สธ.เดินหน้า ‘ดิจิทัลเฮลท์’ เชื่อมข้อมูลคนไทย ปูทาง AI-แพทย์แม่นยำ ชู ‘หมอพร้อม’ คืนข้อมูลให้ประชาชน
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องแกรนด์ไดมอน บอลรูม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน Digital Health Forum 2026 และประกาศความร่วมมือด้านการส่งเสริมและบูรณาการระบบสุขภาพดิจิทัล ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับองค์กรชั้นนำ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพให้สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการการทำงานผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนโรงพยาบาล และหน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้าร่วมกิจกรรมและรับมอบโล่รางวัล
นายพัฒนา กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายด้าน ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อัตราการเกิดลดลง ประชาชนมีชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังนานขึ้น ขณะที่กำลังคนด้านสุขภาพมีจำกัด ทำให้ระบบสาธารณสุขจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและขยายการเข้าถึงบริการ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำระบบดิจิทัลมาใช้แทนกระดาษ แต่กำลังเข้าสู่ยุค AI Transformation ซึ่งข้อมูลสุขภาพจะกลายเป็นโครงสร้างสำคัญในการวิเคราะห์ คาดการณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจ โดยเป้าหมายคือเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ ความรู้ และองค์ความรู้ที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ดูแลสุขภาพของตัวเองได้
นายพัฒนา กล่าวว่า ทิศทางการแพทย์ในอนาคตจะมีความแม่นยำและเฉพาะบุคคลมากขึ้น จากความก้าวหน้าของ Precision Medicine, Gene และ Genomic รวมถึง AI โดยข้อมูลของแต่ละคนจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ละเอียดขึ้นว่า บุคคลนั้นควรได้รับยา การรักษา หรือการดูแลสุขภาพแบบใด จนนำไปสู่แนวคิด Personalized Healthcare หรือการดูแลสุขภาพที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ขณะเดียวกัน ระบบสุขภาพจะเปลี่ยนจากการมีโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง ไปสู่ระบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้จากบ้านและชุมชนมากขึ้น โดยมี Personal Health Record หรือข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญ ข้อมูลดังกล่าวควรอยู่ในมือประชาชน สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเดินทางไปขอข้อมูลจากโรงพยาบาลหรือหน่วยงานจัดเก็บทุกครั้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลของตัวเองไปใช้ดูแลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้
“เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข คือการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพเพื่อสร้างคุณค่าให้คนไทยทุกคน เราไม่ได้อยากเชื่อมข้อมูลเพียงเพื่อให้ระบบต่างๆ สื่อสารกันได้ แต่ต้องเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Data Intelligence และเปลี่ยน Intelligence เป็น Value เพื่อให้ทุกคนใช้ข้อมูลของตัวเองมาดูแลสุขภาพได้” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับระบบที่กระทรวงกำลังผลักดัน ได้แก่ Personal Health Data Hub ระบบข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ระบบส่งต่อและเชื่อมโยงข้อมูล รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่าน และ Smart Hospital เพื่อให้โรงพยาบาลมีความพร้อมทั้งด้านระบบ บุคลากร มาตรฐาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ไปพร้อมกัน
ด้านการคืนข้อมูลสุขภาพให้ประชาชน นายพัฒนา กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงดำเนินการผ่านระบบ “หมอพร้อม” ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ดี แม้จะยังพบคำถาม ความไม่เข้าใจ และความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลโดยบุคลากร หรือ Human Error อยู่บ้าง โดยกระทรวงจะทำหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขระบบ รวมถึงสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าข้อมูลที่ปรากฏมาจากไหนและมีที่มาอย่างไร อีกด้านหนึ่ง กระทรวงต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาลให้รองรับการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ทั้งระบบอินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อ และอุปกรณ์ต่างๆ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้แม้ในสถานการณ์ที่การเดินทางถูกตัดขาด เช่น การใช้โดรนส่งยา เวชภัณฑ์ และอาหารไปยังพื้นที่ประสบภัย รวมถึงการนำระบบ Robotics และการเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลมาใช้สนับสนุนการรักษา
