May (be it’s our) Day หวังว่าวันแรงงานและอำนาจต่อรอง จะเป็นของพวกเราจริงๆ
คอลัมน์ CityZense
โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
- อ่าน บทเรียนจากบริษัทแอร์ การต่อสู้ของแรงงาน พลังของการรวมตัวและความ (ไม่) รู้เรื่องแรงงานของสังคมไทย
- อ่านบทความทั้งหมดของ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คลิกที่นี่
ข่าวไรเดอร์ถูกคนประมาทขับรถชนจนเสียชีวิต ไม่ใช่ข่าวแรกๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุและความสูญเสียของพวกเขา
การเลือกปฏิบัติกับแรงงานข้ามชาติที่หนักหน่วงมากขึ้นทุกทีตามสถานการณ์โลก
รวมไปถึงการที่คนงานในหน่วยราชการไม่ถูกนับว่าเป็นแรงงานจนเป็นเรื่องปกติ
สามกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาแรงงานในไทยในฐานะแรงงานที่ไม่ถูกนับ
บทความนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นควันหลงจากวัน May Day ที่บ้างก็เรียกว่า วันแรงงานสากล, วันกรรมกรสากล
แต่ที่เหล่าพี่น้องแรงงานเลี่ยงที่จะใช้ที่สุดคือ นิยามของรัฐไทย นั่นคือ วันแรงงานแห่งชาติ คำว่า “สากล” และ “แห่งชาติ” ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การทำให้แรงงานกลายเป็นเรื่อง “ภายใน” ไม่เกี่ยวกับโลกนี้ ไม่เชื่อมโยงกับใครๆ ขณะที่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของแรงงานนั้นมีลักษณะที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกมากกว่า
อันที่จริงการกดปราบและทำลายขบวนการแรงงานนั้น ไปกันได้ดีกับการทำลายระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย
รัฐบาลอำนาจนิยมมักจะพยายามควบคุมขบวนการแรงงาน
และยิ่งในรัฐบาลเผด็จการที่ต้องการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกและการรวมตัวกัน ยิ่งต้องการทำลายขบวนการแรงงาน
นอกจากนี้ วันแรงงานยังเป็นวันสำคัญที่ไม่ถูกให้ความสำคัญ หากมองโดยพื้นฐานที่สุดแล้ว วันนี้ไม่ใช่ “วันหยุดราชการ” ทั้งที่ประเทศนี้มีวันหยุดมากมาย
สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับว่า ใครที่ไม่ถูกนับว่าเป็นแรงงานบ้าง
เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ คนที่ไม่อยู่ใน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 นั่นก็คือ แรงงานที่อยู่หน่วยงานราชการ ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างของรัฐทั้งหลาย
เมื่อเทียบตัวเลขแล้ว กำลังแรงงานไทยในปี 2567 มี 40.54 ล้านคน เป็นแรงงานภาครัฐกว่า 3 ล้านคน คิดเป็น 4.56% ของประชากร คนเหล่านี้ไม่ได้หยุดวันแรงงาน ไม่ได้ถูกนับเป็นแรงงาน ซึ่งเราจะรู้ว่ามันผิดปกติ
หากเทียบกับข้าราชการ/ข้ารัฐการในประเทศทั้งหลายที่มักจะถูกนับตามกฎหมาย รวมไปถึงตั้งสหภาพแรงงานได้
แต่ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ได้คุมกำเนิดความเป็นแรงงานตั้งแต่ต้น ในมาตรา 4 ที่ไม่ให้บังคับใช้แก่ราชการส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค, ส่วนท้องถิ่น, ราชการของกรุงเทพมหานคร และกิจการอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า จะมีข่าวการละเมิดสิทธิแรงงานและกฎหมายแรงงานในสถานที่ราชการอยู่บ่อยครั้ง
โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มักมีดราม่าว่า ทำไมเขาถึงสามารถจ้าง “ครูอัตราจ้าง” ด้วยเงินเดือนที่รวมแล้วต่ำกว่าอัตราจ้างขั้นต่ำเสียอีก
เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ ในสถานศึกษาที่เราพบว่า มีการจ้างแบบรายวัน จ้างเหมา บางคนไม่มีสวัสดิการใดๆ กระทั่งประกันสังคมด้วยซ้ำ
