ภาพประกอบจาก กลุ่มวัชรสิทธา

โดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

เหตุการณ์พระภิกษุทรงสมณศักดิ์ที่ถูกตำรวจจับในข้อหายักยอกทรัพย์ และมีภาพที่ขัดสายตาชาวพุทธทั่วประเทศไทย และทำให้โต๊ะกลมสีส้มกลายเป็น “มีม” ที่แพร่กระจายไปทั่วสื่อสังคมในขณะนี้ ทำให้เราได้หวนมาคิดถึงบทบาทของพุทธบริษัททั้งสี่ในพระพุทธศาสนา

คงจำกันได้ว่า พุทธบริษัทหมายถึงองค์ประกอบของคณะบุคคลที่ประกอบกันขึ้นเป็นการดำรงอยู่ของพุทธศาสนา ประกอบด้วยสี่กลุ่ม ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ปัจจุบันมหาเถรสมาคมยังไม่ได้ให้การรับรองการมีอยู่อย่างถูกต้องของพระภิกษุณี แต่ในทางพฤตินัยเราก็มีพระภิกษุณีสงฆ์อยู่แล้ว เช่นที่วัดทรงธรรมกัลยาณี จังหวัดนครปฐม แต่นั่นเป็นประเด็นที่เราจะอภิปรายกันต่อไปในบทความถัดๆ ไป

ประเด็นคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ออกมาบอกว่า พุทธบริษัททั้งสี่ต้องช่วยเหลือกัน เมื่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเกิดมีปัญหาขึ้น เช่นที่เพิ่งเกิดขึ้นที่วัดพุทไธศวรรย์ หรือที่วัดอื่นๆ ที่เป็นข่าวกันมาเป็นระยะๆ พุทธบริษัทกลุ่มอื่นๆ ก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือประคับประคอง

(แต่ไม่ได้มีบอกว่า พระภิกษุณีเกิดปัญหา ขาดสายมานานแล้ว หรือไม่ได้รับการรับรอง ทั้งๆ ที่ประเทศพุทธอื่นๆ รับรอง เช่น ไต้หวัน แล้วพุทธบริษัทกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะพระภิกษุ จะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง หรืออุบาสกอุบาสิกาจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง)

ความหมายของท่านเจ้าคุณประยุทธ์คือ พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นของพุทธบริษัททั้งสี่กลุ่ม พูดอีกอย่างหนึ่งคือ พระภิกษุไม่ได้เป็นเจ้าของพุทธศาสนา พระภิกษุณีก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นทั้งสี่กลุ่มเป็นเจ้าของร่วมกัน การเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนาหมายความว่า พุทธศาสนาจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับบริษัท
ทั้งสี่เหล่านี้ ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกัน

ทีนี้เมื่อเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเกิดมีปัญหา กลุ่มอื่นๆ ก็มีหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือ การช่วยเหลือก็ทำได้หลายแบบ แบบหนึ่งคือเมื่อพระภิกษุเกิดปัญหาแบบที่เป็นอยู่นี้ อุบาสกอุบาสิกาก็ต้องเข้ามาประคับประคอง ด้วยการสนับสนุนพระภิกษุภิกษุณีที่ปฏิบัติถูกต้อง สืบทอดคำสอนของพระพุทธเจ้าต่อไปได้

แบบที่ว่านี้ ในสังคมไทยเรียกว่าเป็นแบบเดียวมายาวนานก็ได้ คนไทยทั่วไปก็เลยเกิดความคิดว่า หน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกาคือสนับสนุนพระเท่านั้น และ “การปฏิบัติ” ของตนเองในฐานะชาวพุทธ ก็มีแต่เพียงเข้าวัด ทำบุญ ฟังพระสวด ถือศีลเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติเพื่อละกิเลสละการยึดมั่นถือมั่น เพื่อปูทางไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์ในท้ายที่สุด จะมองว่าเป็นงานของพระภิกษุเท่านั้น ไม่ใช่หน้าที่ของฆราวาส

ฆราวาสจำนวนมากก็เลยคิดแต่เพียงว่าความสัมพันธ์ของตนเองกับพระพุทธศาสนาก็คือสนับสนุนพระด้วยการตักบาตร ถวายสังฆทาน และช่วยเหลือด้านปัจจัยต่างๆ แต่การน้อมเอาการปฏิบัตินั้นเข้ามาสู่ตนเอง กลับมีน้อยมาก หรือไม่มีเอาเลย

