พลันที่เห็นเทียเภาเอาทวนแทงโฮจิ้นตกม้าตาย เบื้องหน้าสภาพการณ์ที่ทหารทั้งปวงไล่ฟันทหารโฮจิ้นไปจนถึงกำแพงเมือง
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า
ฝ่ายฮัวหยงเห็นดังนั้นก็ให้ทหารบนหน้าที่เชิงเทินยิงเกาทัณฑ์ ทิ้งก้อนศิลาลงไปดังห่าฝน
ซุนเกี๋ยนเห็นจะเข้าหักเอายังมิได้ก็ถอยทหารออกมาตั้งค่ายอยู่ตำบงเลียงต๋ง
จึงแต่งหนังสือตามซึ่งได้รบพุ่งนั้นไปให้อ้วนเสี้ยวแจ้งแล้วบอกไปถึงอ้วนสุดว่า
“ในกองทัพนี้ขาดเสบียงให้อ้วนสุดเร่งส่งลำเลียงมาให้จงได้”
ขณะเมื่อหนังสือมานั้นทหารอ้วนสุดคนหนึ่งจึงว่าแก่อ้วนสุดว่า
“ซุนเกี๋ยนคนนี้เมื่ออยู่ในเมืองกังตั๋งนั้นอุปมาดังเสือตัวหนึ่ง แลตั๋งโต๊ะนั้นอุปมาดังหมี ครั้งนี้ซุนเกี๋ยนยกไปทำการเป็นกองหน้าถ้าตีได้เมืองหลวงก็จะจับตั๋งโต๊ะฆ่าเสียซุนเกี๋ยนก็จะกำเริบขึ้น
ซึ่งจะฆ่าหมีเสียตัวหนึ่ง เสือจะร้ายขึ้นนั้น เห็นจะชอบข้างไหน
ข้าพเจ้าคิดว่านิ่งเสียอย่าส่งเสบียงเลย ทหารในกองทัพซุนเกี๋ยนก็จะอิดโรยระส่ำระสายลงเหมือนเสือหากำลังมิได้”
อ้วนสุดเห็นชอบด้วย ก็มิได้ส่งเสบียง
สํานวน วรรณไว พัธโนทัย กล่าวถึงสถานการณ์เดียวกันนี้ว่า ซุนเกี๋ยนสั่งทหารบุกเข้าประชิดด่านทหารบนกำแพงทิ้งก้อนหินลงมาราวห่าฝน ซุนเกี๋ยนต้องคุมทหารถอยกลับมาพักแรมอยู่เมืองเลียงต๋ง
แล้วส่งม้าเร็วไปเสนอความชอบต่ออ้วนเสี้ยวกับแจ้งให้อ้วนสุดว่า “ขาดแคลน เสบียงอาหาร”
ฝ่ายอ้วนสุดได้รับหนังสือแจ้งของซุนเกี๋ยนแล้วจึงปรึกษากับบรรดานายทหารทั้งปวง นายทหารยกกระบัตรคนหนึ่งพูดกับอ้วนสุดว่า
“อันซุนเกี๋ยนเป็นเสือร้ายหากเขาสามารถหักพระนครลกเอี๋ยงแล้วฆ่าตั๋งโต๊ะได้ก็เหมือนหนึ่งขับหมาป่าออกไปให้เสือมาแทนนั่นเอง ทุกวันนี้ซุนเกี๋ยนกำลังขาดเสบียง อาหารถ้าเรานิ่งเสียไม่ลำเลียงส่งไปให้ทหารของมันจะต้องระส่ำระสายเป็นมั่นคง”
อ้วนสุดได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วยก็ไม่ลำเลียงเสบียงอาหารส่งไปให้ซุนเกี๋ยนตามที่ขอมา
เมื่อมาถึงสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ก็ประสบเข้ากับสภาพการณ์อันแทบมิได้ต่างออกไป
ซุนเจียนนำทหารบุกเข้าด่าน
ถูกธนู ก้อนหิน พุ่งเข้าใส่ดุจสายฝน ซุนเจียนจึงนำกำลังกลับไปตั้งที่เหลียงตง ส่งคนไปรายงานให้หยวนเส้า
ทั้งส่งคนไปเร่งเสบียงจากหยวนซู่ (อ้วนสุด)
มีคนแนะนำหหยวนซู่ว่า “ซุนเจียนก็คือเสือร้ายแห่งเจียงตง ซุนเจียนแห่งกังตั๋ง ถ้ามันตีลั่วหยางแตกฆ่าต่งจั๋วได้ มันก็เหมือนไล่หมาป่าได้เสือมาแทน ถ้าไม่ให้เสบียงมันทัพของมันต้องกระจัดกระจายแน่”
หยวนซู่ได้ยินดังนี้ ก็ไม่ยอมให้เสบียง
มาถึงตรงนี้ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ก็ใช้พื้นดำมาพิมพ์ทับตัวหนังสือราวกับเป็นหมายเหตุและเชิงอรรถบ่งบอก
แท้ที่จริง
กองทัพพันธมิตรเข้าปราบต่งจั๋วนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ชิงดีชิงเด่นกัน ต่างฝ่ายต่างเกี่ยงกัน ไม่ค่อยยอมออกรบ
มีเพียงเฉาเชา และซุนเจียนเท่านั้นที่เอาจริงเอาจังในการรบ
หมายเหตุในลักษณะเชิงอรรถขั้นเรื่องของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ดำเนินไปในลักษณะของการวิเคราะห์ คาดหมาย
