หน้าแรก บทความ ความไม่สง่างา...

ความไม่สง่างามของการหลบลงรถลำเลียงอาหารไปขึ้นเครื่องบินของประธานาธิบดีทรัมป์

25.08.26 | 12:36 น.

ารเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกานั้นมีของประกอบตำแหน่งอยู่หลายอย่าง นอกจากทำเนียบขาวรถยนต์ Cadillac หุ้มเกราะที่เรียกกันว่า “The Beast” และเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับ (Secret Service) ซึ่งเดินตามกันเป็นพรวนแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งเห็นจะเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่งามสง่าที่สุดก็คือ เครื่องบิน Air Force One เวลาเครื่องบินสีฟ้าขาวลำมหึมานี้จอดลง ณ สนามบินประเทศใด บันไดจะถูกนำมาเทียบ ประตูเปิด ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาจะปรากฏกายตรงประตู ยกมือโบกเสียเล็กน้อย แล้วเดินลงบันไดอย่างผู้เป็นประมุขของมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ทั้งหมดนี้เป็นพิธีกรรมแห่งอำนาจ


แต่เมื่อค่ำวันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2569 ที่ท่าอากาศยานอังการา เอเซนโบอา กรุงอังการา ประเทศตุรกี ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสร็จภารกิจเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO พิธีกรรมแห่งอำนาจที่ว่านี้กลับมีตอนหนึ่งซึ่งหากนักเขียนบทละครเป็นผู้แต่งก็คงถูกตำหนิว่าแต่งเกินจริง เพราะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเครื่องบินประจำตำแหน่งราคาหลายพันล้านดอลลาร์ มีเครื่องบินรบ มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดีที่สุดในโลก กลับต้องออกจาก Air Force One ทางประตูอีกด้านหนึ่ง แล้วเข้าไปอยู่ในรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Catering Truck) ก่อนที่รถคันนั้นจะลดกระบะลงแล้วพาประธานาธิบดีแล่นข้ามลานบินไปขึ้นเครื่องบินทหารอีกลำหนึ่งอย่างเป็นความลับเงียบๆ ฟังดูแล้วคล้ายเรื่องที่ฝรั่งเรียกว่า “Black Comedy” คือจะหัวเราะก็ไม่เต็มปาก จะสงสารก็ไม่ถึงกับต้องร้องไห้

รายงานเรื่องนี้ปรากฏต่อสาธารณชนภายหลังเมื่อหนังสือพิมพ์ The Washington Post เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม และสำนักข่าวใหญ่อื่นๆ ทั้ง Reuters, AP และ CBS ตรวจสอบและรายงานตามมา ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะยืนยันเองในภายหลังว่า การเปลี่ยนเครื่องบินนั้นเกิดขึ้นจริง และเป็นความต้องการของ Secret Service และฝ่ายทหารด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เรื่องมีอยู่ว่า ในค่ำวันนั้นรถยนต์ของประธานาธิบดีเดินทางมาถึงสนามบินราวสองทุ่มยี่สิบห้านาที ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์เดินขึ้นบันไดเครื่องบิน Boeing 747 รุ่นเก่าซึ่งเคยใช้เป็น Air Force One ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ตามปกติ โบกมือให้ผู้คนตามธรรมเนียม ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่าประธานาธิบดีอเมริกันกำลังจะกลับประเทศ แต่สิ่งที่คนดูทางโทรทัศน์ไม่รู้ก็คือ อีกด้านหนึ่งของเครื่องบินมีรถลำเลียงอาหาร (Catering Truck) จอดเทียบประตูอยู่ รถชนิดนี้ตามปกติมีหน้าที่อันไม่สำคัญทางรัฐศาสตร์เลย คือเอาข้าว เอาปลา เอาเนื้อ เอาขนมปัง น้ำอัดลม และอาหารต่างๆ ขึ้นไปส่งบนเครื่องบิน ตัวตู้ด้านหลังสามารถยกสูงด้วยระบบไฮดรอลิกจนเสมอกับประตูเครื่องบิน พนักงานจึงเข็นรถอาหารเข้าไปได้โดยไม่ต้องแบกอาหารขึ้นบันได แต่ค่ำวันนั้นแทนที่จะขนอาหาร รถกลับขนประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาทรัมป์พร้อมด้วยคนใกล้ชิดจำนวนหนึ่งพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยสืบราชการลับ (Secret Service) เข้าไปอยู่ภายในตู้ซึ่งถูกเตรียมและทำความสะอาดไว้ก่อน จากนั้นตู้ถูกลดลง รถแล่นออกจาก Air Force One ข้ามลานบินไปยังเครื่องบิน C-32A ซึ่งเป็น Boeing 757 ดัดแปลงของกองทัพอากาศสหรัฐ แล้วจึงยกตู้ขึ้นเพื่อส่งประธานาธิบดีเข้าเครื่องบินลำนั้น รายงานของสำนักข่าว CNN ระบุว่า การแล่นข้ามลานบินใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ส่วนเครื่องบิน Air Force One ลำใหญ่ซึ่งนักข่าวและเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งยังเชื่อว่าประธานาธิบดีอยู่บนเครื่องก็ออกเดินทางในฐานะเครื่องลวง ถ้าถามว่าทำไมต้องเล่นละครกันถึงขนาดนี้ คำตอบก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ประธานาธิบดีทรัมป์เสียก่อน เพราะเรื่องนี้มิใช่ว่าทรัมป์ยืนอยู่บนลานบินแล้วเกิดใจฝ่อขึ้นมาเอง จึงร้องว่า “เอารถครัวมารับฉันที” ข่าวกรองของสหรัฐและตุรกีได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามที่เจ้าหน้าที่เห็นว่า น่าเชื่อถือและเร่งด่วน ว่าอาจมีความพยายามของฝ่ายอิหร่าน หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องในการโจมตีเครื่องบินของประธานาธิบดีด้วยขีปนาวุธ ในเวลานั้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง หน่วย Secret Service ฝ่ายทหาร และหน่วยงานความมั่นคงจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเดินทางอย่างกะทันหัน

