คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : คุณเข้าไปดีดตัวออกมาจาก‘กลุ่มนั้น’หรือยัง?
เรื่องเริ่มจากสำนักพิมพ์วรรณกรรมไทยแห่งหนึ่งเผยแพร่ภาพนักเขียนหญิงที่มาร่วมแจกลายเซ็นในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่เพิ่งจบลงไป แต่แล้วไม่นานภาพและโพสต์นั้นก็ถูกลบ ตามด้วยแถลงการณ์ประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ
ในตอนแรกก็ทำให้ผู้คนนักอ่านนักเขียนสงสัยกันว่าเกิดดราม่าอะไรกันขึ้น จนกระทั่งได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า เป็นเพราะมีผู้นำภาพของนักเขียนหญิงท่านนั้นไปโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊กที่มีสมาชิกร่วมแสนคน เพื่อตามหาบัญชีส่วนตัวของเธอ หรือที่ภาษาในวงการเรียกว่า “ขอวาร์ป”
ซึ่งไม่เพียงแต่การตามหาบัญชีส่วนตัวไปเพื่อการส่องแบบขอวาร์ป แต่บางคนในกลุ่มทำเลยเถิดไปกว่านั้นกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เคยถูกโพสต์ขอวาร์ปไปก่อนหน้า เช่น มีการวิพากษ์วิจารณ์หน้าตารูปลักษณ์ในเชิงคุกคามทางเพศ การติดตามแบบสตอล์กเกอร์ และหนักหนาถึงขนาดนำภาพไปให้ AI สร้างภาพขึ้นใหม่โดยไม่เหมาะสม เมื่อกลุ่มดังกล่าวถูกค้นพบในวงกว้าง ก็มีการกล่าวถึงและวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม กระแสวิจารณ์ยังขยายไปถึงบุคคลที่มีชื่อเป็นสมาชิกกลุ่ม แล้วก็พบว่าเกือบทุกคนมีมิตรสหายที่เป็นผู้ชายเข้าไปร่วมสมาชิกในกลุ่มนี้ด้วยมากน้อยตามจำนวนเพื่อนในเฟรนด์ลิสต์ ซึ่งหลายคนก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกต่างหาก
กระทั่งเรื่องก็ใหญ่โตเข้าไปอีกเมื่อสำนักพิมพ์แซลมอนประกาศงดจำหน่ายผลงานของนักเขียนชื่อดังสองท่าน สืบเนื่องจากการมีชื่อเป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าว นักเขียนทั้งสองออกมาขอโทษ พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการคุกคาม และได้ออกจากกลุ่มแล้ว และต่อมา กลุ่มต้นเรื่องนี้ก็ปิดตัวลง ไม่แน่ใจว่าเพราะผู้เกี่ยวข้องปิดเอง หรือถูกรุมรายงาน (รีพอร์ต) จนทางเฟซบุ๊กเป็นผู้ดำเนินการ
หลายคนอ่านหรือรับรู้ข่าวนี้แล้วอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า “มันต้องขนาดนี้เลยหรือ”
สิ่งที่คนรุ่นก่อนจะต้องทำความเข้าใจคือ เราต้องยอมรับว่ามุมมองและค่านิยมของสังคมเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสิบหรือสิบห้าปีก่อนค่อนข้างมาก สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นเพียงบทสนทนาในหมู่ผู้ชายแบบเรื่องตลกโปกฮา วันนี้พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป เพราะเริ่มมีการตั้งคำถามโดยพิจารณาจากฝ่ายผู้ถูกกระทำว่าผู้หญิงหรือบุคคลที่ถูกนำภาพมาวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นที่สาธารณะหรือถูกติดตามสืบเสาะข้อมูลส่วนตัวอย่างละลาบละล้วงโดยไม่ได้อนุญาตหรือแม้แต่รู้เห็นรับรู้นั้นจะรู้สึกอย่างไร
