‘แลนด์บริดจ์ ยุคสุวรรณภูมิ’
ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 69
ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล แตะเบรก ‘แลนด์บริดจ์’ โครงการยักษ์ดังเอี๊ยดตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังมีข้อถกเถียงหนักมาก ถึงขนาดมีการล่ารายชื่อค้านโปรเจ็กต์ยักษ์ดังกล่าวที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง)’ ด้วยแนวคิดจะเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย จ.ชุมพร และฝั่งอันดามัน จ.ระนอง เข้าด้วยกัน ผ่านเส้นทางมอเตอร์เวย์, ทางรถไฟ และถนนบริการ ด้วยความหวังจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเลือกแก่กลุ่มเป้าหมายที่ปัจจุบันขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบมะละกา
แม้มหากาพย์โครงการบิ๊กเบิ้มแห่งอนาคตชะลอไป แต่นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน 2569 ไม่ชะลอตาม หากแต่ยิ่งชวนขุดอดีต ค้นเรื่องราวของ ‘เส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทร : แลนด์บริดจ์ ยุคสุวรรณภูมิ’ ผ่านบทความชิ้นเด่นของ ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
นำเสนอร่องรอยหลักฐานและบทวิเคราะห์ที่ว่าบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของไทยมีการติดต่อกับโลกภายนอกมาเป็นเวลานาน จากทำเลที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้เป็นเหมือนสะพานเชื่อมภูมิภาคระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก การเชื่อมโลกทั้ง 2 ฝั่ง ผ่านเส้นทางข้ามคาบสมุทรยังประโยชน์ต่อพัฒนาการของบ้านเมืองในย่านนี้หลากหลายที่ปรากฏผ่านหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นสมบัติของชุมชนและของชาติ
คาบสมุทรภาคใต้มีเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรอยู่เส้นทาง และเส้นทางการค้าเหล่านั้นก็ทำให้เกิดการติดต่อ ค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างคนท้องถิ่นกับพ่อค้าจากจีน อินเดีย และที่อื่นๆ เส้นทางการค้าเหล่านั้นยังมีส่วนทำให้คาบสมุทรภาคใต้ได้รับเทคโนโลยีและแนวคิดทางศาสนาจากอินเดีย ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นชุมชนขนาดใหญ่จนกลายเป็นเมือง
เส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทร เชื่อมโลก 2 ฝั่งทะเลเข้าด้วยกันซึ่งอำนวยประโยชน์ต่อพ่อค้าจากแดนไกลมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5 ที่ปรากฏหลักฐานอย่างเด่นชัด หรือก่อนหน้านั้น กระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 12 นับเป็นจุดเปลี่ยนทั้งเส้นทางและแง่มุมทางการศึกษาถึงการมีอยู่ของเส้นทางการค้าลักษณะนี้ ตลอดจนความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจโดยสัมพันธ์กับบริบทของบ้านเมืองตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา
ประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 12 เกิดลักษณะการค้าแบบคนกลางโดยมีกลุ่มอำนาจทางการเมืองรู้จักกันในนามศรีวิชัย เข้ามาดูแลการค้ามีส่วนทำให้เส้นทางการค้าใหม่ คือ การเดินเรืออ้อมแหลมมลายูผ่านช่องแคบมะละกาเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียทางฝั่งตะวันตกและทะเลจีนใต้ทางฝั่งตะวันออก การเปลี่ยนเส้นทางและบทบาทของคนกลางทำให้ศรีวิชัยเป็นมหาอำนาจทางการค้าและการเมืองจนกระทั่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-15 และมีบทบาทเหนือบ้านเมืองในคาบสมุทรภาคใต้ เช่น ตามพรลิงค์และลังกาสุกะ
ขณะที่เมืองไชยาอาจนับเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายอำนาจทางการเมืองของศรีวิชัยและมีบทบาททางเศรษฐกิจตอนกลางของคาบสมุทร
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้สะท้อนผ่าน บันทึกของหลวงจีนอี้จิง ที่เดินทางจากลังกามาถึงสุมาตราใน พ.ศ.1214 โดยใช้เส้นทางอ้อมแหลมมลายูได้กล่าวถึงรายชื่อเมืองท่ารายทางไปจนถึงอินเดีย แสดงถึงความรุ่งเรืองของการค้าในระยะนี้ ทั้งนี้การเติบโตของเมืองท่าเกิดขึ้นทางฝั่งตะวันออกจำนวนมากตามที่มีนักวิชาการให้ข้อสังเกตว่า สภาพบ้านเมืองชายฝั่งตะวันออกมีความหนาแน่นและมีการอยู่อาศัยของผู้คนสืบเนื่องมากกว่าทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรที่ยังรกร้างกว่ามากในช่วงเวลาเดียวกันที่การค้าทางทะเลกำลังขยายตัว เกิดคู่ค้าและคู่แข่งทางการค้าทั้งจีน อินเดีย เจนละ และศรีวิชัย ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เส้นทางข้ามคาบสมุทรโดยเฉพาะจากตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอนตามที่มีการศึกษากัน ซึ่งเส้นทางดังกล่าวอาจจำกัดเพียงคนในท้องถิ่นที่ใช้ลำเลียงสินค้ามาสู่ชายทะเลเท่านั้น
ขณะเดียวกันพื้นที่ตอนในคาบสมุทรอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรแม้จะมีกลุ่มพ่อค้าอินเดียเดินทางเข้ามา แต่เป็นไปเพื่อการควบคุมทรัพยากรของป่าให้ใกล้เคียงแหล่งกำเนิดมากที่สุดเพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้าโดยไม่ต้องพึ่งพาคนพื้นเมืองอย่างเดียว โดยอาจพิจารณาด้วยหลักฐานที่พบ เช่น จารึกหุบเขาช่องคอยในเทือกเขานครศรีธรรมราช อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวถึงความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งในไศวนิกายที่แม้จะไม่ทราบวัตถุประสงค์การเข้ามาแน่ชัด แต่จุดที่พบจารึกนี้อยู่นอกเส้นทางการเดินทางที่ใช้สัญจร โดยกลุ่มคนเหล่านี้อาจเข้ามาเพื่อสำรวจทรัพยากรสินค้าของป่าก็เป็นไปได้ รวมไปถึงการเกิดเมืองโบราณเวียงสระ ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-16
ที่ตั้งอยู่ลึกเข้ามาจากชายฝั่งทะเลเกือบจรดแนวเทือกเขานครศรีธรรมราช เมืองแห่งนี้มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ คูน้ำของเมืองเหมาะแก่การระบายนํ้าคลองธรรมชาติ เมืองแห่งนี้มีความเหมาะสมต่อการเป็นจุดรวบรวม กระจาย และควบคุมสินค้า สามารถติดต่อกับอ่าวบ้านดอนได้สะดวกผ่านทางแม่น้ำตาปีซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่สุดของภาคใต้ เป็นการสนับสนุนการค้าทางฝั่งตะวันออกของพ่อค้าอินเดียโดยไม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางข้ามคาบสมุทร
ข้อสังเกตดังกล่าวรวมถึงความคุ้มค่ากว่าถ้าต้องขนส่งสินค้าอ้อมแหลมมลายู เนื่องจากเส้นทางข้ามคาบสมุทรหลายเส้นทางล้วนต้องผ่านแนวภูเขาป่าไม้และลำคลองอีกหลายสาย รวมทั้งต้องใช้เส้นทางเดินเท้าในบางส่วนโดยเฉพาะทางด้านตะวันตกของคาบสมุทรที่มีภูมิประเทศเป็นแนวเทือกเขาดังที่กล่าวมา
สินค้าบางประเภทไม่สามารถใช้เส้นทางที่ต้องขนถ่ายสินค้าหลายทอด เพราะนอกจากจะไม่ประหยัดเวลาการขนส่งยังไม่คุ้มทุนด้วยหากสินค้าเสียหายระหว่างทาง เช่น เครื่องถ้วยจากจีนดังที่มีนักวิชาการบางท่านเสนอว่าเส้นทางข้ามคาบสมุทรมีอยู่จริงแต่ใช้ขนสินค้าที่มีน้ำหนักเบาอย่างเครื่องประดับ เช่น ที่พบจำนวนมากบริเวณเขาสามแก้ว แต่หากเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมากเสียหายง่ายและมีมูลค่าสูงอย่างเครื่องถ้วยจีนที่มีการค้าอย่างมากช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-15
