ด้วยข้อจำกัดในการส่งต้นฉบับ ท่านอาจจะสังเกตได้ว่าคอลัมน์ที่เกี่ยวกับการเมืองของผมที่ปรากฏตัวในฉบับกระดาษจะออกในวันอังคาร แต่ในความเป็นจริงนั้นต้องส่งต้นฉบับวันอาทิตย์
ดังนั้นในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งไม่ว่าจะระดับชาติหรือท้องถิ่น ผมก็จะเขียนถึงผลการเลือกตั้งไม่ได้เพราะผลเลือกตั้งยังไม่ออก
ซึ่งในสัปดาห์นี้ก็เช่นเดียวกัน ขณะที่เขียนคอลัมน์นี้และเตรียมส่งต้นฉบับ ผมรู้สึกว่าบรรยากาศของการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง ที่ผมไปใช้สิทธิมาตอนสายๆ ก็ไม่ค่อยคึกคักสักเท่าไหร่
เมื่อเทียบกับบรรยากาศการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อสี่ปีก่อน หรือการเลือกตั้งทั่วไป (การเลือกตั้งระดับชาติ) เมื่อปี 2566 และ 2569 ตอนต้นปี ที่มีความคึกคักมากกว่า เห็นง่ายๆ ว่ารถติดมากและไม่มีที่จอดรถเลยหน้าหน่วยเลือกตั้ง
ขณะที่วันนี้ทุกอย่างค่อนข้างเงียบเหงา คนบางตา ก็ได้แต่คาดหวังว่าในตอนท้ายๆ ของวันนี้จะมีคนไปใช้สิทธิเพิ่มมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี ในโลกของการเมืองแบบบ้านเราในวันนี้ ความรู้สึกของผมอาจจะแตกต่างกับตัวเลขของ กกต.ก็ได้ อย่างในคราวที่แล้วในการเลือกตั้งทั่วไปตอนต้นปี ผมก็รู้สึกว่ามีความตื่นตัวสูง แต่เอาเข้าจริงตัวเลขของคนใช้สิทธิของ กทม.กลับน้อยกว่าครั้งที่แล้ว
แม้ว่าผลการเลือกตั้งยังไม่ออก แต่ผมก็เชื่อว่าสุดท้ายผลการเลือกตั้งตัวผู้ว่าฯจะไม่เปลี่ยนในแง่ชัยชนะ ส่วนจะชนะเท่าไหร่ จะลบสถิติเดิมหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องนำมาตีความกันต่อไป
จากสถิติเดิมที่ผู้ว่าฯกทม.ไม่เคยมีใครที่ลงรอบสองแล้วจะไม่ได้
เว้นแต่ว่าจะจบอย่างไรมากกว่า
บางคนก็ไปต่อในตำแหน่งที่สูงขึ้น บางคนก็เจอคดีความ บางคนก็สู้คดี
เห็นจะมีแต่ผู้ว่าฯพิจิตรที่ไม่มีสมัยสอง แต่เข้าใจว่าผู้ว่าฯพิจิตรไม่ได้ลงต่อทันที และจากนั้นก็ย้ายกลุ่ม
ส่วนที่น่าลุ้นในรอบนี้และผมยังมองไม่ออก ก็คือผลของการเลือก ส.ก. ที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะออกมาหน้าไหนบ้าง
พูดง่ายๆ คือ ส้มจะมามากกว่าครึ่ง น้อยกว่าครึ่ง หรือเต็มสภา
หรือคนทำงานจะมามากกว่าครึ่ง น้อยกว่าครึ่ง หรือเต็มสภา
ผมวางไว้สองกลุ่มนี้แหละครับ ส่วนที่เหลือคือ ปชป. เพื่อไทยกลุ่มย่อย และกลุ่มอื่นๆ น่าจะไม่ได้คะแนนเกินครึ่ง
ที่พูดถึงกลุ่มคนทำงานมากหน่อย ก็ทั้งเงื่อนไขของ “การเชื่อมโยงแบบไม่เชื่อมโยง” กับ อ.ชัชชาติ และเงื่อนไขที่ว่าในกลุ่มนี้มีอดีต ส.ก.เก่าอยู่หลายคน
แต่ทั้งนี้ต้องบันทึกเอาไว้ในที่นี้ด้วยว่า ผลของการเลือกตั้ง ส.ก.ในรอบนี้เป็นเรื่องของการที่สื่อกับสำนักโพลนั้นได้สร้างปรากฏการณ์ของการสร้าง “ผู้สมัครอิสระ” ขึ้นมาเป็นประเด็นในการหาเสียง
ทั้งที่ผู้สมัครอิสระนั้นไม่มีจริง ที่มีก็น้อยมากมีบางเขตเท่านั้น
ที่เหลือก็มีกลุ่มก้อน ไม่ได้ลงแบบตัวใครตัวมัน และก็มีการยึดโยงกับกลุ่มการเมืองอยู่ทั้งสิ้น
การสร้างกลุ่มก้อนในโพลที่เรียกว่ากลุ่มอิสระนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้คนมีความสับสนในการโหวตโพล และลงคะแนนจริง ดังที่ในโพลก็สับสนเองระหว่างการโหวตกลุ่มอิสระ และกลุ่มคนทำงาน