ไม่ว่าในระยะแรกกลุ่มดังกล่าวจะมีลักษณะอย่างไร แต่ในบรรยากาศของสังคมเมื่อสิบกว่าปีก่อน การเข้ากลุ่มเฟซบุ๊กเพื่อ “ส่อง” ภาพหญิงสาวแปลกหน้า หรือพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตาของเธอ หากไม่ได้ใช้ถ้อยคำลามกหยาบคายจนเกินไป ก็มักถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่พอรับได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตจนต้องเรียกร้องให้ใครออกมารับผิดชอบ
แต่สำหรับค่านิยมทางสังคมในปัจจุบัน พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป สิ่งที่เคยเข้าใจได้ในฐานะความสนุกซุกซนของชายหนุ่มบ้างไม่หนุ่มบ้างดังกล่าวนั้น ในปัจจุบันอาจนับเป็นการคุกคามทางเพศที่สังคมไม่ยอมปล่อยผ่านอีกแล้ว
สัญญาณหนึ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน คือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาซึ่งมีผลใช้บังคับไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2568 โดยเพิ่มฐานความผิดเรื่องการคุกคามทางเพศไว้ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับเพศโดยเฉพาะ พร้อมกำหนดนิยามให้ครอบคลุมทั้งการกระทำทางกาย วาจา ท่าทาง การเฝ้าดู การติดตามรังควาน ตลอดจนการกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสาร หากมีลักษณะส่อไปในทางเพศ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้ถูกกระทำเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือไม่ปลอดภัยในทางเพศ
ความน่าสนใจสำหรับผม ผู้เขียน คือข่าวสังคมเรื่องนี้อาจเป็นกระจกอีกบานหนึ่งที่ช่วยสอบทานตรรกะของผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายก้าวหน้า” โดยเฉพาะเมื่อลองย้อนกลับไปนึกถึงข้อถกเถียงเรื่องการดำเนินคดีกับผู้กดไลค์หรือแชร์ข้อความทางการเมือง ตลอดจนการติดตามบุคคลที่อำนาจรัฐมองว่าเป็นภัย ในเวลานั้น เราเคยยืนยันกันว่า “กดไลค์ไม่ใช่อาชญากรรม” และการแชร์ข้อความก็ไม่ได้แปลว่าผู้แชร์เห็นด้วยกับเนื้อหาทั้งหมด
แต่เมื่อมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เรายังยืนยันหลักคิดเช่นนั้นอยู่หรือไม่ ว่าการ “กดไลค์” เข้าไปในกลุ่มเฟซบุ๊กที่มีปัญหานั้นก็ไม่ควรต้องรับผิดด้วยแนวคิดอย่างเดียวกัน หรือเราเริ่มจะเข้าใจได้แล้วว่า ในบางครั้ง การ “กดไลค์” ในบางกรณีก็อาจจะถือว่าร่วมรับรู้เห็นด้วย หรืออย่างน้อยก็คือเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองเข้าไปอยู่ร่วมในกลุ่มนั้นไม่ใช่ปัญหา ซึ่งนั่นก็ “อาจ” สมควรต้องรับส่วนแห่งความผิดนั้นบ้าง
เพราะแม้เราอาจจะต้องแยกแยะระหว่างผู้ที่เป็นเพียงสมาชิกกับผู้ลงมือล่วงละเมิดหรือคุกคาม ก็ไม่ได้หมายความว่าการเข้าร่วมอยู่เฉยๆ จะปราศจากคำถามเรื่องความรับผิดชอบไปได้ โดยเฉพาะหากบุคคลนั้นรับรู้อย่างชัดเจนแล้วว่าภายในกลุ่มมีพฤติกรรมละเมิดผู้อื่น แต่ยังเลือกอยู่ต่อโดยไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธ เพราะการคงอยู่ของสมาชิกจำนวนมากอาจช่วยสร้างบรรยากาศให้ผู้กระทำรู้สึกว่าสิ่งที่ตนทำเป็นเรื่องที่คนทั่วไปยอมรับได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดที่ใครจะต้องลุกออกจากวง