คําถามที่เกิดขึ้นก็คือว่า ฆราวาสควรจะมอบภาระหน้าที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้พระทั้งหมดหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันที่เราเห็นข่าวกันมา ดูเหมือนจะบอกเราว่า เราไม่สามารถไว้วางใจพระได้ทั้งหมด

จริงอยู่ว่าแม้ในปัจจุบันนี้พระที่เราไว้ใจได้ยังมีอยู่อีกมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพอมีพระที่ยังปฏิบัติดีอยู่ ฆราวาสก็เลยไม่ต้องมาปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง การที่พระพุทธศาสนาจะมีอยู่หรือจะไม่มีอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดคือมีคนที่ยังทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่หรือเปล่า ถ้าเราคิดว่ามีแต่พระภิกษุเท่านั้นที่ทำตามคำสอน โดยฆราวาสทำเพียงแค่คอยสนับสนุนด้านวัตถุ ก็จะเกิดความเสี่ยงตรงที่ว่า

หากเกิดอะไรขึ้นแก่พระภิกษุ ก็จะไม่เหลือบริษัทใด หรือกลุ่มใด ที่ศึกษาทำความเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าและทำตาม หากเกิดแบบนี้ขึ้นก็คือจะหมดพระพุทธศาสนาไปจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ ฆราวาสที่สนใจจึงควรจะหาทางศึกษาพระธรรม และปฏิบัติตามด้วย อันที่จริงในเวลานี้ ก็มีกลุ่มฆราวาสหลายกลุ่มที่เริ่มสนใจศึกษาปฏิบัติกันเอง โดยอาจจะมีการเชิญพระภิกษุมาสอนเป็นครั้งเป็นคราว แต่กิจกรรมหลักก็คือการปฏิบัติกันเอง โดยมีการนัดเจอกันเป็นระยะๆ แล้วพอมาพบกันก็มาสวดมนต์ร่วมกัน ภาวนากับปฏิบัติสมาธิร่วมกัน
การมาพบกันนี้ไม่จำเป็นต้องมาพบกันที่วัด กลุ่มแต่ละกลุ่มอาจจะมาพบกันที่บ้านของหัวหน้ากลุ่ม หรือหมุนเวียนไปตามบ้านของสมาชิกของกลุ่มก็ได้ เป้าหมายคือกลุ่มมีโอกาสมาพบปะกันเป็นระยะๆ แล้วมาทำกิจกรรมการภาวนาด้วยกัน

การพบกันเช่นนี้จะสอดคล้องกับชีวิตของฆราวาส หรือคนทำงานสมัยใหม่มากขึ้น และการเกิดขึ้นของกลุ่มต่างๆ เช่นนี้ก็เป็นผลสะท้อนของสังคมสมัยใหม่ ที่คนรุ่นใหม่ดูจะห่างเหินจากวัดและพิธีกรรมแบบเดิมๆ มากขึ้น กิจกรรมของกลุ่มเหล่านี้ก็ดำเนินไปโดยสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ หรือคนวัยทำงานในเมืองใหญ่ เช่น อาจมีการนัดพบกันตามสถานที่ที่เดินทางสะดวก อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ชีวิตของคนรุ่นใหม่ปัจจุบันนี้ไปอยู่ตามตึกคอนโดมิเนียมสูงๆ มากขึ้น กิจกรรมการปฏิบัติธรรมของกลุ่มเหล่านี้ก็จะมุ่งไปที่การ
ปฏิบัติเพื่อปรับปรุงตัวเองเป็นหลัก

การปรับปรุงตัวเองนี้ก็คือการที่แต่ละคนมีแรงจูงใจในการปฏิบัติธรรม เช่น อยากพ้นทุกข์ด้วยใจจริง อยากเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ ซึ่งจะแตกต่างจากบทบาทของฆราวาสตามแบบดั้งเดิม ที่มีหน้าที่เพียงแค่ทำบุญด้วยการสนับสนุนด้านวัตถุให้แก่พระเท่านั้น โดยที่ดูเหมือนจะไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะให้ตัวเองเข้าใจพระธรรมเลย

ปัญหาที่เกิดขึ้นที่วัดพุทไธศวรรย์ หรือวัดอื่นๆ แบบเดียวกัน ก็มาจากตรงนี้ คือตั้งต้นมาจากความโลภอยากมีอยากได้ของผู้คนเป็นหลัก

