นายกฯ เครือข่ายแพทย์ยุคใหม่ ชี้หมอจบใหม่แห่ลาออกเกือบพันคนต่อปี ไม่ใช่แค่ ‘งานหนัก’ แต่ระบบกดดัน-คนไม่พอ แนะรัฐฟังเสียงหน้างาน
เมื่อวันที่ 22 กันยายน พญ.ศุภานัน เจนธีรวงศ์ นายกเครือข่ายแพทย์ยุคใหม่ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงสถานการณ์แพทย์ยุคใหม่ว่า ในอดีตสังคมมีแพทย์จำนวนน้อยและไม่เพียงพอต่อประชาชน ทำให้ประชาชนให้ความนับถือแพทย์ ขณะเดียวกันหลายคนมองว่าอาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่มีความมั่นคง ดังนั้นเส้นอายุที่แบ่งคำว่าแพทย์ยุคใหม่กับยุคเก่า คือช่วงอายุของแพทย์ที่ 35 ปี ที่แพทย์ยุคเก่า มักจะได้รับความคาดหวังว่า “ต้องเป็นหมอ อาชีพที่มีเกียรติ มีเงิน” แต่ปัจจุบันเมื่อมีสื่อโซเชียลมีเดียเข้ามามากขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่มองอาชีพแพทย์แตกต่างจากเดิม โดยอาจไม่ได้มองว่าเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์ที่สุดในเรื่องความมั่นคงหรือความร่ำรวย แต่เป็นอาชีพที่ต้องใช้ใจรักและต้องเสียสละเวลาในการทำงานอย่างมาก
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า ขณะเดียวกันแพทย์ยุคใหม่มีการใช้ AI และเทคโนโลยีเข้ามาร่วมในการทำงานมากขึ้น และความเชื่อถือที่ประชาชนมีต่ออาชีพแพทย์อาจเปลี่ยนแปลงไป เพราะประชาชนมีการศึกษามากขึ้นและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าเดิม
เมื่อถามว่าแพทย์ยุคใหม่ที่อายุต่ำกว่า 35 ปี ส่วนใหญ่เลือกมาเป็นแพทย์เพราะอยากเป็นจริงๆ มากกว่าการถูกสังคมหรือครอบครัวคาดหวังหรือไม่ พญ.ศุภานัน กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังมีพ่อแม่ที่เป็นคนอีกเจเนอเรชั่นหนึ่ง ซึ่งอาจมีความคาดหวังต่อลูกอยู่ อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่พบ แพทย์ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยต้องการเป็นแพทย์ด้วยตัวเอง
เมื่อถามถึงแพทย์จบใหม่ที่ลาออกจากระบบว่า เป็นเพราะไม่ได้อยากเป็นแพทย์ตั้งแต่แรกหรือไม่ พญ.ศุภานัน กล่าวว่า จากที่เคยพูดคุยกับแพทย์ที่ลาออกจากระบบ ส่วนใหญ่ยังอยากเป็นแพทย์ และเลือกอาชีพนี้ด้วยตัวเอง แต่พบว่ามีความกดดันและปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ต้องออกจากระบบ
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า สำหรับอัตราการเรียนจบแพทย์นั้น ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะประเทศไทยผลิตแพทย์ในแต่ละปีมากขึ้น จากเดิมประมาณ 2,000 คน เพิ่มเป็นประมาณ 3,000 คน และทุกคนต้องสอบ National License หรือใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่ว่าจะจบจากมหาวิทยาลัยใดก็ตาม ส่วนแนวโน้มการเข้าเรียนแพทย์ หากดูจากระบบ TCAS ยังมีการแข่งขันสูง และเป็นหนึ่งในคณะที่มีการแข่งขันสูงสุดของประเทศ โดยยังติดอันดับท็อป 3 มาโดยตลอด สะท้อนว่าความต้องการเรียนแพทย์ไม่ได้ลดลง