นอกเหนือจากเรื่องของการสร้างประเด็นการเลือกกลุ่มอิสระ ผมเห็นว่าการรายงานข่าวของสื่อในรอบนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นของการบริหารราชการ กทม.มากนักจนมาถึงโค้งสุดท้าย
ขณะที่โค้งแรกๆ สนใจแต่เรื่องผลโพล กับผู้สมัครที่มีคะแนนสูงมากกว่าผู้สมัครทุกคน
ก็จะเห็นกันเองว่าในโพลนั้น คุณมัลลิกา ก็มีคะแนนนำผู้สมัครหลายคนที่เชิญมาออกรายการ
เรื่องต่อมาคือความสนใจในการเชิญมาร่วมรายการ แต่ไม่ได้สนใจดีเบตจริงจังเท่ากับสร้างเกมให้เล่น จนบางคนเขาไม่ได้อยากมาออก
ความน่าสนใจเรื่องการเน้นการเล่นเกมที่เริ่มมีอยู่บ้างจากคราวที่แล้ว แต่เฟื่องฟูมากในรอบนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ คำถามก็คือใครกันแน่ที่สนใจในเรื่องนี้
ทีมงาน หรือประชาชน
เพราะถ้าเป็นประชาชนจริงๆ คงจะมีการจดจำรายการต่างๆ ได้จริง
ส่วนที่น่าสนใจของสื่อ แต่กลับออกมาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายหรือก่อนสุดท้ายไม่นาน คือการเริ่มพูดถึงประเด็นที่ถูกละเลย เช่น คนจนเมือง หาบเร่แผงลอย ประชากรแฝง แต่ก็เป็นข่าวเล็กๆ ของกลุ่มเล็กๆ ไม่ใช่ประเด็นหลักของการเลือกตั้งในรอบนี้
เห็นจะมีแต่ช่วงกลางๆ ของการรณรงค์เลือกตั้งที่มีเรื่องของการถกเถียงกันในเรื่องการทุจริต ที่มีการจับประเด็นกันอยู่บ้างจนเป็นที่สนใจ
แต่คนที่เปิดโปงคือนักการเมืองคู่แข่งมากกว่าสำนักข่าว
ส่วนเพิ่งจะมาพูดกันเรื่องว่า กทม.ทำอะไรได้บ้างบางคนบางสื่อก็พูดราวกับว่าอยากให้ กทม.จะมีอำนาจเท่ารัฐบาลประเทศนี้
เรื่องของการทำข่าวเรื่องอำนาจหน้าที่ กทม.เป็นเรื่องซ้ำซาก มีมากทุกสี่ปี วนเวียนแต่เรื่องการตีความกฎหมาย แต่ไม่ได้สนใจว่าจะแก้ยังไง ทำไมแก้ไม่ได้ ขั้นตอนอยู่ตรงไหน และเชื่อมโยงกับเรื่องของการกระจายอำนาจอย่างไร
ไม่ใช่แค่เรื่องการปกครองท้องถิ่น แต่หมายถึงเรื่องของการบริหารจัดการเมืองสมัยใหม่ว่าจะต้องการอำนาจอย่างไร
ไม่ใช่แค่ กทม. แต่จังหวัดที่มีเมืองอยู่ใกล้เคียง และหน่วยการปกครองแบบ อบจ. และเทศบาล
รวมทั้งปัญหาเมืองในระดับ อบต.
นอกจากนั้นสิ่งที่ไม่มีใครสนใจเลยทั้งที่พยายามพูดมาตั้งแต่รอบที่แล้วคือเรื่องของการปกครองในระดับเขต ที่สภาเขตถูก คสช.ยุบไปด้วยข้ออ้างว่า ส.ข.เป็นเครื่องมือนักการเมือง
แน่นอนที่ว่าสภาเขตเดิมควรถูกปรับปรุง แต่ควรจะมาพูดกันอย่างจริงๆ จังๆ ไม่ใช่เงียบหายไปขนาดนี้ซึ่งแปลว่าห้าสิบเขตของ กทม.ไม่มีรูปแบบในการบริหารจัดการและมีส่วนร่วมใดๆ นอกจากเขตที่ถูกส่งจากส่วนกลาง และชุมชน ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของชุมชน
นี่คือการบันทึกบรรยากาศของการเลือกตั้งในครั้งนี้
ส่วนเรื่อง กทม.นั้น ผมคิดว่าสี่ปีนี้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ทุกอย่างยังดำเนินต่อไปแบบนี้แหละครับ แก้กันไปทีละจุด
ตั้งรับมากกว่างานเชิงรุก
เรื่องสุดท้ายที่คนไม่สนใจเลยคือเรื่องผังเมือง ที่ไม่ได้ประกาศใช้มาเกือบสิบปี และมีการร้องเรียนถึงสาระและเนื้อหา
แต่ในรอบนี้ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง
มีแต่สีสันของตัวผู้สมัคร
ถ้าเทียบกับความรุนแรงของปัญหาเมืองใน กทม. และสถานะของ กทม.ในฐานะเมืองใหญ่ที่ติดอันดับโลกมากกว่าประเทศ
อีกสี่ปีครับ ค่อยว่ากันใหม่… ผมพูดได้เท่านี้จริงๆ