นายพัฒนา กล่าวว่า เทคโนโลยีไม่ได้หมายถึงการเพิ่มเครื่องมือ แต่ต้องช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการ โดยตัวอย่างที่มีการดำเนินการแล้ว ได้แก่ การใช้ Telemedicine และ Remote Monitoring เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาล ลดภาระการเดินทาง และลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อการติดตามอาการ สามารถใช้ระบบทางไกลควบคู่กับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือผู้นำชุมชนในพื้นที่ได้
นายพัฒนา กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เป็นจุดเริ่มต้นของการนำศักยภาพจากหลายภาคส่วนเข้ามาสนับสนุนระบบสุขภาพ ทั้งด้าน Telemedicine การเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล การผลิตและจัดส่งผลิตภัณฑ์ยา ตลอดจนการพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ โดยความร่วมมือจะขยายเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าสู่ Digital Health จำเป็นต้องเดินควบคู่กับ Cyber Security และธรรมาภิบาลข้อมูล โดยหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ “กำกับให้มั่นใจ ขยายผลให้ได้ และรักษาความร่วมมือให้ยั่งยืน” โดยต้องเริ่มตั้งแต่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มาตรฐานและคุณภาพข้อมูล ไปจนถึงการดูแลให้ฐานข้อมูลสุขภาพของประเทศมีความมั่นคงและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เมื่อจำเป็น โดยเฉพาะข้อมูลสุขภาพซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญของประเทศ ต้องมีระบบบริหารจัดการที่ทำให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่การที่หน่วยงานต้องไปขอสิทธิหรือรหัสผ่านจากผู้ดูแลระบบทุกครั้งเมื่อต้องการนำข้อมูลมาใช้
นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับ AI ในระบบสาธารณสุข ต้องมอง AI ในฐานะ “ผู้ช่วย” ของบุคลากร ไม่ใช่เครื่องมือที่เข้ามาแทนมนุษย์ โดยสามารถนำมาใช้ตั้งแต่การคัดกรอง การสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก ไปจนถึงการลดภาระงานเอกสาร การสื่อสาร และการติดตามดูแลผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรมีเวลาอยู่กับผู้ป่วยมากขึ้น และผู้ป่วยมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
ทั้งนี้ นายพัฒนา ย้ำว่า ความสำเร็จของ Digital Health ไม่ควรวัดจากจำนวนระบบ AI หรือจำนวนเทคโนโลยีที่ติดตั้ง แต่ต้องวัดจาก ผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชน ว่าประชาชนสุขภาพดีขึ้นหรือไม่ แพทย์ทำงานง่ายขึ้นหรือไม่ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของตัวเองและนำข้อมูลไปปรับพฤติกรรมจนมีสุขภาพดีขึ้นหรือไม่ รวมถึงเทคโนโลยีช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการได้จริงหรือไม่
“ความก้าวหน้าของ AI ที่แท้จริง เราจะไม่พิจารณาว่าเรามี AI กี่ตัว มีกี่ระบบ หรือมีกี่โมเดล แต่เราจะวัดผลว่าประชาชนสุขภาพดีขึ้นหรือเปล่า คุณหมอทำงานง่ายขึ้นหรือเปล่า และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของตัวเองได้หรือไม่” นายพัฒนา กล่าว
ท้ายที่สุด นายพัฒนา มองว่า Digital Health ไม่ใช่เพียงการยกระดับระบบบริการ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ หากภาครัฐ เอกชน บุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และประชาชนร่วมกันพัฒนาข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ไทยมีศักยภาพต่อยอดทั้งด้านยา วัคซีน อุตสาหกรรมการแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพไปสู่ตลาดภูมิภาคและระดับโลกได้ ฉะนั้น แก่นของ Digital Health ที่กระทรวงสาธารณสุขต้องการจึงไม่ใช่แค่ “ระบบเชื่อมกัน” แต่คือการทำให้ข้อมูลสุขภาพกลับไปสร้างประโยชน์กับเจ้าของข้อมูล เชื่อมต่อการดูแลตั้งแต่บ้าน ชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาล ลดภาระบุคลากร ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ประชาชนมีอำนาจในการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมี “พิธีประกาศความร่วมมือด้านการส่งเสริมและบูรณาการระบบสุขภาพดิจิทัล” ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับ องค์กรชั้นนำทั้งรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน 5 แห่ง ได้แก่ องค์การเภสัชกรรม บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และบริษัท โกลเด้นครีม จำกัด เพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันผ่านบริการดิจิทัลบน “หมอพร้อม” ผลักดันการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน สร้างสุขภาวะที่ดีในระดับครัวเรือนและชุมชน และสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมข้อมูลและการดูแลสุขภาพสู่ระบบสาธารณสุขไทยที่ไร้รอยต่อ



