หน้าแรก บทความ เมาแล้วขับสร้...

เมาแล้วขับสร้างความสูญเสียเป็นข่าวดังรายวันทําไมรัฐบาลยังนิ่งเฉย

30.07.26 | 13:33 น.

พอจะเข้าใจอยู่นะว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาเมาแล้วขับ แต่มาตรการที่มีอยู่อาจยังไม่สามารถป้องปรามผู้กระทำผิดได้เด็ดขาดเพียงพอ โดยสถิติชี้ให้เห็นว่าปัญหาเมาแล้วขับในไทยยังคงคร่าชีวิตและสร้างความสูญเสียอย่างหนัก สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ยังคงเรื้อรังมาจากหลากหลายมิติ

ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการลงทัณฑ์ กฎหมายเมาแล้วขับในปัจจุบันมีบทลงโทษที่ชัดเจน (เช่น จำคุก ปรับ และพักใช้ใบขับขี่) แต่ในทางปฏิบัติมักมีช่องโหว่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้กระทำความผิดครั้งแรกหรือมีตำแหน่งหน้าที่การงาน มักได้รับการพิจารณารอลงอาญาหรือรอการกำหนดโทษจากศาล ทำให้ไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมายและก่อเหตุซ้ำ

ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและระบบด่านตรวจ การตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องใช้กำลังพลและงบประมาณจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกช่วงเวลาได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีปัญหาผู้ขับขี่บางรายที่มีพฤติกรรมหลบหนีการจับกุม หรือขัดขืนการตรวจวัด ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงยิ่งขึ้น

วัฒนธรรมทางสังคมและค่านิยม การดื่มสังสรรค์และค่านิยมความเกรงใจในสังคมไทย ทำให้คนส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะขับขี่รถด้วยตนเองแม้จะมีอาการมึนเมา ขาดจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ และมองว่าตนเองยังสามารถควบคุมยานพาหนะได้

⦁แนวทางการแก้ปัญหาที่ภาครัฐกำลังดำเนินการ

Advertisement

ภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังผลักดันให้เกิดการยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น การเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดและริบรถผู้กระทำความผิดซ้ำ รวมถึงการผลักดันให้มีการลงโทษจำคุกจริงโดยไม่มีการรอลงอาญา เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน สำหรับมุมมองเชิงลึกและเจาะลึกถึงสาเหตุที่ปัญหาเมาแล้วขับในประเทศไทยยังคงแก้ไม่ตก แล้วรัฐบาลทำไมยังไม่ส่งสัญญาณใดๆ ออกมาบ้าง นี่คือคำถามจากคนทั่วประเทศ เข้าใจความรู้สึกและข้อกังขาของประชาชนครับว่าในหน้าข่าวแต่ละวัน ภาพของอุบัติเหตุเมาแล้วขับมักดูเหมือนรัฐบาลไม่มีปฏิกิริยาตอบรับที่ฉับไว แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้ส่งสัญญาณเชิงนโยบายและการปฏิบัติออกมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่สัญญาณเหล่านั้นมักถูกแถลงในมิติของคณะกรรมการเฉพาะทาง หรือการปรับข้อสั่งการของตำรวจ ซึ่งอาจไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ระดับแถลงการณ์นายกรัฐมนตรีทุกครั้ง หากมองลึกลงไป สัญญาณและความเคลื่อนไหวที่ภาครัฐกำลังทำอยู่ มีดังนี้ครับ

1.การส่งสัญญาณผ่านโมเดล “ศาลสั่งจำคุกจริง ไม่รอลงอาญา” สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในช่วงนี้คือกระบวนการยุติธรรมเริ่มเปลี่ยนบรรทัดฐาน โดยเฉพาะในคดีดังของคนมีชื่อเสียงหรือกรณีเมาขับชนคนเสียชีวิต เช่นล่าสุดในคดีของติ๊ก ชีโร่ ที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา นี่คือดัชนีชี้วัดสำคัญจากทางภาครัฐและศาลยุติธรรมว่า สังคมจะไม่ยอมรับพฤติกรรมนี้อีกต่อไป และข้ออ้างว่าทำความผิดครั้งแรกหรือยอมชดใช้เงินเพื่อหวังรอลงอาญาเริ่มใช้ไม่ได้ผลแล้ว

2.การประกาศนโยบาย “ไม่มีเตือน พบกระทำความผิดจับทันที” สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกข้อสั่งการเข้มงวดให้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายจราจร

การปฏิเสธเป่าเท่ากับเมา: มีการเน้นย้ำแนวทางกฎหมายชัดเจนว่า หากผู้ขับขี่ปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานทันทีว่า “เมาแล้วขับ” และส่งฟ้องดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

การกวดขันตลอดทั้งปี: เปลี่ยนสัญญาณจากการตั้งด่านเฉพาะช่วงเทศกาลใหญ่ (7 วันอันตราย) มาเป็นการสุ่มตรวจในจุดเสี่ยงและรอบสถานบันเทิงอย่างต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์หรือวันธรรมดาด้วย

3.มาตรการบังคับบำบัดและลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำ คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติได้ออก 5 มาตรการหลัก โดยหนึ่งในสัญญาณที่ส่งไปยังกลุ่มนักดื่มคือ ระบบคุมประพฤติและส่งบำบัด สำหรับผู้ที่โดนคดีขับรถขณะเมาสุราทุกราย รวมถึงการบังคับใช้เกณฑ์ เพิ่มโทษหนักเป็น 2 เท่า (จำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับสูงสุด 100,000 บาท) หากเป็นการกระทำผิดซ้ำภายในระยะเวลา 2 ปี

⦁ทำไมประชาชนยังรู้สึกว่ารัฐบาล “เงียบ”?

ขาดการแถลงการณ์ระดับชาติ นโยบายเหล่านี้มักถูกสื่อสารผ่านโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกรมคุมประพฤติ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวผู้นำรัฐบาลไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นมาพูดเป็นวาระแห่งชาติอย่างเป็นทางการ

ความเร็วของการแก้กฎหมาย การเสนอแก้กฎหมายขั้นเด็ดขาด เช่น การริบรถถาวร หรือการห้ามรอลงอาญาในทุกกรณี ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางเทคนิคและข้อกฎหมาย ซึ่งขัดกับความต้องการของสังคมที่อยากเห็นผลลัพธ์ทันที

หากไม่ต้องการให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบและเกิดความสูญเสียจากปัญหาการ “ดื่มแล้วขับ” ไปมากกว่านี้ นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบให้รวดเร็วแล้ว สัญญาณจากภาครัฐจึงควรเป็นการ “ส่งสัญญาณผ่านการปฏิบัติและบทลงโทษ” มากกว่าการออกแถลงการณ์หน้ากล้องครับ

พรหมมินทร์ กัณธิยะ