บางคนต้องมาทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะหากไม่มาก็หมายถึงรายได้ที่ขาดหายไปด้วย
วัน May Day จึงกลายเป็นวันที่ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า พี่น้องแรงงานกว่า 3 ล้านคนถูกตัดออกไปจากสารบบโดยตั้งใจอย่างน้อยกว่าครึ่งศตวรรษ
ขณะที่การจ้างงานในหน่วยงานราชการมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เกิดสิ่งที่เรียกว่า พนักงานราชการ, พนักงานมหาวิทยาลัยที่ถูกเปลี่ยนสภาพจ้างงานให้ไปเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ได้รับสวัสดิการแบบข้าราชการ ทั้งยังต้องจ่ายเงินสมบทประกันสังคม ในฐานะผู้ประกันตนมาตรา 33 เช่นเดียวกับพนักงานบริษัท
และที่น่าขมขื่นพวกเขาเหล่านี้ไม่ถูกนับเป็นแรงงาน และได้สิทธิแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ที่กล่าวไป
พวกเขาจึงอยู่ระหว่างสองขาและรับส่วนด้อยของทั้งสองขามาคือ ความเป็นพนักงานเอกชนที่ไม่มั่นคง ไม่มีสวัสดิการ
และความเป็นข้าราชการที่ไม่สามารถรวมตัวต่อรองแบบพนักงานเอกชนได้
ยังมีแรงงานในส่วนราชการที่ย่ำแย่กว่านี้อีก อย่างเช่นลูกจ้างรายวัน
เสียงแรงงานอีกจำนวนมากที่แม้อาจเข้าร่วมด้วยแต่ก็เป็นเสียงที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายของสถานการณ์โลกและสังคมไทย ไม่ว่าจะแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานที่กำลังยากลำบากเพราะการโหมไฟชาตินิยมจนกดดันแรงงานเหล่านี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือแรงงานแพลตฟอร์มที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั้งด้านส่งอาหารและรับส่งผู้คนในสังคมไทย ที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยงบนท้องถนน และการผลักภาระของบริษัทแพลตฟอร์มไปสู่พวกเขา
ข้อเรียกร้องในวัน May Day ของทุกปีจึงสัมพันธ์กับแรงงานที่ไม่เปิดรับเอาแรงงานดังกล่าวเข้าไป
เสียงที่ถูกเปล่งและรับฟังจึงเป็นแรงงานจากบริษัทเอกชน และเครือข่ายแรงงานรัฐวิสาหกิจ
แต่ยังขาดตัวแทนเสียงอีกกว่า 3 ล้านคนในภาครัฐ เช่นเดียวกับแรงงานอื่นๆ ที่แสนจะอ่อนแรง
การให้ความสำคัญกับแรงงานนั้นไปสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนการรวมตัวแรงงานของประเทศที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะเข้าเป็นสมาชิกอีกด้วย
จากเอกสารที่ชื่อ ROADMAP FOR THE OECD ACCESSION PROCESS OF THAILAND (2024) ในส่วน Employment, Labour and Social Affairs Committee (คณะกรรมการด้านการจ้างงาน แรงงาน และกิจการสังคม) ได้เน้นการรับรองตลาดแรงาน การฝึกอบรม, การคุ้มครองทางสังคมและนโยบายย้ายถิ่นฐาน และสถาบันทางแรงงานดำรงอยู่เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมั่งคั่งสำหรับทุกคน โดยเฉพาะนโยบายการเคารพสิทธิแรงงานทั้งส่วนบุคคลและสิทธิร่วมกันของแรงงาน รวมไปถึงการตรวจสอบการคุ้มครองแรงงานที่มีประสิทธิภาพ และการเน้นเรื่องสิทธิแรงงานที่ครอบคลุมหลักการพื้นฐานและสิทธิในการทำงานของ ILO
จากที่กล่าวมา ผู้เขียนขอโยงมาถึงข้อเสนอ 4 ประการ เพื่อร่วมกันผลักดันเพิ่มพลังให้กับขบวนการแรงงานและประชาธิปไตยไทย โดยขอเรียกร้องต่อทั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และมิตรสหายสายแรงงานว่า พวกเรามีสิ่งที่จะต้องทำไปพร้อมๆ กัน
ดังนี้
ประการแรก เสนอให้รัฐบาลผลักดันวัน May Day ให้เป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองกับวันนี้ในฐานะวันของพี่น้องแรงงานทั่วโลก และทำให้วันนี้เป็นวันที่มีความหมายทั้งในเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงพลังการรวมตัวกัน และการสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้างภาครัฐและเอกชน ในทางปฏิบัติอาจจะลดวันหยุดในพุทธศาสนาที่ถูกประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ เช่น วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น
