นิยาม, บทบาท และข้อดีข้อเสียของกิจกรรมสหภาพแรงงาน ชี้ให้เห็นว่า สหภาพแรงงานนั้นอยู่ใกล้ตัวผู้คนเพียงใด สหภาพแรงงานจะสนับสนุนและปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกด้วยจุดประสงค์การปรับค่าแรงและปรับปรุงสภาพการจ้างงาน และสมาชิกก็จะเป็นผู้จ่ายค่าสมาชิกสนับสนุนสหภาพแรงงานเป็นการตอบแทนให้กิจกรรมการเรียกร้องเป็นไปได้

หน้าที่ของสหภาพแรงงานรวมไปถึงการเจรจาเพื่อปรับปรุงสวัสดิการของลูกจ้าง, ปกป้องสิทธิ์และแรงงานของลูกจ้าง, ปรับปรุงสภาพการจ้างงาน เช่น ลดเวลาการทำงานเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย, การปรับปรุงสวัสดิการด้านวันหยุด, การได้รับค่าแรงเมื่อลาป่วยและบำนาญ และการสนับสนุนให้องค์กรเพิ่มการมีส่วนร่วมการตัดสินใจทางธุรกิจ

แบบเรียนยังชี้ให้เห็นการร่วมเจรจาต่อรอง (collective bargaining) ที่เป็นกระบวนการต่อรองด้านการจ้างและสภาพการจ้างงานระหว่างสหภาพแรงงานกับนายจ้าง ในเงื่อนไขที่เงินเฟ้อขึ้นสูง, แรงงานกลุ่มอื่นได้ขึ้นค่าแรง, การใช้เครื่องจักรแบบใหม่หรือแนวปฏิบัติใหมในที่ทำงาน, การเพิ่มผลผลิตของแรงงาน รวมไปถึงกำไรขององค์กรเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อเทียบกับสังคมไทยที่ช่องทางการเรียนรู้เกี่ยวกับแรงงานที่ขาดแคลนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา เรื่องแรงงานกลายเป็นแค่ความรู้เชิงเทคนิคที่อยู่ในกฎหมายแรงงานซึ่งมักจะถูกจำกัดอยู่ที่แรงงานในโรงงานและกรรมกรแบกหาม หรืออาชีพที่ไกลตัวคนทั่วไป

วันแรงงานแห่งชาติ (วันแรงงานสากล หรือเมย์เดย์) ก็ถูกทำให้กลายเป็นวันหยุดเฉพาะกลุ่ม หลายคนไม่รู้ว่า วันหยุดที่ควรจะได้หยุดและเฉลิมฉลองกันทั้งประเทศ กลับไม่นับรวมเหล่าข้าราชการและลูกจ้างในสถานที่ราชการทั้งหลาย เพราะไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็นแรงงาน

จึงยากที่จะสร้างสำนึกปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันผ่านกฎหมาย หรือกระทั่งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำกรณีที่เกิดขึ้นกับโรงงานแอร์และแรงงาน จึงมิใช่เป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย