Data Center – เรื่องของ Data Center กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมใหม่ของไทย เงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้เรื่อง Data Center ไม่ใช่เพียง นโยบายดึงดูดการลงทุนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านกฎหมาย ผังเมือง พลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อมที่รัฐต้องจัดการให้เป็นระบบ
จากข้อมูลของภาครัฐสะท้อนขนาดของการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน มีโครงการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้วหลายสิบโครงการ มูลค่าการลงทุนรวมระดับหลายแสนล้านบาท และกำลังการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามขนาดของโครงการ
และผู้ลงทุนเองก็มีความหลากหลาย ทั้งบริษัทจากสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงผู้ประกอบการไทย สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่เป็นการนำกิจการที่ใช้ทรัพยากรของประเทศในระดับสูงเข้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่จริง อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีประเด็นทางกฎหมายภายในที่ยังมีช่องโหว่และได้รับการตั้งคำถามว่ายังมีช่องโหว่ที่รัฐต้องเริ่มตามให้ทัน
เรื่องแรกคือ เรื่องการจำแนกประเภทธุรกิจ Data Center
ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการจำแนก Data Center เป็นประเภทธุรกิจเฉพาะในระบบ TSIC ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า Data Center ไม่สามารถจดทะเบียนบริษัทได้ ผู้ประกอบการยังสามารถจัดตั้งนิติบุคคลและกำหนดวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ตามกฎหมาย เพียงแต่ระบบการจำแนกประเภทธุรกิจของรัฐยังไม่ได้สะท้อน Data Center ในฐานะกิจการเฉพาะอย่างชัดเจน
ผลที่ตามมาคือ ข้อมูลของกิจการประเภทเดียวกันอาจกระจายอยู่ในหลายหมวด หลายหน่วยงาน และหลายฐานข้อมูล ในทางปฏิบัติ BOI อาจมีข้อมูลจากคำขอส่งเสริมการลงทุน การไฟฟ้ามีข้อมูลการขอใช้ไฟ หน่วยงานท้องถิ่นมีข้อมูลการก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีแค่ข้อมูลนิติบุคคล แต่ไม่สามารถมองเห็น Data Center ได้อย่างเป็นระบบ กรณีนี้จึงเป็นช่องว่างอย่างหนึ่งที่ควรแก้ เพราะ การมีนิยามกลางหรือรหัสกิจการที่ชัดเจนจะทำให้รัฐสามารถติดตามจำนวนผู้ประกอบการ ขนาดโครงการ สัญชาติของทุน พื้นที่ตั้ง และการใช้ทรัพยากรได้เป็นระบบมากขึ้น และทำให้รัฐรู้ก่อนว่า Data Center อยู่ที่ไหนและมีใครบ้าง
ถัดมาคือเรื่องอาคาร (คลังสินค้า)
Data Center ในทางธุรกิจคือศูนย์ประมวลผลข้อมูล แต่ในทางกายภาพคืออาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server ระบบ Cooling ระบบสำรองไฟฟ้า Battery เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และระบบเชื้อเพลิงสำรอง ปัจจุบันกฎหมายไทยมีประเภทอาคารจำนวนมากที่ถูกออกแบบมารองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบเดิม แต่ Data Center เป็นกิจการที่มีลักษณะเฉพาะและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
จึงเกิดประเด็นว่าบางโครงการอาจถูกจัดประเภทอาคารภายใต้หมวดที่มีอยู่แล้ว เช่น คลังสินค้าหรือโกดัง ทั้งที่รูปแบบการใช้ประโยชน์จริงแตกต่างจากคลังสินค้าแบบทั่วไปอย่างมาก ปัจจุบันจึงพูดได้ไม่เต็มปากว่า การจดหรือขออนุญาตเป็นโกดังหมายถึงการหลีกเลี่ยง EIA เพราะการประเมินต้องดูข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่ใช้กับแต่ละโครงการ
เช่น หากอาคารหนึ่งมีการใช้ไฟฟ้าขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์ มีระบบระบายความร้อนและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองจำนวนมาก แต่กฎหมายยังต้องนำประเภทอาคารเดิมมาปรับใช้ ก็ถึงเวลาที่ไทยควรมีมาตรฐานอาคาร Data Center โดยเฉพาะ
ซึ่งประเด็นนี้จะเกี่ยวพันไปถึงทั้งผังเมือง ความปลอดภัย การก่อสร้าง และสิ่งแวดล้อม EIA ที่ต้องมองผลกระทบ เพราะในแง่นี้ การมีอยู่ของ Data Center ไม่ใช่โรงงาน จึงอาจไม่สามารถใช้วิธีคิดเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรมได้ทั้งหมด
อีกเรื่องที่ต้องคิดใหม่คือการจัดสรรพื้นที่ Data Center
Data Center ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ต้องการโครงข่าย Fiber และต้องอยู่ในพื้นที่ที่สามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ ที่สำคัญคือการเลือกพื้นที่หนึ่งแห่งไม่ได้กระทบเฉพาะที่ดินของโครงการ แต่กระทบระบบไฟฟ้าและน้ำโดยรอบด้วย
ที่ผ่านมาไทยมีพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมที่รองรับการลงทุนอยู่แล้ว แต่การวาง Data Center ยังควรพัฒนาไปอีกขั้น โดยใช้ข้อมูลเรื่อง Capacity ของไฟฟ้า น้ำ ผังเมือง ความเสี่ยงน้ำท่วม และโครงข่ายดิจิทัลประกอบกัน แนวคิด Power & Water Map ที่ภาครัฐกำลังผลักดันจึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดจากการพิจารณาเฉพาะตัวโครงการ ไปสู่การมองว่าพื้นที่นั้นมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่