ประการที่ 2 ผลักดันในเชิงโครงสร้างอันเป็นงานระยะยาว มีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ นั่นคือ การแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 โดยเฉพาะมาตรา 4 ที่ปลดล็อกให้นับแรงงานในส่วนราชการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เป็นแรงงานตามนิยามของกฎหมาย ซึ่งจะทำให้แรงงานในภาครัฐถูกนับเป็นแรงงาน
ประการที่ 3 จัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า “สภาแรงงานและสวัสดิการไทย” ให้มีศักดิ์และสิทธิ์เคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์กรของนายจ้างอย่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งจะต้องจัดตั้งผ่านกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแบบเดียวกับพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ.2509 และพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2530 อันจะนำมาซึ่งกลไกทั้งระดับประเทศ และระดับจังหวัด เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับแรงงาน เมื่อมีการประชุมคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจและการปรับปรุงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
กลไกนี้จะนำมาซึ่งกิจกรรมอื่นๆ ที่เสริมพลังให้กับแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านวิชาการ หรือกิจกรรมสนับสนุนช่วยเหลือแรงงานระดับประเทศและระดับจังหวัด
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้รัฐมิอาจหยิบยื่นกฎหมายให้ฝ่ายเดียว ขบวนการแรงงานเองก็ต้องมีส่วนร่วมทั้งการผลักดันกฎหมาย และการรวมตัวกันสร้างสภาแรงงานและสวัสดิการไทยขึ้นมาไปพร้อมๆ กัน
ประการที่ 4 ผลักดันในเชิงพื้นที่ ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ กระจายอำนาจขบวนการแรงงานไปยังจังหวัดต่างๆ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงที่กรุงเทพฯ ย่านอุตสาหกรรมและเมืองใหญ่
การรวมตัวที่เข้มแข็งต้องอาศัยกลไกตามข้อเรียกร้องในข้อ 3 เช่นเดียวกับการลงแรงในการสร้างขบวนการแรงงานในจังหวัดขึ้นมา โดยอาศัยเวลาร่วมกันทั่วโลกอย่างวัน May Day เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการรวมตัวและพบปะกัน
เช่นเดียวกับที่เราไม่ควรปล่อยให้นายจ้างภาครัฐและเอกชนเป็นผู้นำในการกำกับความเป็นอยู่ของแรงงานทั้งในระดับประเทศ และระดับจังหวัดแต่เพียงฝ่ายเดียว
นอกจากนั้นกิจกรรมที่ต่อเนื่องเพื่อสร้างขบวนการที่เข้มแข็งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ข้อเสนอดังกล่าวจึงเป็นจินตนาการใหม่ที่เรียกร้องให้ทั้งรัฐและขบวนการแรงงานเปลี่ยนแปลงเพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม
เราไม่อาจมีประชาธิปไตยและขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งได้ ภายใต้โครงสร้างแบบเดิมที่ปิดกั้นการรวมตัวกันของแรงงานที่มีเชื้อมูลมาจากการเมืองยุคเผด็จการ และการแบ่งแยกแรงงานออกจากกันเป็นแรงงานเอกชน แรงงานรัฐวิสาหกิจ และแรงงานที่ไม่ถูกนับอีกมากหลายในประเทศ
งานดังกล่าวมิใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่ความสำเร็จปลายทาง ก็อาจเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากพอที่เราจะกรุยเส้นทางเหล่านี้ไปด้วยกันมิใช่หรือ?
เผยแพรครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 พ.ค. 2569 ฉบับที่ 2386