ดังนั้น ถ้าจะกล่าวว่าทรัมป์ “หนี” อย่างคนขี้ขลาดก็ไม่เป็นธรรม ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาไม่มีสิทธิจะทำตัวกล้าหาญตามใจชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะชีวิตของเขาไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด ถ้าประธานาธิบดีถูกสังหารขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องของคนชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ คนเดียว แต่หมายถึงวิกฤตของรัฐบาลสหรัฐ ความต่อเนื่องของอำนาจรัฐ ความมั่นคงของ NATO และอาจหมายถึงสงครามใหญ่ได้ เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบอกให้ลงรถครัว ก็ต้องลงรถครัว จะให้ประธานาธิบดียืนเท้าสะเอวกลางสนามบินแล้วประกาศว่า “ข้าพเจ้าไม่กลัวจรวดอิหร่าน” ก็อาจจะสง่างามดีอยู่ห้านาที และหลังจากนั้นโลกอาจต้องมีประธานาธิบดีคนใหม่ เรื่องอย่างนี้จึงต้องแยกคำว่า “ความกล้าหาญ” ออกจากคำว่า “ความโง่” ให้ดี แต่ถึงกระนั้น เรื่องนี้ก็มีสิ่งหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากกว่าปัญหาความปลอดภัย คือ ความไม่สง่างามทางการเมือง ความไม่สง่างามนั้นมิได้อยู่ที่การนั่งรถ Catering Truck แต่อยู่ที่ความแตกต่างระหว่าง “ภาพที่ผู้นำสร้างขึ้นเกี่ยวกับตนเอง” กับ “ความเป็นจริงซึ่งโลกได้เห็น” โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างบุคลิกทางการเมืองของตนมาหลายสิบปีบนภาพของชายผู้แข็งกร้าว ไม่ยอมใคร ชอบใช้คำว่า strong, tough และ weakness อยู่เป็นประจำ โลกในความคิดของทรัมป์แบ่งคนออกง่ายๆ เป็นคนแข็งแรงกับคนอ่อนแอ ผู้ชนะกับผู้แพ้ และผู้ที่ยอมถอยกับผู้ที่ไม่ยอมถอย เมื่อผู้นำสร้างมาตรวัดอย่างนี้ขึ้นมาวัดคนอื่นทุกวัน วันหนึ่งมาตรวัดนั้นย่อมย้อนกลับมาวัดตนเอง ภาพประธานาธิบดีผู้ยืนบนเวทีประกาศว่าศัตรูจะต้องเกรงกลัวสหรัฐอเมริกา ย่อมดูแตกต่างอย่างประหลาดกับภาพประธานาธิบดีคนเดียวกัน ซึ่งต้องถูกซ่อนตัวอยู่ในตู้รถขนอาหารเพราะศัตรูอาจกำลังตามล่าอยู่

Advertisement

รัฐบาลอิหร่านและสื่ออิหร่านจึงไม่ปล่อยโอกาสทองนี้ให้ผ่านไปเฉยๆ สื่อของอิหร่านหยิบเรื่องรถ Catering Truck มาล้อเลียน และภาพตัดต่อก็แพร่กระจายอยู่ในโลกออนไลน์ เพราะในสงครามสมัยใหม่ การยิงขีปนาวุธใส่ศัตรูเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำให้ศัตรูดูน่าขันเป็นอาวุธอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งราคาถูกกว่าขีปนาวุธมาก นี่แหละเป็นปัญหาของ “ภาพลักษณ์” คนธรรมดาหนีอันตรายไม่มีใครว่าอะไร แต่คนที่หาเสียงและปกครองประเทศด้วยบุคลิก “ข้าไม่กลัวใคร” เมื่อวันหนึ่งปรากฏภาพว่าต้องใช้เครื่องบินลวง ปิดม่านหน้าต่าง และหลบขึ้นรถส่งอาหาร ความขัดแย้งระหว่างคำพูดกับภาพที่เห็นก็ย่อมกลายเป็นอาหารอันโอชะของฝ่ายตรงข้าม อันที่จริงการใช้กลลวงเพื่อรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดีไม่ใช่สิ่งใหม่เลย เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2543 ประธานาธิบดีบิล คลินตัน จะเดินทางจากอินเดียไปปากีสถาน ซึ่งเวลานั้นมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง ทาง Secret Service ก็จัดแผนลวงเช่นกัน มีเครื่องบินซึ่งดูเหมือนเครื่องประธานาธิบดีบินไป ขณะที่คลินตันเดินทางด้วยเครื่องบินอีกลำหนึ่งซึ่งไม่มีเครื่องหมายเด่นชัด เมื่อถึงกรุงอิสลามาบัดจึงปรากฏว่าประธานาธิบดีตัวจริงอยู่คนละเครื่องกับที่คนทั่วไปคิด จึงต้องย้ำว่าการใช้ “เครื่องลวง”
มิใช่เรื่องเสียเกียรติของประธานาธิบดีอเมริกัน และไม่ใช่สิ่งที่ทรัมป์เป็นผู้คิดค้น แต่ในกรณีของทรัมป์มีรายละเอียดชวนให้โลกจำ คือ รถขนอาหาร ถ้าเปลี่ยนจากเครื่องบิน Air Force One ไปขึ้นเครื่องบินทหารอีกลำโดยใช้รถยนต์หุ้มเกราะ เรื่องก็คงไม่ติดตาเท่าไร แต่การที่ชายซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander in Chief) แห่งกองทัพที่มีกำลังมากที่สุดในโลก ต้องเดินจากห้องโดยสารของ Air Force One เข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งตามปกติใช้ขนถาดอาหาร ไก่อบ ขนมปัง และกาแฟนั้น เป็นภาพที่นักเขียนการ์ตูนการเมืองจะคิดขึ้นเองก็คงคิดได้ไม่ดีเท่าความจริง บางครั้งประวัติศาสตร์ก็มีอารมณ์ขันของมันเอง เครื่องบิน Air Force One เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ แต่รถ Catering Truck เป็นสัญลักษณ์ของงานหลังบ้าน คนหนึ่งอยู่หน้าฉาก อีกคนหนึ่งอยู่หลังครัว ค่ำวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2569 ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเดินจากหน้าฉากไปหลังครัวภายในเวลาไม่กี่นาที 

กระนั้นก็ดี ผู้เขียนเห็นว่าความไม่สง่างามที่สุดของเรื่องนี้อาจไม่ใช่ตัวรถเสียด้วยซ้ำ แต่คือการที่รัฐบาลปล่อยให้เรื่องทั้งหมดถูกปิดบังอยู่กว่าหนึ่งเดือน ทั้งที่นักข่าวและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวจำนวนหนึ่งอยู่บน Air Force One ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องลวงโดยไม่รู้ว่าประธานาธิบดีไม่ได้อยู่กับตน การรักษาความลับระหว่างปฏิบัติการนั้นเข้าใจได้ แต่เมื่ออันตรายผ่านพ้นไปแล้ว คำถามเรื่องความรับผิดชอบต่อบุคคลที่อยู่ในเครื่องลวงย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะในระบอบประชาธิปไตย “ความลับเพื่อความปลอดภัย” กับ “ความลับเพื่อไม่ให้ประชาชนรู้” นั้นหน้าตาคล้ายกันมาก แต่เป็นคนละเรื่องกันครับ 

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์