อดีตผู้บริหารสูงสุดคนแรกเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ต่ง เจี้ยนหัว ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 89 ปี นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ยึดมั่นอุดมการณ์อุทิศตนเพื่อประเทศและการรับใช้ฮ่องกง ผู้มีคุณูปการต่อหลักการหนึ่งประเทศสองระบบ ช่วยให้ฮ่องกงกลับคืนสู่มาตุภูมิและผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านไปได้ นโยบายหลายประการที่ผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง หรือการเพิ่มปริมาณที่อยู่อาศัยเพื่อแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัย สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความสามารถในการมองการณ์ไกล แต่น่าเสียดายในเวลานั้น ฮ่องกงต้องเผชิญปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ไม่เอื้อต่อการปฏิรูปตามสมควร จึงไม่สามารถบรรลุผลได้ทั้งหมด อดีตผู้บริหารสูงสุดล้วนมาจากราชการ แต่ “ต่ง เจี้ยนหัว” คือผู้บริหารสูงสุดเพียงคนเดียวที่มาจากภาคธุรกิจ ดำรงตำแหน่งเกือบ 8 ปี
การที่รัฐบาลกลางจีนกลับคืนสู่อำนาจอธิปไตยเหนือฮ่องกง ถือเป็นจุดหมายสำคัญบนเส้นทางการฟื้นฟูความรุ่งเรืองของประเทศและประชาชาติจีน “ต่ง เจี้ยนหัว” เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และเป็นผู้บุกเบิกการปฏิบัติตามหลัก “หนึ่งประเทศสองระบบ” และ “ชาวฮ่องกงปกครองฮ่องกง”
วันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ซึ่งเป็นวันก่อตั้งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง “ต่ง เจี้ยนหัว” ได้กล่าวสุนทรพจน์ เสนอแนวทางยกระดับสถานะของฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ผลักดันการปฏิรูประบบการศึกษา และเพิ่มปริมาณการก่อสร้างที่อยู่อาศัยครั้งใหญ่ แต่เส้นทางการปฏิรูปฮ่องกงกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค นโยบายระยะยาวหลายประการไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัย “85,000 ยูนิต” การจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์การแพทย์แผนจีน เมื่อนำไปปฏิบัติจริงกลับต้องเผชิญกับความยากลำบากและความท้าทายมากมาย การยุติลงของโครงการ “85,000 ยูนิต” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
แม้สามารถฝ่าวิกฤตการเงินเอเชียได้สำเร็จด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง แต่หลังผ่านวิกฤต เศรษฐกิจฮ่องกงได้รับความเสียหายอย่างหนัก ฐานะการคลังของรัฐบาลอยู่ภายใต้แรงกดดัน ขณะที่มาตรการลดรายจ่ายของรัฐบาลไม่ได้รับความนิยม และปี 2003 ยังเกิดการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ความท้าทายจากภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้บั่นทอนพลังทางการเมืองของรัฐบาล และไม่เอื้อต่อการผลักดันการปฏิรูป
“ต่ง เจี้ยนหัว” มาจากภาคธุรกิจ มีประสบการณ์ทางการเมืองค่อนข้างจำกัด จึงยังไม่เข้าใจกลไกและตรรกะการทำงานของระบบราชการ และขาดทักษะทางการเมืองที่จำเป็นต่อการรับมือกับสถานการณ์อันซับซ้อน การออกแบบระบบการเมืองของเขตบริหารพิเศษหลังการส่งมอบอำนาจ ไม่ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างจริงจังจากระบบข้าราชการ บางครั้งถึงขั้นเกิดสถานการณ์ที่ระบบราชการกลายเป็นแรงฉุดรั้งการดำเนินนโยบาย พร้อมกับคำพูดประชดประชันที่ว่า “High Tech หากำไร ส่วน Low Tech กอบโกยผลประโยชน์” สะท้อนทัศนคติของภาคธุรกิจในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ภาคธุรกิจให้ความสนใจกับการซื้อขายเก็งกำไรเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
อีกภารกิจสำคัญที่ไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จ คือการออกกฎหมายตามมาตรา 23 ของกฎหมายพื้นฐานฮ่องกง หากกล่าวว่าความล้มเหลวของโครงการ “85,000 ยูนิต” เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การผลักดันกฎหมายมาตรา 23 ก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อน แต่ต้องยอมรับว่าขณะนั้น สถานการณ์ทางการเมืองและสภาพแวดล้อมทางสังคมยังไม่เอื้อให้กฎหมายมาตรา 23 ผ่านความเห็นชอบได้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หนึ่งในคุณูปการสำคัญคือการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยผลักดันให้อัตราส่วนเยาวชนฮ่องกงในวัยศึกษาที่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 14 ในช่วงแรก เป็นเกือบร้อยละ 50 ซึ่งช่วยสร้างบุคลากรจำนวนมากสำหรับการพัฒนาฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง
โครงการ Cyberport ที่ผลักดัน แม้เคยถูกตั้งคำถามว่าอาจกลายเป็นเพียงโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ปัจจุบัน “ไซเบอร์พอร์ต” ได้กลายเป็นฐานสำคัญแห่งหนึ่งสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม แนวคิดในการก่อสร้างศูนย์กลางการแพทย์แผนจีน ซึ่งในเวลานั้นต้องยุติลงเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ แต่ปัจจุบันฮ่องกงมีโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนแล้ว และการพัฒนาการแพทย์แผนจีนและอุตสาหกรรมยาจีนก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วลี “ฮ่องกงดี ประเทศชาติก็ดี ประเทศชาติดี ฮ่องกงก็ยิ่งดี” คือวาทะอันโด่งดังของ “ต่ง เจี้ยนหัว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่
ปัจจุบันการพัฒนากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ การใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของฮ่องกงเพื่อสนับสนุนความต้องการของประเทศ ไม่เพียงเป็นหนทางในการรักษาความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพของฮ่องกงเท่านั้น แต่ยังเป็นภารกิจของฮ่องกงบนเส้นทางการฟื้นฟูความรุ่งเรืองของประชาชาติจีนอีกด้วย ดังนั้น วลีที่ว่า “ฮ่องกงดี ประเทศชาติก็ดี ประเทศชาติดี ฮ่องกงก็ยิ่งดี” จึงยังคงมีความหมายและสามารถนำมาใช้ได้จนถึงทุกวันนี้



