หน้าแรก บทความ การสร้างสมดุล...

การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ (1)

4.11.26 | 12:18 น.
การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ (1)

การศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ปลูกฝังมนุษย์ให้สมบูรณ์ ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา การศึกษาได้ช่วยให้มนุษย์เข้าใจโลก พัฒนาความสามารถของตน และค้นพบที่ยืนในสังคม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ข้อมูลที่มีอยู่มากมายสามารถช่วยหาคำตอบได้ง่ายขึ้น และเครื่องจักรสามารถทำงานที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนมนุษย์หลายปีได้


ความก้าวหน้าเหล่านี้นำมาซึ่งโอกาสอันยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยครูเตรียมบทเรียนสนับสนุนผู้เรียนที่มีความต้องการที่แตกต่างกันกำจัดอุปสรรคทางภาษา และทำให้ความรู้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เมื่อข้อมูลสามารถหาได้ง่ายขึ้น มนุษย์จะฉลาดขึ้นโดยอัตโนมัติจริงหรือไม่ ถ้าเทคโนโลยีทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น เราจะมีความเมตตามากขึ้นไปด้วยหรือไม่ และถ้าเครื่องจักรเก่งขึ้น มนุษย์จะเข้าใจกันมากขึ้นหรือไม่

คำตอบคือ ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ โดยสามารถเห็นได้ในชีวิตประจำวันว่ามีช่องทางสื่อสารมากกว่าคนรุ่นก่อน แต่หลายคนก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ถูกเข้าใจ

Advertisement

เมื่อเข้าถึงข้อมูลมหาศาลได้แต่มนุษย์แยกแยะเรื่องจริงกับเรื่องเท็จได้ยากขึ้น และยังเผชิญกับความท้าทายเรื่องความอดทน ความมุ่งหมาย ความรับผิดชอบ และการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างดีได้อย่างไร

เทคโนโลยีสามารถขยายความสามารถของมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถกำหนดเองได้ว่ามนุษย์ควรปฏิบัติอย่างไร คำถามสำคัญที่สุดของการศึกษาในยุคนี้ไม่ใช่แค่ว่าเราจะสอนเด็กให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างไร แต่จะสามารถช่วยเด็กให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้อย่างไร ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์มากขึ้นเรื่อยๆ

ขอเสนอมุมมอง 3 ด้าน ได้แก่

1.จุดมุ่งหมายดั้งเดิมของการศึกษา เมื่อไทยเปิดการศึกษาแบบแผนในปี พ.ศ.2414 ในรัชกาลที่ 5 มีแนวคิดสำคัญที่กล่าวไว้ว่า “ช่วยให้เด็กทั้งหลายเติบโตเป็นบุคคลที่สมบูรณ์”

แนวคิดนี้ยังคงมีความหมายลึกซึ้งจนถึงปัจจุบัน การศึกษาไม่ใช่แค่ป้อนข้อมูลให้เด็ก แต่เพื่อช่วยพัฒนาคุณธรรม จิตใจ ให้ประพฤติตนอย่างรับผิดชอบ และเป็นคนที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

โลกในยุคสมัยก่อนแตกต่างจากปัจจุบัน ความท้าทายเปลี่ยนไป และเครื่องมือที่มีในปัจจุบันนั้นหลากหลาย แต่จุดมุ่งหมายพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม โดยไม่ได้สอนเด็กเพียงเพื่อให้สอบผ่าน ได้มีงาน หรือเป็นกำลังผลิต แต่สอนเพื่อให้พวกเขาเข้าใจตนเอง เคารพผู้อื่น ตัดสินใจอย่างมีสติ และร่วมสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีเกียรติ

การศึกษาไม่เพียงแต่ช่วยให้เป็นบุคคลที่มีความรู้ แต่ยังสามารถสอนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากขึ้น และในยุคปัญญาประดิษฐ์ จุดมุ่งหมายนี้จึงสำคัญมากยิ่งขึ้น

2.ความแตกต่างระหว่างความฉลาดกับปัญญา ความฉลาด ช่วยให้เราเข้าใจ วิเคราะห์ คำนวณ และแก้ปัญหา ส่วนปัญญา ช่วยให้เรารู้ว่าปัญหาไหนควรแก้ ผลกระทบจากการตัดสินใจคืออะไร และสิ่งไหนถูกต้องและเป็นประโยชน์หรือไม่