อีกหนึ่งจุดที่ต้องแยกให้ออกคือ บทบาทของ BOI กับบทบาทของหน่วยงานกำกับ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน และในช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มเงื่อนไขสำหรับ Data Center มากขึ้น ทั้งด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากร และประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ
มีการตั้งกลไกกลั่นกรองโครงการในมิติพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวคิด Power & Water Map เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาโครงการ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะสะท้อนว่ารัฐเริ่มมองเห็นแล้วว่า Data Center ไม่สามารถพิจารณาเฉพาะจำนวนเงินลงทุนได้
แต่เมื่อได้รับบัตรส่งเสริมแล้ว Data Center ยังต้องเดินต่อผ่านกฎหมายอีกหลายชุด ทั้งกฎหมายอาคาร ผังเมือง สิ่งแวดล้อม พลังงาน น้ำ และกฎหมายท้องถิ่น จุดนี้จึงต้องมีระบบติดตามหลังการส่งเสริมที่ชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะกรณีที่โครงการมีการขยายกำลังการประมวลผลหรือเพิ่มการใช้ไฟฟ้าและน้ำจากแผนเดิม
อีกด้านหนึ่งที่ควรนำมาทบทวนคือเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน Data Center อย่างที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจประเภทนี้มีจุดแข็งตรงที่สามารถนำเงินทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้าประเทศได้รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสำคัญจำนวนมากยังเป็นของบริษัทต่างชาติ
เป็นโจทย์ของรัฐที่จะทำอย่างไรให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของมูลค่า และเม็ดเงินการลงทุนที่เข้ามาซึ่งอาจจะกำหนดให้มีตัวชี้วัดเรื่องการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาบุคลากรไทย การใช้ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าทุกบริษัทต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีแกนหลักของบริษัท แต่ควรกำหนดให้ชัดว่า การใช้สิทธิประโยชน์ระดับสูงต้องสร้างผลประโยชน์ที่มากกว่าการนำ Server มาตั้งในประเทศไทย
กรณีนี้ หากเปรียบเทียบในกรณีต่างประเทศ กรณีของรัฐยะโฮร์ในมาเลเซียมีความน่าสนใจ เพราะเส้นทางการเติบโตคล้ายกับไทยในหลายด้าน ยะโฮร์กลายเป็นปลายทางสำคัญของ Data Center หลังสิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากร การลงทุนจึงไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่พื้นที่ที่มีที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานรองรับมากกว่า
แต่เมื่อการลงทุนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาไฟฟ้า น้ำ และผลกระทบต่อชุมชนก็เริ่มกลายเป็นเรื่องทางสังคมและการเมือง มาเลเซียจึงเริ่มขยับจากการเน้นดึงการลงทุนไปสู่การคัดกรองโครงการมากขึ้น มีการพูดถึงมาตรการด้านพลังงานและน้ำ รวมถึงข้อจำกัดต่อ Data Center ที่ใช้ทรัพยากรน้ำในระดับสูง ขณะที่บางรัฐเพิ่มมาตรฐานประสิทธิภาพและเงื่อนไขการมีส่วนร่วมของธุรกิจท้องถิ่น ยะโฮร์ยังตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคเพื่อประเมินโครงการก่อนอนุมัติ โดยพิจารณาทั้งน้ำ ไฟฟ้า สาธารณูปโภค ความเหมาะสมของพื้นที่ และประสิทธิภาพการใช้น้ำ
เช่นเดียวกันเรื่องนี้ เรายัวมีโอกาสเรียนรู้จากจุดนี้ก่อนที่จะเกิดปัญหาบานปลาย แน่นอนที่สุดการเข้ามาลงทุนของ Data Center ยังเป็นการลงทุนที่ไทยควรส่งเสริม เพราะเศรษฐกิจดิจิทัล Cloud และ AI ล้วนต้องการโครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้ แต่การส่งเสริมที่ดีไม่ควรหมายถึงการเปิดพื้นที่และทรัพยากรให้โครงการเข้ามาโดยไม่มีกรอบกำกับที่เหมาะสม
สิ่งที่ไทยต้องทำจึงไม่ใช่การออกกฎหมายเพิ่มทุกเรื่อง หากแต่เป็นการอุดช่องว่างที่เกิดจากกฎหมายเดิมซึ่งถูกออกแบบมาก่อน Data Center จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เริ่มจากการมีนิยามและฐานข้อมูลกลาง มีประเภทกิจการและอาคารที่ชัดเจน ประเมินสิ่งแวดล้อมตามขนาดและผลกระทบ กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมตามศักยภาพของไฟฟ้าและน้ำ สร้างระบบติดตามหลังได้รับการส่งเสริม และผูกสิทธิประโยชน์กับผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในระยะยาว
วันนี้สิ่งที่ประเทศไทยกำลังตัดสินใจไม่ใช่เพียงว่าจะรับ Data Center กี่แห่งแต่กำลังตัดสินใจว่า จะออกแบบกติกาอย่างไรให้การลงทุนที่ใช้ทรัพยากรของประเทศจำนวนมาก กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่การเข้ามาของบรรษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งอยู่ในประเทศไทยแต่เพียงอย่างเดียว



