หลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องของอาชญากรรมและข้อถกเถียงเรื่องอาวุธปืนกลับมาในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความพยายามของนายกรัฐมนตรีที่ควบตำแหน่งของรัฐมนตรีมหาดไทย (แถมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย) ที่ประกาศจะจัดการเรื่องของการพกพาและถือครองอาวุธปืนให้เข้มงวดขึ้น
สำหรับผมเรื่องการควบคุมปืนในประเทศไทยในวันนี้มันมีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือผลกระทบที่มีต่อสังคม ในแง่ที่เรารับรู้กันอยู่ว่าปืนนั้นสร้างผลกระทบต่อสังคมในมิติไหน เราจะปลอดภัยขึ้นไหม จะถกเถียงกันอย่างไร เพราะเรื่องของอาวุธปืนมันมีหลายมิติมาก มีข้อถกเถียงมากมายว่าแบบไหนดีกว่ากัน ระหว่างคุมมากและคุมน้อย เพราะมีหลายมิติที่ต้องพิจารณากัน
กับอีกด้านหนึ่ง เรื่องของอาวุธปืนและผลกระทบทางสังคม มันก็ส่งผลต่อการดำรงอยู่ในตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีด้วย ว่าจะอยู่ได้อย่างมั่นคงปลอดภัยและมีความชอบธรรมได้สักแค่ไหน เพราะปัจจุบันเราอยู่ในยุคของรัฐบาลพลเรือน และตัวนายกฯเองก็คุมทั้งมหาดไทยและตำรวจ ซึ่งมีความรับผิดชอบโดยตรงกับเรื่องของการกำกับดูแลเรื่องของอาวุธปืน
ถ้าทำไรไม่ได้ ทั้งที่ประกาศว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้มันดีขึ้น มันก็จะดูแย่ ทั้งในแง่ของความคิดความสามารถในการจัดการปัญหาในภาพรวม และในแง่ของความสามารถในการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด
ในภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างอาวุธปืนกับสังคมและการเมือง คงต้องทำความเข้าใจหลายเรื่องควบคู่กันไป
ตั้งแต่สิทธิในการถือครองอาวุธปืน
การกำกับดูแลอาวุธปืนทั้งสิทธิในการซื้อ การถือครองในเคหสถาน และการพกพาออกไปข้างนอก
รวมทั้งเรื่องของกฎหมายในการจัดการเรื่องของการลงโทษในการใช้อาวุธปืน รวมถึงความได้สัดส่วนในการใช้อาวุธปืนในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งของพลเรือนในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง และเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้อาวุธปืน
ยังรวมถึงเรื่องของอาวุธปืนกับเยาวชน ว่าผู้ปกครองต้องรับผิดชอบอย่างไร
ในมิติทางรัฐศาสตร์ ถ้าพิจารณาสังคมไทย มีเรื่องที่ต้องพิจารณามากกว่านั้น เพราะมันโยงใยไปในเรื่องว่า “ใครคือรัฐ” บ้าง ขณะที่ถ้าพิจารณาในสหรัฐอเมริกาเอง อาจจะมีมิติเรื่องของปัญหาเรื่องสังคมคือเรื่องของสีผิว ว่าชุมชนสีผิวไหนที่ถือครอง มีเรื่องอาชญากรรม และเสียชีวิตมากน้อยต่างกัน และเกี่ยวกับระดับความปลอดภัยของเมืองที่แตกต่างกัน รวมทั้งข้อถกเถียงเรื่องนโยบายปืนที่ไม่ลงรอยกันของฝั่งรีพับลิกัน และเดโมแครต
ในสังคมไทยมิติสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องของความหวาดกลัวที่มีต่ออาชญากรรม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ก็คือเรื่องของความคาดหวังที่มีต่อการให้หลักประกันความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งมันมากกว่าเรื่องของตำรวจ เพราะในไทย “เจ้าหน้าที่ปกครอง” ยังรวมถึงมหาดไทย ทั้งตัวอำเภอ และเครือข่ายพลเรือนที่เยาะโยงกับกระทรวงมหาดไทย
ทั้งชุดรักษาหมู่บ้าน และกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยเฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่พกพาอาวุธปืนได้ ด้วยเงื่่อนไขของการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่
ในคำจำกัดความหนึ่งเรื่องของรัฐก็คือรัฐคือกลไกที่เข้ามาผูกขาดความรุนแรง เพื่อจำกัดความรุนแรง
แต่คำถามในบ้านเราก็คือเมื่อรัฐมันมีลักษณะเฉพาะคือรัฐเองขยายตัวและกำกับดูแลกันไม่ได้ แถมยังเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน เช่นตำรวจซึ่งก็มีหลายพวก ทหารซึ่งก็มีหลายหน่วย มหาดไทยและพลเรือนติดอาวุธที่เชื่อมกับมหาดไทย และบรรดาผู้มีอิทธิพลต่างๆ ที่เกาะเกี่ยวกับอำนาจการเมืองในระดับชาติและท้องถิ่น เรื่องของการเข้าถึง การถือครอง และการพกพาอาวุธปืนมันก็คุมได้ยาก
ขณะที่ในทางเศรษฐกิจ อีกเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญในสังคมของเราก็คือเรื่องของปืนเถื่อน ซึ่งมีทั้งที่เถื่อนเพราะไม่ลงทะเบียน และเรื่องของปืนที่ประดิษฐ์และปรับแต่งกันเองในพื้นที่
นอกจากนี้ในทางสังคมวิทยา เราคงต้องดูด้วยว่า เรื่องอาวุธปืน หรืออาวุธเหล่านี้มันไม่ควรจะมองว่าเป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ เป็นเรื่องของคนที่ไม่เกี่ยวกับเรา
แต่ต้องมองว่าปัญหาของเรื่องอาวุธปืนนี้เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่ของอาชญากร หรือกลุ่มที่เบี่ยงเบน เท่านั้น
อย่างกรณีของการยิงกันในโรงเรียน ในสังคมของอเมริกามันเป็นสัญญาณครั้งใหญ่ที่เห็นว่า อาชญากรรมนั้นมันลามมาถึงพื้นที่ของคนขาว ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เรื่องอาวุธปืนมันถูกมองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชญากร หรือกลุ่มคนบางผิวสีที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่
กล่าวคือเรื่องของอาวุธปืนนั้นมันไม่ใช่แค่ปืน กับกลุ่มคนใช้ปืน แต่มันรวมถึงเรื่องของมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้อาวุธปืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและส่วนหนึ่งของสังคมด้วย
ถ้ากลับมาเรื่องของมิติทางการเมือง เราจะพบว่า บางครั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเรื่องของอาวุธปืนนั้นบางครั้งไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงการวิจัยเสมอไป แต่มันเกิดจากประเด็นที่เกิดความสนใจในช่วงนั้น เช่นมีเหตุการณ์ใหญ่ที่กระทบกับความรู้สึกของประชาชนด้วย หรือเกิดจากความคิดความเชื่อทางสังคมการเมืองและอุดมการณ์ อย่างในกรณีของอเมริกาที่สังคมแบ่งออกเป็นสองขั้ว และมีสมาคมปืนไรเฟิลเป็นผู้สนับสนุนใหญ่ของพรรครีพับลิกัน ที่เอาเข้าจริงแล้ว สมาคมปืนนั้นดูจะทำงานขยันขันแข็งกว่าประชาสังคมอื่นๆ หรือกลุ่มต่อต้านอาวุธปืนมากมายนัก
อีกมิติที่เราต้องสนใจที่คาบเกี่ยวกันระหว่างการเมือง สังคม และอาชญาวิทยาก็คือ “วงจรอุบาทว์” ว่าด้วยอาวุธปืน ว่าตกลงเรามองว่าอาวุธปืนคือเครื่องมือแก้ปัญหาอาชญากรรม และความสูญเสีย หรือปืนนั้นนำมาซึ่งความสูญเสียด้วย เพราะสุดท้ายในความเป็นจริงการเข้าถึงและครอบครองอาวุธปืนก็มีส่วนนำไปสู่การฆ่าตัวตายอย่างมีนัยสำคัญในหลายกรณี และนำไปสู่การตัดสินปัญหาด้วยความรุนแรงได้เช่นกัน
ห ากเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลส่วนรวมด้วยวิธีอื่นๆ แต่ปล่อยให้บุคคลแต่ละคนแก้ปัญหาทุกอย่างเอง โดยไม่สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง และใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา รวมทั้งเข้าถึงปัญหาของแต่ละครอบครัวในชุมชนได้รวดเร็วขึ้น หรือมีทางออก หรือที่พึ่งพิงให้เขามากขึ้น
ที่สำคัญจนถึงวันนี้เรายังไม่ได้มีงานวิจัยในสังคมไทยที่ลึกซึ้งในเรื่องของอาวุธปืนกับสังคม และเรายังไม่มีกระบวนการกำหนดนโยบายอาวุธปืนจากหลายภาคส่วนด้วยกัน เพราะบ่อยครั้งการกำหนดนโยบายอาวุธปืนมักจะมาจากคนกลุ่มหนึ่งแต่คิดเพื่อคนทุกกลุ่ม และอาจไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงในทุกๆ ด้านอย่างรอบคอบ และมองว่าคนอื่นไม่ควรเข้าถึงปืน
ทั้งที่ความท้าทายหนึ่งในสังคมไทยอาจไม่ได้อยู่ที่แค่วัฒนธรรมความรุนแรงแบบกว้างๆ
แต่อาจจะอยู่ที่ความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมความรุนแรงแบบกว้างๆ กับโครงสร้างอำนาจรัฐ และประสิทธิภาพของรัฐในการจัดการความรุนแรงและรักษาความสงบให้กับสังคม
(พัฒนามาจาก J.Carlson. Gun Studies and the Politics of Evidence. Annual Review of Law and Social Science. 2020. 16: 183-202. และกุลพล พลวัน. สังคมไทยกับปัญหาอาชญากรรมที่ใช้อาวุธปืน. มติชนออนไลน์. 13.08.06)
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์