มิได้เป็นการคาดหมายอย่างเลื่อนลอย
กระบวนท่าของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ก็ดุจเดียวกับกระบวนท่าอันปรากฏในสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
นั่นก็คือ บ่งชี้ “สภาพการณ์” ล่วงหน้า
นี่ย่อมแผกต่างไปจากท่วงทำนองอย่างที่หลอกว้านจงดำรงอยู่ภายในวิถีแห่งการประพันธ์
แต่เป็นความห่วงใยของคนแปลและเรียบเรียง
กระนั้น ยอมรับเถิดว่าการวิเคราะห์ในเชิงคาดหมายสถานการณ์ของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช อยู่บนฐานแห่งความเป็นจริง
1 สะท้อนลักษณะของพันธมิตรใน “แนวร่วม” 1 เป็นสัญญะส่งผลต่ออนาคต
หากอ่าน “สามทัพสามก๊ก” จากการเรียบเรียงของ ยศไกร ส.ตันสกุล ก็จะมองเห็นองค์ประกอบอันเป็นพื้นฐานแห่งการเกิดขึ้นของพันธมิตร 18 หัวเมืองได้เป็นอย่างดีว่าดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างไร
เริ่มต้นจากอ้วนเสี้ยว ตามด้วยโจโฉ ตามด้วยซุนเกี๋ยน
อ้วนเสี้ยวได้ร่ำเรียนและศึกษาวิชาปกครองและการทหารอย่างดีตามแบบแผนบุตรขุนนางใหญ่ที่ได้รับคาดหมายว่าจะดำรงตำแหน่งสำคัญเมื่อเติบโตขึ้น
เมื่อวัยเยาว์ได้คบหาเป็นสหายกับโจโฉแม้ว่าจะมีบุคลิกนิสัยแตกต่างกันมากก็ตาม (แต่) อ้วนเสี้ยวเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการดึงโจโฉมาทำงานในกรมทหารมหาดเล็กด้วย
หลังจากกองทัพพันธมิตรกวนจงเพื่อต่อต้านอำนาจของตั๋งโต๊ะได้ถือกำเนิดขึ้นอ้วนเสี้ยวซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงบารมีและเป็นทายาทตระกูลขุนนางใหญ่
จึงได้รับการผลักดันให้เป็นผู้นำพันธมิตร
กองทัพพันธมิตรนั้น ซุนเกี๋ยนเป็นแม่ทัพคนสำคัญที่สุด รับหน้าที่บัญชาการเป็นทัพหน้าเข้าบุกโจมตีกองทัพตั๋งโต๊ะอย่างดุเดือด
ซุนเกี๋ยนเคลื่อนทัพออกจากเมืองเตียงสาทางใต้
แล้วเคลื่อนไปสมทบกับกองทัพพันธมิตรซึ่งวางแผนโจมตีนครหลวง ซุนเกี๋ยนยังได้รับการสนับสนุนด้วยยุทธปัจจัยจากตระกูลอ้วนด้วยโดยมีอ้วนสุดทำหน้าที่ช่วยเหลือในการส่งเสบียง
ทำให้ซุนเกี๋ยนนำกองทัพของตนรุกขึ้นเหนือแล้วเข้าตีกองทัพของตั๋งโต๊ะจนแตกพ่ายได้ตลอดทาง อีกทั้งสามารถสังหารฮัวหยง นายทหารเอกของตั๋งโต๊ะ
ได้สร้างชื่อเสียงระบือไปทั้งแผ่นดิน
แต่ชื่อเสียงและผลงานในการศึกของซุนเกี๋ยนก็ทำให้ตระกูลอ้วนหวาดระแวงด้วยความกลัวว่าซุนเกี๋ยนจะกลายเป็นขุนศึกคนแรกที่สามารถเข้าไปถึงเมืองหลวงได้
อ้วนสุดจึงแกล้งไม่ส่งเสบียงให้แก่ซุนเกี๋ยนอีกจนกระทั่งกองทัพของซุนเกี๋ยนถูกกองทัพของตั๋งโต๊ะตีโต้จนพ่ายแพ้กลับไป ดังนั้น ซุนเกี๋ยนจึงเข้าไปเจรจากับอ้วนสุดเพื่อขอเสบียงทัพและสาบานว่าจะภักดีต่อตระกูลอ้วน
แต่เรื่องนี้ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มทำให้ขุนศึกในกองทัพพันธมิตรเกิดรอยบาดหมางกันขึ้น
คําถามจึงมิได้อยู่ที่บทบาทของซุนเกี๋ยน หากแต่อยู่ที่บทบาทของอ้วนเสี้ยวประสานเข้ากับบทบาทของอ้วนสุด
ความหวาดระแวงของอ้วนสุดเกิดขึ้นเอง
หรือเป็นความหวาดระแวงในลักษณะ “ร่วม” ทั้งจากอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดประสานเข้าด้วยกัน
ต้องดูบทบาทของอ้วนเสี้ยว อ้วนสุด และซุนเกี๋ยนแต่จะก้าวย่างต่อไป