ยิ่งถ้าผู้เข้าร่วมเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง มีอำนาจ หรือได้รับความนับถือในสังคม การมีชื่อหรือบัญชีของเขาอยู่ในกลุ่มก็อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องรับรองความชอบธรรมได้ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยก็ตาม เพราะมันก็จะมีคนที่มองว่า “ไม่เห็นเป็นไรเลย นักเขียนดัง หรือผู้สมัคร ส.ส. ก็อยู่ในกลุ่มพวกเราด้วย” ซึ่งเป็นการลดทอนความรู้สึกว่ากำลังทำสิ่งผิดต่อบรรทัดฐานของสังคมอยู่ และทำให้การละเมิดค่อยๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของคนภายในกลุ่มได้
ในอีกทางหนึ่ง อาจลองย้อนกลับไปถึงท่าทีที่ “ฝ่ายก้าวหน้า” มีต่อบุคคลซึ่งเข้าไปร่วมงานกับรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษา กรรมการ หรือคณะทำงานด้านใดก็ตาม ในเวลานั้น ข้อวิพากษ์สำคัญคือ การยอมรับตำแหน่งอาจช่วยสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าเข้าไปช่วยงานเฉพาะด้านตามความรู้ความเชี่ยวชาญ ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการยึดอำนาจก็ตาม
ในเวลานั้นเราเรียกร้องให้สังคม “แยกแยะ” มากน้อยเพียงใดว่า แต่ละคนเข้าไปทำอะไร มีอำนาจตัดสินใจแค่ไหน และเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจที่เราต่อต้านอย่างไร หรือถือว่าเพียงการยอมรับตำแหน่งเพียงเท่านั้นก็เป็นการมีส่วนร่วมที่ไม่สมควรแล้ว หากเราเคยเห็นว่าการเข้าร่วมมีความหมายในตัวเอง เพราะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือค้ำจุนโครงสร้างที่เป็นปัญหา วันนี้เราก็ควรอธิบายให้ได้ว่า เหตุใดหลักคิดเช่นนั้นจึงควรหรือไม่ควรใช้กับการเป็นสมาชิกกลุ่มที่มีพฤติกรรมคุกคามผู้อื่นด้วย
แน่นอนว่าการรับตำแหน่งที่มีหน้าที่ในคณะกรรมการที่ก่อตั้งโดยคณะรัฐประหารซึ่งมีหน้าที่และอำนาจชัดเจนย่อมมีน้ำหนักต่างจากการมีชื่ออยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก แต่ความแตกต่างนี้ควรเป็นเหตุผลให้เราย้อนกลับมาใช้เพื่อตรวจทานความมั่นคงในหลักการของเราด้วย เพราะหากเราเห็นว่าเรื่องนี้อาจแยกแยะกันได้ระหว่างการ “เข้าร่วม” กับ “การกระทำ” ก็ควรแยกแยะอย่างสม่ำเสมอ มิใช่เพิ่งเรียกร้องให้พิจารณาเจตนาและบทบาทเป็นรายบุคคลหรือรายกรณีเมื่อผู้ที่ถูกตั้งคำถามเป็นตัวเราเองหรือคนที่เราเห็นอกเห็นใจ หรือเป็นเรื่องที่เราไม่ได้เห็นด้วยว่ามันร้ายแรงจนต้องไล่ล่าคว่ำบาตรกันขนาดนั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีประเด็นที่น่ากังวลอยู่ด้วยที่โดยทั่วไปเมื่อคนเราจะเลือกกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใด ย่อมพิจารณาชั่งใจจากความรับรู้ของตนว่า สิ่งนั้นเหมาะสมหรือไม่ อาจส่งผลอย่างไรต่อตนเองและผู้อื่น ภายใต้ข้อมูล สถานการณ์ และบรรทัดฐานที่รับรู้ได้ในเวลานั้น ซึ่งผู้ที่กระทำการไปก็อาจคาดไม่ถึงว่าอีกสิบหรือสิบห้าปีข้างหน้า สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรและจะกลับมาตัดสินการกระทำของเขาด้วยมาตรฐานแบบใด