หากหลีกเลี่ยงได้ควรใช้การขนส่งทางเรือจะสะดวกกว่า ซึ่งการขนถ่ายแต่ละครั้งมักปรากฏเศษเครื่องถ้วยอยู่เสมอ แต่ก็มักพบตามเมืองท่าหรือสถานีการค้าชายทะเล ไม่เคยพบเศษเครื่องถ้วยจำนวนมากในแหล่งโบราณคดีที่อยู่กลางคาบสมุทร การปรากฏของเครื่องถ้วยจำนวนมากบริเวณเมืองท่าสองฝั่งคาบสมุทร เช่น แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก ทางฝั่งตะวันตกและแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ ทางฝั่งตะวันออก อาจเป็นผลมาจากการนำสินค้าที่เหมือนกันขนส่งทางเรือใช้เส้นทางอ้อมแหลมมลายูผ่านช่องแคบมะละกาไปส่งอีกฝั่งหนึ่งโดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทร
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการค้าประกอบกับความสะดวกจากการขนส่งทำให้เส้นทางข้ามคาบสมุทรเริ่มลดบทบาทลงตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ดี เส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรยังเป็นโครงการในความคิดของรัฐอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 และสืบมาในยุคคณะราษฎรต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอีกหลายรัฐบาล แต่ความไม่คุ้มค่าจากการลงทุนและความไม่มั่นคงจากปัญหาทางการเมืองทำให้ต้องชะลอโครงการอยู่เสมอ จนกระทั่งโครงการดังกล่าวถูกรื้อฟื้นในปัจจุบันหรือที่เรียกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ หรือสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) โครงการมูลล่านับล้านล้านบาทในการพัฒนาพื้นที่นับหมื่นไร่ตลอดโครงการด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึก ทางรถไฟ และถนนเชื่อมโยงสองฝั่งคาบสมุทรเพื่อขนถ่ายสินค้าลดระยะเวลาในการเดินเรืออ้อมแหลมมลายู
จะแวะแผงหนังสือ หรือสั่งออนไลน์ก็ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
•••••••••
ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2569
ยังจัดเต็มบทความประวัติศาสตร์ในหลากหลายแง่มุมให้ค้นหาคำตอบ อาทิ
– ใครเป็นศัลยแพทย์คนแรกในสยาม โดย รศ. (พิเศษ) นพ.เอกชัย โควาวิสารัช
– “งัวชน” (วัวชน) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ & ชนที่อยุธยาและลพบุรีเป็น “ประเพณีหลวง” (แต่ไป) ชนที่ปักษ์ใต้ (กลับ) เป็น “ประเพณีไพร่” (ได้เยี่ยงไร?) โดย กำพล จำปาพันธ์
– จินดามณี “ฉบับสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ” โดย พิรชัช สถิตยุทธการ
– “ความเร็วทำมือ” ของ อมร ศรีวงศ์ และความย้อนแย้งของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ไทย โดย พินัย สิริเกียรติกุล
– ภาพที่เห็นและสิ่งที่บอกจาก “จดหมายรักถึงอาม่า” โดย วิภา จิรภาไพศาล
– ยุคพระศรีอาริย์ โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย
– เอาชื่อหลวงปู่ “ฝั้น” เป็นคำศัพท์หน่อยเถิด โดย วีระพงศ์ มีสถาน
– ผู้ตั้งนโยบายโลกสิ้นชีพ เปลี่ยนผู้นำหลังความตาย มิติการเมืองใหม่ไทยเผชิญ (ตอนแรก) โดย ไกรฤกษ์ นานา
ราคาฉบับละ 150 บาท (ค่าจัดส่ง 40 บาท)
PRE-ORDER ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 กันยายน
เริ่มจัดส่งวันที่ 16 กันยายน 2569
สั่งซื้อ ศิลปวัฒนธรรม ฉบับอื่นๆ หรือสมัครสมาชิกราย 3 เดือน, 6 เดือน หรือรายปี ได้ที่
www.matichonbook.com
โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360



