สธ. ผนึกภาคีเครือข่าย เร่งขับเคลื่อนระบบสุขภาพปฐมภูมิ เปิดเวที “PHC Forum 2026” รุกดูแลประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

31.08.26 | 11:01 น.

ระบบสุขภาพปฐมภูมิถือเป็นกลไกสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ ไปจนถึงการดูแลอย่างต่อเนื่องในชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม


เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพของประเทศ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย จัด “การประชุมระบบสุขภาพปฐมภูมิแห่งชาติ (PHC Forum 2026: Show Share and Shine)” ขึ้น ระหว่างวันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Show Share and Shine” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนนโยบาย องค์ความรู้ ประสบการณ์ ผลงาน และนวัตกรรมด้านสุขภาพปฐมภูมิจากทั่วประเทศ พร้อมถ่ายทอดต้นแบบและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ โดยภายในงานมีกิจกรรมบรรยาย เสวนาวิชาการ นำเสนอผลงานและนวัตกรรม นิทรรศการจากภาคีเครือข่าย ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและประกาศนโยบายสำคัญ เพื่อร่วมขับเคลื่อนบริการสุขภาพที่ครอบคลุม มีคุณภาพ และยั่งยืน

Advertisement

นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ระบบสุขภาพปฐมภูมิถือเป็นกลไกสำคัญในการรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนราวร้อยละ 20 หรือประมาณ 13 – 14 ล้านคน ขณะที่อัตราการเกิดลดลงและประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้มีผู้มีภาวะพึ่งพิงและผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้น ระบบสุขภาพจึงต้องปรับจากการตั้งรับในโรงพยาบาล สู่การดูแลเชิงรุกตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การคัดกรอง และการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดความรุนแรงและลดภาระการรักษาในระยะยาว

กระทรวงสาธารณสุขจึงเดินหน้าพัฒนาระบบ “แพทย์ที่ปรึกษาประจำตัว” หรือทีมสุขภาพประจำตัว โดยนำร่องใน 97 หน่วยบริการ ครอบคลุม 76 จังหวัด ให้ประชาชนเข้าถึงคำปรึกษาด้านสุขภาพผ่านโทรศัพท์และแอปพลิเคชัน Line รวมถึงต่อยอดบริการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine รวมถึงการจัดส่งยาให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็น โดยจะประเมินผลการดำเนินงานและความต้องการของประชาชน เพื่อพิจารณาขยายบริการในระยะต่อไป ควบคู่กับการเสริมการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ผ่าน อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) เพื่อสนับสนุน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ในการดูแลกลุ่มเป้าหมายสำคัญ

“เราต้องเน้นไปที่การประเมินผลการทำงานว่า หากเปิดให้บริการแล้ว ประชาชนหันมาใช้บริการกันอย่างแพร่หลาย ได้รับความนิยม และสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสุขภาพให้กับชาวบ้านได้จริงๆ เราก็พร้อมที่จะดำเนินการขยายผลและเพิ่มหน่วยบริการให้มากขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขยังมุ่งเสริมการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ โดยมี อสพ. เข้ามาสนับสนุน อสม. ในการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ผู้มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยโรค NCDs แม่และเด็กแรกเกิด ตลอดจนผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงนำเทคโนโลยี เช่น โดรน มาช่วยขนส่งยาและเวชภัณฑ์ในพื้นที่ห่างไกลและประสบภัยพิบัติ พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง”

นายนรินทร์ กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนระบบสุขภาพปฐมภูมิยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะการถ่ายโอนภารกิจของสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งต้องวางระบบด้านงบประมาณ การประสานงาน และการเชื่อมโยงข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงสาธารณสุขจึงพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในระดับปฐมภูมิให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีโอกาสตรวจพบและรักษาโรคได้รวดเร็ว ลดความรุนแรงของโรคและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อประเมินผลลัพธ์และความคุ้มค่าของการดำเนินงาน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และภาระของครอบครัว อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

จากความร่วมมือของ กระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายกว่า 1,500 คน ใน “การประชุมระบบสุขภาพปฐมภูมิแห่งชาติ (PHC Forum 2026: Show Share and Shine)” ในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่คือการรวมพลังของภาครัฐ บุคลากรสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคีเครือข่าย ในการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และประสบการณ์จากพื้นที่มาต่อยอดการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และร่วมสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน