อนุสรณ์ ชี้ คนจนจริงตกหล่นจากสวัสดิการ กระบวนการพิสูจน์ความจนมีปัญหา เพราะไม่มีการบูรณาการข้อมูล
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า มีผู้ลงทะเบียนขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 18.82 ล้านราย มีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 9.51 ล้านราย ขณะที่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 13.33 ล้านคน ปัญหาฐานะการคลังบวกการคัดกรองแข็งตัวทำให้คนจนจริงจำนวนหนึ่งตกหล่นจากสวัสดิการโดยรัฐ เป็น ปัญหา Exclusion Error ของระบบสวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ กระบวนการพิสูจน์ความจนมีปัญหาเพราะไม่มีบูรณาการข้อมูล ไม่กระจายอำนาจ ต้นทุนสูง รัฐบาลไทยต้องพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับประชาชนเข้าไว้ด้วยกันทั้งข้อมูลตามหน่วยราชการต่างๆที่กระจัดกระจายกันอยู่ในแต่ละหน่วยงาน ข้อมูลสถาบันการเงิน ข้อมูลการถือครองทรัพย์สิน ข้อมูลการใช้จ่ายจากฐานข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อมูลภาคเอกชน การพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ (Negative Income Tax) โดยใช้มาตรการสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้และข้อมูลภาษี หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำให้โอนเงินช่วยเหลือให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ
ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ขีดความสามารถทางการคลังของประเทศมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันต่อรายจ่ายประจำ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและในความเป็นจริงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดานไปแล้วหากรวมหนี้จากมาตรการกึ่งการคลังตามมาตรา 28 พรบ วินัยการเงินการคลัง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงได้รับจัดสรรงบประมาณเพียง 42,000 ล้านบาทซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ หากไม่สามารถจัดสรรงบเพิ่มได้ก็จำเป็นต้องลดกลุ่มคนที่จะได้รับสิทธิลงมา แต่หลักเกณฑ์ในการคัดกรองต้องมีประสิทธิภาพ อาจจะต้องปรับเกณฑ์ไม่ให้แข็งตัวเกินไป มีความยืดหยุ่นจะทำให้มาตรฐานการคัดกรองสะท้อนฐานะเศรษฐกิจที่แท้จริงของผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนได้ดีขึ้น โดยกลุ่มคนที่ถูกตัดสิทธิอาจเป็น “คนจนจริง” โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงวัยป่วยติดเตียง เป็นต้น การจัดสรรงบประมาณสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลดลงจากปี 2569 มากถึง 14,400 ล้านบาท งบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 อยู่ที่ 56,400 ล้านบาท การจัดงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2570 เพียง 42,000 ล้านบาทสะท้อนความตั้งใจที่รัฐบาลต้องการปรับลดงบประมาณส่วนนี้ลงมาและอาจมีความมั่นใจว่า ตัวเลขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมนั้นมีคนอยากจนหรือจนไม่จริงได้รับประโยชน์อยู่จำนวนไม่น้อย เป็น ปัญหา Inclusion Error
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า หากนำเอาผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13.33 ล้านคนมาคำนวณเงินและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดในกรณีผู้ถือบัตรทุกคนใช้สิทธิจากวงเงินเต็มเพดาน ผู้ถือบัตร 1 คนมีวงเงินสิทธิรวมประมาณ 12,920 บาทต่อปี หากทุกคนใช้สิทธิเต็มที่จะใช้งบประมาณโดยรวมสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท การคัดกรองออกจึงเป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาฐานะทางการคลังของประเทศในขณะนี้ด้วย ทางออก คือ ต้องใช้ภาษีเชิงลบบวกรัฐสวัสดิการแก้ทั้งระบบ ใช้ ยุทธศาสตร์แก้จนกระจายรายได้ และ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ขยายฐานภาษี โดยเฉพาะต้องหารายได้จากภาษีทรัพย์สิน รวมทั้ง ปฏิรูปกิจการภาครัฐเพื่อลดค่าใช้จ่ายประจำลงด้วย ค่อยๆปรับเปลี่ยน ระบบสวัสดิการฐานสังคมสงเคราะห์ ต้องพิสูจน์ความจน ทำให้ คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเสียศักดิ์ศรีเป็น ระบบสวัสดิการฐานสิทธิเพิ่มขึ้น
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า เราควรพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ (Negative Income Tax) ขึ้นมาเพื่อช่วยทำให้การบริหารการคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสวัสดิการช่วยเหลือคนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ต้องอาศัยมาตรการประชานิยมแจกเงินแจกสวัสดิการที่มีความไม่แน่นอนและขาดความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณ
เราจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการยกระดับรายได้ของคนจนให้อยู่เหนือเส้นความยากจน ช่วงว่างรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยในสังคมไทยห่างกันประมาณ 1,500% หรือ 15 เท่า ยุทธศาสตร์ที่ 1 ต้องสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชนทั้งหมดเข้าถึงสิทธิและมีการกระจายกรรมสิทธิให้เป็นธรรมทั่วถึง ยุทธศาสตร์ที่ 2 การทำให้ประชาชนเข้าถึงปัจจัยในการดำรงชีพและการมีสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า ยุทธศาสตร์ที่ 3 การปฏิรูปรายได้ภาครัฐและภาษีเพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอ ไม่เกิดหนี้สาธารณะจนเกิดความเสี่ยงทางการคลัง ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชน การเพิ่มการกำกับตรวจสอบเพื่อลดการทุจริตรั่วไหล ลดการรีดไถประชาชน ลดการเรียกรับสินบนจากภาคธุรกิจ