เมื่อถามว่าปัญหาที่แพทย์ยุคใหม่อยากสะท้อนให้สังคมรับทราบคืออะไร พญ.ศุภานัน กล่าวว่า สิ่งแรกคือระบบการทำงานของแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่ โดยแพทย์ส่วนใหญ่จะต้องเพิ่มพูนทักษะ 1 ปี และบางรายต้องใช้ทุนในโรงเรียนแพทย์ที่เป็นโรงเรียนแพทย์ของรัฐบาลถึง 3 ปี แม้บางระบบอาจทำให้สามารถไปเรียนต่อได้เร็วขึ้น แต่โดยส่วนใหญ่แพทย์ทุกคนต้องผ่านการเพิ่มพูนทักษะ 1 ปีในระบบรัฐบาลก่อน จึงจะสามารถเรียนต่อเฉพาะทางได้
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า ปัจจุบันแพทย์ยุคใหม่ลาออกจากระบบราชการหรือระบบที่กระทรวงตั้งขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยหากเฉลี่ยแล้วแพทย์ที่ออกจากระบบมีจำนวนเกือบ 1,000 คนต่อปี รวมถึงแพทย์ที่ใช้ทุนครบแล้ว โดยเฉพาะในช่วงปีที่ 1-3 มีแนวโน้มย้ายสายงานและตัดสินใจลาออกจากสายงานมากขึ้น หรือไปเรียนต่อเฉพาะทางในต่างเส้นทาง
“ถ้าจะบอกว่าจากแพทย์ยุคใหม่จะบอกก็คือ มันมีความเครียดและความกดดันจากที่ไม่ใช่ตัวอาชีพอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องระบบสาธารณสุข จำนวนคนไข้ จำนวนแพทย์ที่ไม่พอ การกระจายตัวของแพทย์ก็เป็นปัญหา” พญ.ศุภานันกล่าว
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า รัฐบาลควรฟังเสียงแพทย์ยุคใหม่และแพทย์ที่ทำงานหน้างานจริงมากขึ้น เพราะแพทย์กลุ่มนี้เป็นผู้ที่เจอกับปัญหาโดยตรง ทั้งจำนวนผู้ป่วย ภาระงาน รวมถึงปัญหา Burnout และภาวะซึมเศร้าของแพทย์ที่ทำงานหน้างาน ซึ่งมีอยู่จริงและมีจำนวนไม่น้อย
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังตัดสินใจเข้าสู่อาชีพแพทย์ พญ.ศุภานัน กล่าวว่า อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีความมั่นคง แต่ต้องเป็นอาชีพที่รักจริง เพราะต้องทำงานหนักเมื่อเทียบกับเงินที่ได้รับ และหากเข้ามาเพราะต้องการความร่ำรวย อาชีพแพทย์อาจไม่ใช่อาชีพที่ตอบโจทย์ดังกล่าว โดยเป้าหมายควรเป็นการรักษาคนไข้และถือประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับที่ 2 ส่วนเกียรติยศและชื่อเสียงจะตามมาเอง
ชี้แพทย์ใหม่ไม่ได้ “ประสบการณ์น้อย” จนรักษาคนไข้ไม่ได้
เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนบางส่วนไม่มั่นใจแพทย์ยุคใหม่ และมองว่าแพทย์รุ่นเก่ามีประสบการณ์มากกว่า ขณะที่แพทย์รุ่นใหม่อาจวินิจฉัยผิดพลาดมากกว่า พญ.ศุภานัน กล่าวว่า หากนับตามอายุงาน แน่นอนว่าประสบการณ์ย่อมเพิ่มขึ้นตามจำนวนปี แต่สิ่งที่อยากให้ประชาชนมองคือ แพทย์ทุกคนที่จบออกมาและมีใบประกอบวิชาชีพนั้น ผ่านมาตรฐานวิชาชีพเหมือนกัน โดยทั่วไปแพทย์ยุคใหม่จะได้ทำหน้าที่เป็นแพทย์คนแรกที่พบผู้ป่วย ก่อนจะประเมินและส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางในกรณีที่จำเป็น ซึ่งแพทย์คนแรกอาจเป็นแพทย์ที่มีอายุน้อยกว่าแพทย์เฉพาะทาง และต้องวิเคราะห์อาการจากเครื่องมือที่มีอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งอาจมีทรัพยากรสำหรับการวินิจฉัยจำกัดเมื่อเทียบกับโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า แพทย์ที่ผ่านการเพิ่มพูนทักษะ 1 ปีนั้นได้เจอผู้ป่วยจำนวนหลักพันเคสอยู่แล้ว ไม่ใช่การเจอผู้ป่วยเป็นครั้งแรก และยังมีเครือข่ายในการสอนและช่วยเหลือกันระหว่างแพทย์ ดังนั้น แพทย์ยุคใหม่ที่ทำงานหน้างาน โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉิน หากปฏิบัติตามหลักการแพทย์อย่างถูกต้อง ถือว่ามีความสามารถในการทำงานมาก