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า การนำบรรทัดฐานในปัจจุบันไป “ลงโทษ” บุคคลจากการกระทำในอดีตชอบธรรมหรือไม่ แม้การที่สังคมเคยยอมรับหรือปล่อยผ่านพฤติกรรมบางอย่าง ไม่ได้ทำให้ความเสียหายที่ผู้ถูกกระทำได้รับหายไป และไม่ได้ปิดกั้นสิทธิที่จะกลับมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่การตัดสินว่า “ผู้กระทำ” ในบริบทนั้นควรได้รับผลร้ายในวันนี้มากน้อยเพียงใด ก็เป็นคำถามที่ต้องพิจารณาแยกกัน โดยเฉพาะเมื่อผลร้ายนั้นกระทบชื่อเสียง อาชีพ หรือโอกาสในการดำเนินชีวิต
เรื่องนี้ยังมีอีกแง่มุมที่น่าเห็นใจคือ จากที่ผู้เขียนได้สอบถามหาข่าวมาได้ความว่า กลุ่มดังกล่าวก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ช่วงที่กระแสวงไอดอลยังครองพื้นที่ความสนใจ โดยในระยะแรกเป็นพื้นที่นำภาพสาธารณะของไอดอลมาแบ่งปันและชื่นชมกันเป็นหลัก แม้อาจมีความคิดเห็นที่อาจจะมองว่าไม่เหมาะสมในบริบทปัจจุบันอยู่บ้าง แต่ผู้ที่เข้าร่วมกลุ่มในระยะเวลาดังกล่าวก็พิจารณาแล้วว่าอยู่ในกรอบขอบเขตที่บรรทัดฐานสังคมยอมรับได้
หากเมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ทั้งเนื้อหา ผู้ร่วมสนทนา และพฤติกรรมที่ได้รับการยอมรับภายใน ขณะที่สมาชิกเดิมบางคนอาจไม่ได้กลับเข้าไปติดตามอีก ยิ่งเมื่อเนื้อหาที่ปรากฏบนหน้าฟีดผ่านการคัดเลือกของอัลกอริทึม ก็เป็นไปได้ที่บางคนจะเพิ่งทราบว่ากลุ่มเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ในวันที่มีผู้พบชื่อของตนถูกเอาไปเสียบประจานแห่หัวกันไปไหนถึงไหนแล้ว
สิ่งที่เขาต้องรับผิดในวันนี้ คือสิ่งที่เกินกว่าความคาดหมาย ความเข้าใจและการตัดสินใจในเวลานั้น
อาจจะลองกลับด้านเรื่องนี้ดูบ้าง สมมุติว่าในอีกสิบหรือสิบห้าปีข้างหน้า สังคมเปลี่ยนมามองว่า การนำรายชื่อบุคคลมาเผยแพร่เพื่อระดมแรงกดดัน เรียกร้องให้ต้นสังกัดลงโทษ หรือคว่ำบาตรในลักษณะนี้ เป็นกระบวนการศาลเตี้ยหรือการล่าแม่มดที่ยอมรับไม่ได้ แล้วผู้คนในเวลานั้นย้อนกลับมาพบข้อความเรียกร้องของหลายท่านในวันนี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงนำชื่อของใครก็ตามที่มีส่วนร่วมในการกดดันในวันนี้ออกมา “แขวน” พร้อมเรียกร้องให้สังคมลงโทษด้วยวิธีเดียวกัน เช่น คว่ำบาตรเลิกสนับสนุนผลงาน ตัดโอกาสในการทำงานอะไรเช่นนี้บ้าง ในตอนนั้นเราจะเห็นว่านั่นเป็นการกระทำที่สมควรและเป็นธรรมแล้วหรือไม่
เมื่อเราแห่หัวผู้อื่นในวันนี้เพราะความผิดแต่หนหลังของพวกเขา ก็อาจจะต้องทำใจในวันหน้าที่เราเป็นฝ่ายถูกแห่หัวจากเรื่องที่คาดไม่ถึงในวันนี้บ้างเช่นกัน เช่นนี้หลักประกันความเป็นธรรมที่เราอยากได้รับเมื่อเป็นฝ่ายถูกตัดสินนั้น เราได้มอบให้แก่ผู้ที่กำลังถูกเราตัดสินอยู่ในวันนี้แล้วหรือยัง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเฉพาะหน้าในตอนนี้ อยากแนะนำว่าอ่านคอลัมน์นี้จบแล้ว ไปสำรวจกลุ่มเฟซบุ๊กที่เป็นสมาชิกกันบ้างก็ดี กลุ่มไหนเห็นท่าไม่ดีก็รีบกดออกมาเถิด



