ปลาหมอคางดำ จากวิกฤตชนิดพันธุ์รุกราน สู่ความรับผิดทางนิเวศและความเป็นธรรม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปลา แต่อยู่ที่อำนาจในการสร้างความเสี่ยง
การระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยถูกกล่าวถึงในฐานะวิกฤตชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานมาเป็นเวลานาน ข้อถกเถียงส่วนใหญ่จึงวนอยู่กับคำถามว่าปลามาจากไหน ใครควรรับผิด รัฐจัดการล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนจะจับ กำจัด หรือใช้ประโยชน์จากปลาที่แพร่กระจายออกไปแล้วอย่างไร
คำถามเหล่านี้มีความสำคัญ แต่ยังมีคำถามอีกชั้นหนึ่งที่สังคมไทยพูดถึงน้อยกว่ามาก นั่นคือ ใครมีอำนาจนำสิ่งมีชีวิตข้ามพรมแดนทางนิเวศ ใครเป็นผู้อนุญาต ใครได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนั้น ใครไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเมื่อความเสี่ยงกลายเป็นความเสียหาย เหตุใดคนและธรรมชาติที่ไม่ได้สร้างความเสี่ยงจึงต้องกลายเป็นผู้รับผลของมัน
เมื่อมองเช่นนี้ ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ได้อยู่ที่ปลาเพียงอย่างเดียว ปลาไม่ได้เป็นผู้เลือกเดินทางข้ามทวีป ไม่ได้ยื่นคำขอนำเข้า และไม่ได้สร้างระบบเศรษฐกิจที่เคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตไปมาระหว่างระบบนิเวศ สิ่งที่ต้องถูกตรวจสอบจึงเป็นระบบอำนาจของมนุษย์ที่ทำให้การเคลื่อนย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นได้ รวมถึงกติกาที่กำหนดว่าใครมีสิทธิตัดสินใจเหนือความเสี่ยง และใครต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้น
นี่คือปัญหาของความเป็นธรรมทางนิเวศ หรือ Ecological Justice เพราะความเสี่ยงไม่ได้ถูกสร้างและกระจายอย่างเท่าเทียมกัน ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจสามารถเข้าถึง ใช้ เคลื่อนย้าย และสร้างมูลค่าจากธรรมชาติได้มากกว่าชุมชนที่พึ่งพาระบบนิเวศโดยตรง ขณะที่ชาวประมง เกษตรกร ชุมชนชายฝั่ง และสิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นแทบไม่มีอำนาจปฏิเสธความเสี่ยงที่ผู้อื่นนำเข้ามาสู่พื้นที่ชีวิตของตน
ระบบเศรษฐกิจจึงสามารถทำให้ผลประโยชน์เป็นของเอกชน ขณะที่ความเสี่ยงและความเสียหายกลายเป็นของส่วนรวม เมื่อความเสี่ยงไม่ถูกนับเป็นต้นทุนของกิจการ ต้นทุนที่หายไปจากบัญชีธุรกิจย่อมกลับมาปรากฏในงบประมาณของรัฐ รายได้ของชุมชน ภาระของผู้เสียภาษี และความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ
สำหรับสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ความไม่เป็นธรรมนี้ยิ่งรุนแรง เพราะเมื่อสิ่งมีชีวิตหลุดเข้าสู่ระบบนิเวศแล้ว มันสามารถแพร่พันธุ์ เคลื่อนที่ และขยายผลกระทบต่อไปได้เอง ความเสียหายอาจดำรงอยู่อีกหลายปีหรือหลายทศวรรษ แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือการทดลองที่เป็นจุดเริ่มต้นจะสิ้นสุดไปแล้ว ผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ตัดสินใจ และผู้รับความเสียหายจึงอาจเป็นคนละกลุ่ม อยู่กันคนละพื้นที่ และกระทั่งคนละรุ่น
การพิสูจน์ความรับผิดของบุคคลหรือองค์กรใดเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม แต่ความรับผิดเฉพาะรายไม่ควรบดบังคำถามที่ใหญ่กว่า คือเหตุใดระบบเศรษฐกิจและกฎหมายจึงเปิดพื้นที่ให้คนบางกลุ่มมีอำนาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบชีวิต ขณะที่คนอีกจำนวนมาก รวมทั้งธรรมชาติ ต้องรับผลของความเสี่ยงโดยแทบไม่มีอำนาจร่วมตัดสินใจ
คุนหมิง–มอนทรีออลกับการย้ายความรับผิดกลับไปยังต้นทาง
กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออล หรือ Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework (KMGBF) ให้ความสำคัญกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานโดยตรง เป้าหมายที่ 6 กำหนดให้ประเทศต่าง ๆ จัดการเส้นทางการนำเข้า ป้องกันการนำเข้าและการตั้งถิ่นฐานของชนิดพันธุ์ที่มีความเสี่ยง และลดอัตราการนำเข้าและการตั้งถิ่นฐานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รู้หรือคาดว่าอาจรุกรานลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี 2030 รวมถึงควบคุมหรือกำจัดชนิดพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานแล้ว
ความสำคัญของเป้าหมายนี้อยู่ที่การย้ายจุดสนใจจากปลายทางกลับไปยังต้นทาง การประเมินความเสี่ยงก่อนนำเข้า ระบบกักกัน การตรวจสอบย้อนกลับ การติดตามหลังได้รับอนุญาต ระบบเตือนภัย และการตอบสนองตั้งแต่ระยะแรก ย่อมมีความหมายมากกว่าการรอให้ชนิดพันธุ์หนึ่งแพร่กระจายจนกลายเป็นวิกฤต แล้วจึงใช้ทรัพยากรสาธารณะจำนวนมากเข้าไปตามกำจัด
ความสำเร็จของประเทศไทยจึงไม่ควรวัดจากจำนวนปลาหมอคางดำที่จับออกจากแหล่งน้ำเท่านั้น แต่ต้องวัดว่าหลังจากวิกฤตครั้งนี้ ระบบอนุญาตนำเข้าสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ใครมีหน้าที่ประเมินความเสี่ยง ใครรับผิดชอบการติดตามหลังได้รับอนุญาต ใครต้องแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ และใครเป็นผู้รับต้นทุนหากมาตรการป้องกันล้มเหลว
เป้าหมายที่ 14 ของ KMGBF ยังเรียกร้องให้ความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย กฎระเบียบ การวางแผน และการตัดสินใจของรัฐ ขณะที่เป้าหมายที่ 15 ขยายความรับผิดไปยังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติ ให้ติดตาม ประเมิน และเปิดเผยความเสี่ยง การพึ่งพา และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมายดังกล่าวไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงรายงานความยั่งยืนของบริษัท เพราะคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เหตุใดผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่ต้องรับต้นทุนของความเสี่ยงนั้นอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้น
เมื่อทุนสร้างความเสี่ยง ใครเป็นผู้จ่าย
ปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากเกิดขึ้นภายใต้ตรรกะเดียวกัน คือผู้ประกอบการสามารถคำนวณต้นทุนแรงงาน วัตถุดิบ พลังงาน หรือการขนส่งเข้าไปในราคาสินค้า แต่ต้นทุนของความเสี่ยงต่อระบบนิเวศกลับถูกวางไว้นอกบัญชี เมื่อความเสียหายเกิดขึ้น สังคมจึงค่อยนำงบประมาณสาธารณะเข้าไปแก้ไขสิ่งที่ไม่เคยถูกนับเป็นต้นทุนของกิจกรรมตั้งแต่แรก
การนำเข้าสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่มีความเสี่ยงจึงควรมาพร้อมภาระความรับผิดที่สูงกว่ากิจกรรมทั่วไป ผู้ประกอบการควรต้องประเมินความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ มีระบบกักกันและตรวจสอบย้อนกลับ มีแผนรับมือเมื่อเกิดการหลุดรอด และมีหลักประกันทางการเงินหรือประกันความรับผิดทางนิเวศไว้ล่วงหน้า
บทเรียนของสหภาพยุโรปมีความสำคัญในเรื่องนี้ Environmental Liability Directive ใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และกำหนดความรับผิดในการป้องกันและฟื้นฟูความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับกิจกรรมเสี่ยงบางประเภท ความรับผิดสามารถเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจงใจหรือความประมาท แม้ยังต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมกับความเสียหาย เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการจ่ายค่าชดเชย แต่รวมถึงการทำให้ต้นทุนการฟื้นฟูธรรมชาติกลับไปอยู่กับผู้สร้างความเสียหาย
สำหรับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายอาจพัฒนาต่อไปเป็นแนวคิดผู้สร้างเส้นทางการนำเข้าเป็นผู้รับผิด หรือ Introducer Pays ผู้ที่สร้างเส้นทางความเสี่ยงควรมีหน้าที่ตลอดวงจร ตั้งแต่การป้องกัน เฝ้าระวัง ควบคุม ไปจนถึงการฟื้นฟูเมื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับความเสียหายได้
ตราบใดที่กำไรสามารถเป็นของเอกชน แต่ความเสียหายสามารถเป็นของส่วนรวม ระบบเศรษฐกิจก็ยังมีแรงจูงใจให้สร้างความเสี่ยงต่อธรรมชาติต่อไป
ชดเชยผู้คนแล้ว ธรรมชาติฟื้นหรือยัง
ความไม่เป็นธรรมยังไม่ได้จบลงเมื่อผู้เสียหายได้รับเงิน เพราะระบบความรับผิดแบบเดิมมักมองความเสียหายผ่านมนุษย์เป็นหลัก เราสามารถคำนวณรายได้ที่ชาวประมงสูญเสีย มูลค่าผลผลิตที่ลดลง หรือค่าใช้จ่ายของรัฐในการกำจัดปลาได้ แต่การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหาร การลดลงของสัตว์น้ำพื้นถิ่น การสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรม หรือความสามารถในการฟื้นตัวของพื้นที่ชุ่มน้ำและระบบนิเวศปากแม่น้ำ ไม่อาจสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจได้ทั้งหมด
บทเรียนจากเอกวาดอร์เปิดพื้นที่ทางความคิดอีกแบบหนึ่ง รัฐธรรมนูญของเอกวาดอร์รับรองสิทธิของธรรมชาติ หรือ Rights of Nature โดยให้ธรรมชาติมีสิทธิในการดำรงอยู่ ตลอดจนการรักษาและฟื้นคืนวงจรชีวิต โครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการวิวัฒนาการ อีกทั้งรับรองสิทธิในการฟื้นฟูของธรรมชาติแยกออกจากการชดเชยบุคคลและชุมชน
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากชาวประมงหรือเกษตรกรได้รับการเยียวยาครบถ้วน แต่สัตว์น้ำพื้นถิ่นยังไม่กลับมา โครงสร้างของระบบนิเวศยังเปลี่ยนแปลง และพื้นที่ชุ่มน้ำยังสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัว ความเสียหายทางนิเวศก็ยังดำรงอยู่
การเยียวยาผู้คนอาจสิ้นสุดลงได้ก่อนที่บาดแผลของธรรมชาติจะสิ้นสุด
Rights of Nature จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่ม “สิทธิอีกประเภทหนึ่ง” เข้าไปในกฎหมาย แต่ท้าทายรากฐานของระบบความยุติธรรมที่ถือว่ามนุษย์เป็นผู้เสียหายที่มีสถานะทางกฎหมาย ขณะที่ธรรมชาติเป็นเพียงวัตถุ ทรัพย์สิน หรือทรัพยากรที่มีคุณค่าผ่านประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากมัน
หากธรรมชาติมีสิทธิในการดำรงอยู่ รักษาความสมบูรณ์ และฟื้นตัว คำถามทางกฎหมายย่อมเปลี่ยนจาก “มนุษย์สูญเสียเงินเท่าใด” ไปสู่ “ระบบชีวิตสูญเสียอะไร และต้องทำอะไรเพื่อให้มันสามารถดำรงและฟื้นตัวต่อไปได้”
ตรงนี้เองที่ Rights of Nature เชื่อมเข้ากับ Ecological Justice เพราะความยุติธรรมไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะการแบ่งผลประโยชน์และความเสียหายอย่างเป็นธรรมระหว่างมนุษย์ แต่ต้องรวมถึงความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมระหว่างมนุษย์กับโลกที่มีชีวิตด้วย
เมื่อ Ecological Justice ไปถึงคำถามเรื่อง Ecocide
แนวคิด Ecocide เกิดขึ้นบนคำถามนี้ กฎหมายของบางประเทศเริ่มยอมรับว่าการทำลายสิ่งแวดล้อมบางระดับไม่ควรถูกลดทอนเป็นเพียงต้นทุนทางธุรกิจที่สามารถจ่ายค่าปรับหรือชดเชยแล้วจบลง ฝรั่งเศสนำคำว่า cocide มาใช้กับความผิดด้านสิ่งแวดล้อมบางประเภทภายใต้องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด ขณะที่เบลเยียมบัญญัติความผิด Ecocide สำหรับการกระทำโดยเจตนาและมิชอบด้วยกฎหมายที่ก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง กว้างขวาง และยาวนาน
กรณีปลาหมอคางดำจึงสมควรถูกนำมาพิจารณาผ่านกรอบ Ecocide อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อด่วนตัดสินว่าบุคคลหรือองค์กรใดกระทำความผิด แต่เพื่อสำรวจว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความรุนแรง กว้างขวาง และยาวนานต่อระบบนิเวศเพียงใด ผู้มีอำนาจตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลารับรู้หรือควรรับรู้ความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และเมื่อความเสี่ยงปรากฏขึ้นแล้ว มีการป้องกัน ยับยั้ง และฟื้นฟูอย่างเพียงพอหรือไม่
กรอบ Ecocide ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการกล่าวหา แต่จากการยอมรับว่า ความเสียหายต่อระบบชีวิตบางประเภทอาจร้ายแรงเกินกว่าจะเป็นเพียงต้นทุนทางเศรษฐกิจ ค่าชดเชย หรือความผิดทางปกครอง หากความเสียหายแพร่กว้าง ยาวนาน และบั่นทอนความสามารถของระบบนิเวศในการดำรงและฟื้นตัว สังคมย่อมมีเหตุผลที่จะถามว่าความรับผิดควรถูกยกระดับขึ้นไปเพียงใด
รัฐไม่ได้อยู่นอกความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับธรรมชาติ
การวิพากษ์ความรับผิดของทุนเพียงฝ่ายเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้ดำเนินอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่า รัฐเป็นผู้กำหนดกติกา ออกใบอนุญาต กำหนดมาตรฐานความเสี่ยง ตรวจสอบ เฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมาย
ดังนั้น รัฐไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้ามาแก้ปัญหาหลังความเสียหายเกิดขึ้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่กำหนดตั้งแต่ต้นว่า ความเสี่ยงแบบใดได้รับอนุญาต ใครมีสิทธิตัดสินใจ และเสียงของใครถูกนับอยู่ในกระบวนการนั้น
หากระบบกำกับดูแลให้ความสำคัญกับความสะดวกของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าหลักป้องกันไว้ก่อน หากการประเมินความเสี่ยงอ่อนแอ หากการติดตามหลังอนุญาตไม่เพียงพอ หรือหากชุมชนไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลและตั้งคำถามต่อความเสี่ยง รัฐย่อมไม่ได้เป็นเพียงผู้กำกับทุน แต่มีส่วนในการกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้ความเสี่ยงของทุนสามารถถูกส่งต่อไปยังสังคมและธรรมชาติได้
ในขณะเดียวกัน ชุมชนไม่ควรถูกวางไว้เพียงปลายทางในฐานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” ที่รอการช่วยเหลือหรือค่าชดเชย ชาวประมงพื้นบ้าน เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นมีความรู้จากการอยู่กับระบบนิเวศ และมักเป็นคนกลุ่มแรกที่เห็นความเปลี่ยนแปลง พวกเขาจึงควรมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล เฝ้าระวัง เตือนภัย มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเรียกร้องการป้องกันและฟื้นฟูได้
Rights of Nature กับสิทธิชุมชนจึงมาบรรจบกันตรงนี้ ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อของความเสียหาย แต่สามารถเป็นผู้พิทักษ์ระบบนิเวศที่ตนดำรงชีวิตอยู่ร่วมด้วย
หลังปลาหมอคางดำ เราต้องเปลี่ยนระบบความรับผิด
บทเรียนจากต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าไทยต้องคัดลอกกฎหมายของสหภาพยุโรป เอกวาดอร์ ฝรั่งเศส หรือเบลเยียม แต่ช่วยให้เห็นทิศทางของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนจากการตามเยียวยาความเสียหาย ไปสู่คำถามว่าใครมีอำนาจสร้างความเสี่ยง ใครได้รับประโยชน์ ใครต้องรับต้นทุน และธรรมชาติที่เสียหายจะได้รับการฟื้นฟูอย่างไร