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ในฐานะที่ได้มีส่วนร่วมผลักดันให้มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 และได้ทำหน้าที่ในฐานะ อนุกรรมการร่างหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมมาสองครั้ง มีความยินดีที่ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้มีผู้เสนอตัวเข้ารับการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นและมีผู้ลงทะเบียนไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้นกว่าครั้งแรกมาก ยิ่งผู้ประกันตนไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้การเป็นผู้แทนหนักแน่นมากขึ้นและการเข้าไปดูแล เม็ดเงินในกองทุน 3.04 ล้านล้านบาทจะมีการกำกับดูแล ตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการทุจริตรั่วไหล เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตน นายจ้างและความมั่นคงทางการเงินของกองทุนมากยิ่งขึ้น คาดหวังว่า การได้ผู้แทนบอร์ดที่มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์และมีความเป็นมืออาชีพจะทำระบบการบริหารงานในกองทุนประกันสังคมเปิดเผยโปร่งใสมากขึ้น เพราะกองทุนนี้มีความสำคัญและจะเป็นเสาหลักของระบบสวัสดิการของไทยต่อไป ตนในฐานะที่เคยร่วมรณรงค์ให้เกิดระบบประกันสังคในไทยนี้เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วจะได้มั่นใจว่า กองทุนประกันสังคมจะมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงทางการเงิน และมีศักยภาพในการขยายความคุ้มครองไปยังแรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระในอนาคตอันใกล้
รัฐไทยควรยอมรับอนุสัญญา ILO 87/98 สิทธิในการรวมตัวและสิทธิในการเจรจาต่อรองของผู้ใช้แรงงาน เพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยในสถานประกอบการ และ ควรให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO 102 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบประกันสังคม เพื่อรับประกันความ ครอบคลุมทั่วถึงของระบบประกันสังคม เสริมสร้างโครงสร้างทางกฎหมายและการสนับสนุนทางการเมือง อันเป็นบ่อเกิดของระบบประกันสังคมที่ประสิทธิภาพ ยั่งยืนและตอบสนองต่อพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทยต้องใช้งบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี เฉลี่ยปีละ 7-8 แสนล้านบาท หรือ อย่างต่ำ 4-5% ของจีดีพี โดยมีกองทุนชราภาพ กองทุนประกันสังคมเป็นผู้รับผิดชอบดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุที่ใหญ่ที่สุด แม้นสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี แต่งบประมาณที่จัดสรรไปสู่รายจ่ายทางด้านสวัสดิการสังคมของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับจีดีพี คือ อยู่ที่ไม่เกิน 5% ประเทศสแกนดิเนเวียจะอยู่ที่ 29-30% ขณะที่รายจ่ายสวัสดิการสังคมต่องบประมาณของไทยจะอยู่ที่ 20% กว่าๆและมีแนวโน้มสูงขึ้น เรื่อย ๆ ภาวะดังกล่าวสะท้อนรายได้ภาษีต่อจีดีพีต่ำและยังขึ้นอยู่กับภาษีทางอ้อมและภาษีเงินได้เป็นหลัก
ในฐานะเคยทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับสูตรบำนาญ Care ต้องขอขอบคุณสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานและผู้เกี่ยวข้องทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าได้ช่วยผลักดันให้มีการนำสูตร Care มาบังคับใช้ คณะอนุกรรมการฯศึกษาสูตร Care ได้ศึกษามาตรการเยียวยากลุ่มผู้ประกันตนที่อาจเสียประโยชน์เล็กน้อยจากการปรับสูตรนี้ไว้แล้ว ในการประกาศใช้สูตร Care แทนสูตรเดิมจะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้รับบำนาญในขณะนี้ จะมีผู้ได้รับประโยชน์ทันที 5.7 แสนคน และต่อไประบบการจ่ายสิทธิประโยชน์บำนาญจะเป็นธรรมมากขึ้น เพราะเป็นการคิดเฉลี่ยจากช่วงเวลาทำงานที่จ่ายเงินสมทบ สะท้อนรายได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คิดเฉลี่ยเพียง 60 เดือนสุดท้ายของการทำงาน สูตร Care ตอบโจทย์ทั้งสิทธิประโยชน์บำนาญและความยั่งยืนทางการเงินของกองทุน พร้อมชี้แจงทุกท่านที่ไม่เข้าใจในฐานะประธานอนุกรรมการศึกษาฯ ขออย่าทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง เพราะประชาชนได้ประโยชน์จริง
คาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2576 เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในระดับสุดยอด (Super-Aged Society) จะต้องใช้งบสวัสดิการสำหรับผู้ชราภาพสูงทะลุ 1 ล้านล้านบาท การปรับสูตรจะช่วยให้ คุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนเกษียณอายุมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ภาระทางการคลังของไทยนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยสำคัญจากสังคมผู้สูงอายุ และมีความจำเป็นต้องลดภาระทางการคลังด้วยการดำเนินการในนโยบาย 3 ด้านดังต่อไปนี้ คือ พัฒนาระบบการออมเพื่อชราภาพให้ขยายขอบเขตและเข้มแข็งขึ้น การปฏิรูประบบแรงงาน และ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ควรมีการศึกษานโยบายการเปิดเสรีแรงงานและการตั้งถิ่นฐานสำหรับผู้มีคุณภาพสูงในการเป็นพลเมืองไทยในอนาคต