“ส่วนการมีเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้อเสีย เพราะหากแพทย์รู้จักใช้เครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้อัลตราซาวด์ ก็อาจช่วยให้แพทย์มองผู้ป่วยในภาพกว้างได้มากกว่าแพทย์เฉพาะทางบางสาขาด้วยซ้ำ” พญ.ศุภานัน กล่าว
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือแพทย์แต่ละคนต้องตั้งใจดูแลผู้ป่วย และมีทักษะในการสื่อสาร เพราะการที่ผู้ป่วยจะเชื่อถือแพทย์มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการสื่อสารของแพทย์ ซึ่งเป็น Soft Skill ที่จำเป็นในการทำให้ผู้ป่วยเชื่อใจและให้ความร่วมมือในการรักษา
“ไม่ทน” หรือระบบไม่ตอบโจทย์ ต้องเปิดใจคุยกัน
เมื่อถามถึงคำพูดที่ว่า แพทย์รุ่นใหม่ “ไม่ทน” เมื่อเจองานหนักหรือสถานการณ์ที่แพทย์รุ่นเก่าเคยผ่านมา พญ.ศุภานัน กล่าวว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว คนแต่ละช่วงอายุมีมุมมองที่แตกต่างกัน หากต้องการให้วงการแพทย์ไทยพัฒนา ควรเปิดใจรับฟังกันและกัน ไม่ควรตัดสินว่าแพทย์รุ่นใหม่ไม่ทน เพราะแพทย์รุ่นใหม่ก็อาจจะบอกได้เหมือนกันว่า แพทย์รุ่นเก่าก็อาจมีบางคนที่ไม่อัพเดตแนวทางการรักษาหรือไม่ได้อ่านข้อมูลใหม่ๆ ขณะที่แพทย์แต่ละรุ่นเติบโตมาในบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน จึงควรพูดคุยและทำงานร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน
“เป้าหมายของเราในการมาทำงานหมอคือรักษาคนไข้ให้ดี คำว่าทนไม่ทน คิดว่าควรจะไปดูที่ตัวระบบมากกว่าว่ามันดีพอสำหรับแพทย์ทุกคนให้มาอยู่ในระบบหรือยัง” พญ.ศุภานัน กล่าว
แนะรัฐอย่าคิดแค่ขึ้นเงินเดือน ต้องดูชีวิตแพทย์ด้วย
เมื่อถามว่าหากต้องการดึงแพทย์ให้อยู่ในระบบ รัฐควรเปลี่ยนอะไรเป็นอันดับแรก พญ.ศุภานัน กล่าวว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรัง โดยระบบสุขภาพของไทยยังมีรายละเอียดในการทำงานจำนวนมาก เช่น การรักษาตามสิทธิ การเบิกจ่าย การเขียนชาร์ตให้ครบ และข้อกำหนดต่างๆ ขณะที่จำนวนผู้ป่วยของแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกัน
“ผลิตหมอเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะสุดท้ายปลายทางแพทย์ก็จะไหลออกอยู่ดี ไม่ใช่ว่าคนที่เข้ามาไม่มีใจรักอยากเป็นแพทย์ แต่ส่วนใหญ่เท่าที่เจอคือเขาทนกับระบบไม่ไหว” พญ.ศุภานัน กล่าว
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า สิ่งที่ควรทำคือศึกษาความต้องการของแพทย์จบใหม่ในแต่ละปี ทั้งเรื่องการเรียนต่อและความต้องการด้านอื่นๆ แล้วเติมสิ่งเหล่านั้นให้แพทย์ ควบคู่กับเรื่องจรรยาบรรณ ไม่ใช่เพียงบังคับให้เข้ามาทำงานแล้วคิดว่าระบบจะสามารถรักษาแพทย์ไว้ได้ นอกจากนี้ การขึ้นเงินเดือนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ แต่ควรเพิ่มโอกาสให้แพทย์ได้ศึกษาต่อ รวมถึงมีโอกาสย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวและดูแลครอบครัว เพราะแพทย์ที่ถูกส่งไปใช้ทุนในจังหวัดห่างไกล หากไม่มีโอกาสย้ายกลับ บางคนอาจตัดสินใจลาออกในปีที่ 3 ได้ ส่วนสภาพแวดล้อมในการทำงานก็มีความสำคัญ หากแพทย์ต้องทำงานในสังคมการทำงานที่มีแรงกดดันสูงหรือเป็นสังคมที่มีลักษณะเป็นพิษ (Toxic) และยังต้องอยู่ไกลบ้าน ก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจออกจากระบบ
ชี้การกระจายแพทย์ต้องแก้ระยะยาว ไม่ใช่แก้ตามรัฐบาลแต่ละชุด
เมื่อถามว่าแพทย์จบใหม่ควรได้พูดคุยถึงความต้องการก่อนถูกส่งไปทำงานหรือไม่ พญ.ศุภานัน กล่าวว่า ควรมีการพูดคุยเรื่องความต้องการของแพทย์ก่อน และควรให้แพทย์ยุคใหม่ได้สะท้อนความคิดเห็นกับกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง โดยเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับการกระจายตัวของแพทย์
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า แพทย์ยุคใหม่ในแต่ละรุ่นมีจำนวนกว่า 3,000 คน และมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาระดับประเทศ ไม่ใช่ปัญหาระดับจังหวัดหรือปัญหาของคนใดคนหนึ่ง การแก้ไขควรอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์และงานวิจัยประกอบการกำหนดนโยบาย
เมื่อถามถึงระบบการใช้ทุนและการกระจายแพทย์ พญ.ศุภานัน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละปี เช่น การกำหนดว่าจะกระจายแพทย์ไปจังหวัดใด จำนวนเท่าใด หากปีหนึ่งมีการกระจายแพทย์ไปภาคอีสานมากขึ้น ก็อาจทำให้ภาคใต้หรือภาคกลางขาดแพทย์แทน ขณะที่ในอดีตภาคอีสานเคยเป็นพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ แต่เมื่อมีการกระจายแพทย์มากขึ้น ปัญหาก็อาจย้ายไปเกิดในพื้นที่อื่น ดังนั้น การแก้ปัญหาไม่ควรเป็นการแก้เฉพาะหน้าโดยรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ควรมองระยะยาว เพื่อให้การกระจายตัวของแพทย์และจำนวนแพทย์ในระบบรัฐบาลเพียงพอต่อประชาชนจริงๆ
“งานหนัก” ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่หมอลาออก
เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้วแพทย์ที่ลาออกจากระบบเป็นเพราะงานหนักใช่หรือไม่ พญ.ศุภานัน กล่าวว่า ไม่ใช่ เพราะการทำงานหนักไม่ใช่เหตุผลเดียว หากเป็นงานหนักแต่มีสังคมการทำงานที่ดี เป็นงานที่รัก และรู้สึกว่างานมีประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ แพทย์จำนวนมากก็ยังอยู่ในระบบจนเกษียณ
“งานหนักของแพทย์หนักอยู่แล้ว หนักร้อยเปอร์เซ็นต์ หนักจนไม่มีเวลานอน บางที 36 ชั่วโมงต่อเนื่อง แล้วก็นอน 8 ชั่วโมง และต่ออีก 36 ชั่วโมง เพราะว่าจำนวนแพทย์ที่ยังอยู่ในระบบตอนนี้ไม่เพียงพอจริงๆ” พญ.ศุภานัน กล่าว
พญ.ศุภานัน กล่าวว่า ในฐานะแพทย์ยุคใหม่ที่ยังอยู่ในระบบ รู้สึกเห็นใจเพื่อนแพทย์ที่ตัดสินใจออกจากระบบ เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานครอบครัวและปัจจัยความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกัน การตัดสินใจออกจากระบบจึงไม่ใช่เพียงเพราะ “งานหนักแล้วก็ออก” แต่เป็นการตัดสินใจที่ผ่านการคิดและกลั่นกรองมาแล้ว