และแทนที่จะมีการสอนให้เข้าใจว่าการประสบความสำเร็จในธุรกิจหรือการงานของตนเอง ต้องอยู่ที่ความขยัน ความเอาใจใส่ในคุณภาพงาน การพัฒนาตนเองเพื่อให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น หรือปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรง ก็กลับมีการเน้นว่า ความสำเร็จอยู่ที่ปัจจัยภายนอก เช่น อยู่ที่เหรียญรุ่นนั้นรุ่นนี้ โดยที่ความขยันหรือการพัฒนาตนเองไม่มีประโยชน์อะไร ผู้คนก็เลยอยากรวยทางลัด ยินดีเอาเงินที่ตนเองหาได้มาอย่างเหนื่อยยากไปบริจาค เพื่อหวังประโยชน์ส่วนตนแบบนี้ หรือไม่ก็มีคนที่อยากได้บุญ หวังว่าจะได้ประโยชน์ตอบแทนกลับมาที่ตัวเองในรูปของวัตถุ หรือเงินที่เพิ่มมากขึ้น ก็เลยทำบุญบริจาคเงินให้วัดขนานใหญ่ ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำทาน คือสละสิ่งที่ตนเองมีออกไปบ้าง เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น คนรุ่นใหม่ที่มองทะลุเรื่องเหล่านี้ก็เลยคิดว่ามาตั้งกลุ่มปฏิบัติธรรมกันเองดีกว่า

ตัวอย่างของกลุ่มที่มาปฏิบัติกันเองก็มี เช่น กลุ่มของวัชรสิทธา หรือกลุ่มมูลนิธิพันดารา สองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มทางเลือกในพระพุทธศาสนา เนื่องจากเสนอแนวทางของพระพุทธศาสนาแบบทิเบต อย่างไรก็ตาม กลุ่มแบบเถรวาทก็มี เช่น กลุ่มหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ นอกจากนี้ ยังกลุ่มอื่นๆ อีก ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นโดยมีคนรุ่นใหม่ในเมืองเป็นกำลังหลัก

เมื่อมองไปเช่นนี้ ความคิดที่ว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยกำลังเสื่อมถอยอาจจะไม่เป็นความจริง ถึงแม้จะมีปัญหาต่างๆ ต่อเนื่องในวัดแบบดั้งเดิม แต่ก็มีการเกิดขึ้นของกลุ่มปฏิบัติธรรมเหล่านี้ ซึ่งต่างก็มุ่งศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติ เพื่อให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า และเพื่อทำตนเองให้เข้าใกล้เป้าหมายสูงสุดได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป้าหมายนี้เป็นเป้าหมายที่พระพุทธเจ้าได้ให้หลักประกันไว้ว่าสามารถเข้าถึงได้จริง



– ภาพประกอบจาก กลุ่มวัชรสิทธา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อ่านคนไร้ราก (3)
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 25 กันยายน – 1 ตุลาคม 2569
ภาพประกอบจาก กลุ่มวัชรสิทธา
ฆราวาสปฏิบัติธรรม
E-DUANG | ศึกษา อดีต เข้าใจ ปัจจุบัน ทาง ความคิด ทาง การเมือง
เดนตายในผ้าเหลือง | จัดฉากว่าตายแล้ว
ธงทอง  จันทรางศุ | คอหมูย่าง ผัดน้ำพริกอ่อง ต้นหอมญี่ปุ่นโครงการหลวง
‘ณัฐพงษ์-พริษฐ์’ ยื่น ป.ป.ช. สอบ กกต. ปมคดีโกง สว. ซัดลงมติค้านสายตาประชาชน จงใจ “มองไม่เห็นช้าง 3 ตัว”
‘เต้ย’เลิกแฟนฝรั่ง จบกันด้วยดี เดินหน้าต่อ ถูกวิจารณ์เสียหาย…ปกป้องสิทธิ์
เจาะคดีสยองกรุงไทเป CCTV มัดหนุ่มไต้หวัน แค้นสาวไทยบอกเลิก! ฆ่ายัดเป๋าหมกตู้แช่แข็ง
เปิดฟางเส้นสุดท้ายเด้งอธิบดี DSI จังหวะเหมาะย้ายล้างบางเรียบวุธ ‘เปลี่ยนขั้ว-ย้ายค่าย-รหัส 36’ รอด!!!
เหยี่ยวถลาลม | สุจริต-โปร่งใส-เที่ยงธรรม
ปิยบุตร ชี้ประเทศต้องปฏิรูปขนานใหญ่ มอง “ระบอบสีน้ำเงิน” : การช่วงชิงความหมายของสองพลัง