เป็นเวลานานที่ระบบการศึกษาเน้นการท่องจำ การจดจำ และการหาคำตอบที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่ง และทักษะพื้นฐานยังคงสำคัญ เช่นเดียวกับการศึกษา STAM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) หากขาดพื้นฐานเหล่านี้ผู้เรียนยากที่จะเข้าใจโลกหรือมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างมีความหมาย

แต่ต้องตระหนักว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับความรู้ปัจจุบันผู้เรียนสามารถถาม AI ให้อธิบายแนวคิด แปลภาษา หรือแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ได้ แม้คำตอบอาจไม่ถูกต้องเสมอไป

แต่ความสามารถในการสร้างคำตอบของปัญญาประดิษฐ์นั้นพัฒนาไปไกลมากขึ้นยอดเยี่ยมมาก ซึ่งหมายความว่าเพียงแค่มีข้อมูลไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบอีกต่อไป

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือจะสามารถนำข้อมูลที่มีไปใช้อย่างไร เทคโนโลยี AI อาจช่วยให้ค้นหารูปแบบ เปรียบเทียบทางเลือก และเสนอวิธีแก้ปัญหา แต่ “ทำได้” ไม่ได้หมายความว่า “ควรทำ” เสมอไป

คำตอบที่มีประสิทธิภาพอาจไม่ยุติธรรม คุ้มค่าอาจไม่มีจริยธรรม และประหยัดเวลาอาจแลกมาด้วยการมองข้ามความต้องการของผู้อื่น ตัวอย่างเช่น ครูใช้AI วิเคราะห์ผลการเรียน ระบบอาจระบุว่าเด็กคนหนึ่งเรียนตกหล่น ข้อมูลนี้มีประโยชน์มาก แต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกเรื่องราวทั้งหมด บางทีเด็กกลัวผิดบางทียังไม่พบวิธีเรียนที่เหมาะกับตน หรือแค่ต้องการคนรับฟัง

นี่คือเหตุผลที่ AI ควรถูกมองว่าเป็น เครื่องมือช่วย ไม่ใช่สิ่งที่มาแทนที่วิจารณญาณของมนุษย์

3.ความรับผิดชอบและอคติในระบบปัญญาประดิษฐ์

เราต้องตระหนักถึงความกังวลที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ระบบ AI เรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งบรรจุทั้งความรู้ ความสำเร็จ และรวมถึง อคติ ความไม่เท่าเทียมกัน และความผิดพลาดของเราด้วย

หากนำมาใช้โดยไม่ตรวจสอบ อคติเดิมจะถูกขยายผลออกไปในวงกว้างมากขึ้น การทำงานของ AI ที่ขาดการกำกับดูแลจากปัญญาของมนุษย์ อาจทำให้ความผิดพลาดเล็กๆ แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเครื่องจักรทำผิด แต่ความผิดพลาดของระบบอัตโนมัติอาจส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากก่อนที่จะทันรู้ตัว

และที่สำคัญที่สุด AI ไม่สามารถรับผิดชอบในทางจริยธรรมได้เหมือนมนุษย์ เนื่องจาก AI ไม่มีความรู้สึก ไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจ และไม่มีความรับผิดชอบ

เมื่อเกิดความผิดพลาดจึงไม่สามารถชี้ไปที่เครื่องจักรแล้วบอกว่า “เป็นความผิดของ AI” ได้

คำถามสำคัญที่สุดของการศึกษาในยุคนี้ ไม่ใช่แค่ว่าเราจะสอนเด็กให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างไร แต่จะสามารถช่วยเด็กให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้อย่างไร

การมีข้อมูลจากปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบอีกต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ

จะสามารถนำข้อมูลที่มีไปใช้อย่างไร

AI ควรถูกมองว่าเป็นเครื่องมือช่วย ไม่ใช่สิ่งที่มาแทนที่วิจารณญาณของมนุษย์

ความรู้บอกว่าจะสร้างเครื่องมืออย่างไร ปัญญาถามว่าเครื่องมือนั้นส่งผลต่อชีวิตคนอื่นอย่างไรให้เด็กมี ราก ผ่านทักษะพื้นฐานที่มั่นคง และมีปีก ผ่านความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

แต่ที่สำคัญที่สุด คือต้องช่วยให้รู้ทิศทาง

อนาคตของการศึกษาไม่ได้ถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกของเรา (อ่านต่อพฤหัสฯหน้า)

หมายเหตุ – สรุปใจความสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ ในการประชุมวิชาการ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี นนทบุรี