ประเทศไทยควรรับรองความเสียหายทางนิเวศให้เป็นความเสียหายในตัวเอง แยกออกจากความเสียหายต่อบุคคลและทรัพย์สิน การฟื้นฟูธรรมชาติต้องเป็นความรับผิดอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่มีความเสี่ยงควรมีการประเมินผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบกักกันและตรวจสอบย้อนกลับ การติดตามหลังได้รับอนุญาต แผนตอบสนองฉุกเฉิน และหลักประกันทางการเงิน ในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงควรพิจารณาหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด หรือ Strict Liability เมื่อสามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมกับความเสียหาย เพื่อไม่ให้ชุมชนซึ่งไม่ได้สร้างความเสี่ยงต้องรับภาระในการพิสูจน์ความจงใจหรือความประมาททั้งหมด
แต่การปฏิรูปไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้ผู้สร้างความเสียหายจ่ายมากขึ้น เพราะคำถามของ Ecological Justice อยู่ลึกกว่านั้น คือ ใครมีสิทธิสร้างความเสี่ยงต่อธรรมชาติตั้งแต่แรก และผู้ที่จะต้องอยู่กับผลของความเสี่ยงนั้นมีสิทธิปฏิเสธหรือร่วมตัดสินใจมากเพียงใด
ระบบปัจจุบันให้สิทธิแก่ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจในการใช้ เคลื่อนย้าย และสร้างมูลค่าจากธรรมชาติได้มากกว่าที่ให้สิทธิแก่ชุมชนในการปฏิเสธความเสี่ยง และมากกว่าที่ให้สถานะแก่ธรรมชาติในการปกป้องการดำรงอยู่ของตนเอง ความไม่สมดุลนี้คือสิ่งที่ต้องถูกเปลี่ยน
เมื่ออำนาจเหนือธรรมชาติเพิ่มขึ้น ความรับผิดต้องเพิ่มตาม
เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทำให้มนุษย์สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิต พันธุกรรม และทรัพยากรข้ามพรมแดนทางนิเวศได้อย่างกว้างขวาง ทุนสามารถเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นทรัพยากร สินค้า และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐมีอำนาจรับรองหรือจำกัดกระบวนการเหล่านั้น แต่ชุมชนและสิ่งมีชีวิตที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจกลับมีอำนาจน้อยกว่ามาก
นี่คือเหตุผลที่ Ecological Justice ต้องไปไกลกว่าหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เพราะการจ่ายหลังเกิดความเสียหายยังไม่ได้ตอบคำถามว่า เหตุใดคนบางกลุ่มจึงมีอำนาจสร้างความเสี่ยงให้กับคนอื่นและระบบชีวิตตั้งแต่แรก
ความยุติธรรมจึงต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนความเสียหาย ผ่านสิทธิในการรับรู้ สิทธิในการมีส่วนร่วม สิทธิในการปฏิเสธความเสี่ยงที่ไม่เป็นธรรม และหน้าที่ของผู้สร้างความเสี่ยงในการพิสูจน์ว่ากิจกรรมของตนจะไม่ผลักต้นทุนที่ไม่อาจย้อนคืนไปให้ผู้อื่น
บทเรียนจากปลาหมอคางดำจึงไม่ควรจบที่จำนวนปลาที่จับออกจากแหล่งน้ำหรือจำนวนเงินชดเชย แต่ควรนำไปสู่การจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างทุน รัฐ ชุมชน และธรรมชาติขึ้นใหม่
เพราะความเป็นธรรมทางนิเวศไม่ได้ถามเพียงว่า ใครต้องรับผิดเมื่อธรรมชาติถูกทำลาย แต่ถามย้อนกลับไปถึงต้นทางว่า ใครมีอำนาจตัดสินใจเหนือธรรมชาติ ใครได้รับประโยชน์จากอำนาจนั้น ใครถูกบังคับให้รับความเสี่ยง และธรรมชาติมีสิทธิอะไรที่จะดำรงอยู่ท่ามกลางการตัดสินใจของมนุษย์
ในโลกที่อำนาจของมนุษย์และทุนในการเปลี่ยนแปลงระบบชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ความรับผิดเติบโตทันกับอำนาจ แต่คือการตั้งคำถามกับการกระจายอำนาจเหนือธรรมชาตินั้นเสียใหม่



