หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : หลวงตาเยื้อน…อำนาจกำลังรบ…ที่มีตัวตน

8.11.26 | 12:07 น.
ภาพเก่าเล่าตำนาน : หลวงตาเยื้อน...อำนาจกำลังรบ...ที่มีตัวตน

“หลวงตาเยื้อน” คือพระนักปฏิบัติผู้เปลี่ยนศรัทธาให้เป็นพลัง ในการลงมือทำได้จริง สร้างพลังเป็นกลุ่มก้อน กล้าคิด รับผิดชอบ เพื่อประโยชน์ของชุมชน และทหารที่รักษาแผ่นดินชายแดนไทย-เขมร

พระผู้สร้างป่า สร้างคน และสร้างกำลังใจให้ผู้รักษาแผ่นดิน


พระสงฆ์วัย 74 พรรษา กำยำ ล่ำสัน สูงใหญ่ ผิวสีเข้ม ประดุจขุนศึก ยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท แรงกาย ใจ เป็นเสาหลัก สร้างความแข็งแกร่งให้ทหารในแนวหน้า ดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ ศรีสะเกษ

ท่านไม่ได้มองเพียงหน้าที่ของพระสงฆ์ในวัด แต่ยังมองเห็นความทุกข์ของผู้คนและความจำเป็นของบ้านเมือง จึงลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ

หลวงตาเยื้อน ขันติพโล หรือ พระธรรมวชิรญาณโกศล เป็นพระนักพัฒนา นักอนุรักษ์ธรรมชาติ เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร อ.บัวเชด จ.สุรินทร์

Advertisement

แน่วแน่การอนุรักษ์ผืนป่า เป็นที่พึ่งของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชามาหลายทศวรรษ

ราว พ.ศ.2550 ผู้เขียนเคยมีโอกาสได้ไปกราบคารวะท่าน ณ วัดที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน เพื่อไปสอบถามสถานการณ์ชายแดน

ท่านพาคณะของ “กรมกิจการชายแดนทหาร” ไปดูพื้นที่รอบวัดที่ยังเป็นป่ารก ให้ข้อมูลว่า…ยังมีทุ่นระเบิดของฝ่ายเขมร ของเวียดนาม ฝังอยู่ หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดของไทยยังไม่ได้เข้ามาทำงานพื้นที่นี้

ดวงตาท่านเป็นประกาย เสียงเข้ม บอกเล่าถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจะทำงานเรื่องการพัฒนาพื้นที่ให้ปลอดภัย มีถนน มีน้ำ มีไฟ มีโรงเรียน มีหน่วยงานด้านสาธารณสุข

นั่นคือราว 20 ปีที่แล้วนะครับ…

ต่อมา…วัด ชุมชน และทางราชการ ขยับการทำงานเข้าไปในพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด

หลายโอกาสที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดน หลวงตาเยื้อนจะได้รับการร้องขอให้ช่วยพูดจากับทหาร ประชาชนเขมร (ที่เคารพนับถือท่าน) เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง …ท่านพูดภาษาเขมรได้คล่อง

หลวงตาเยื้อน เกิด 12 เมษายน พ.ศ.2495 ที่บ้านระไซร์ จ.สุรินทร์ อุปสมบทเมื่อ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ขณะอายุ 20 ปี

มี พระราชวุฒาจารย์ หรือ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นพระอุปัชฌาย์

เคยศึกษาปฏิบัติธรรมและอุปัฏฐากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

พ.ศ.2518-2519 ช่วงสงครามกลางเมืองในเขมร ทหาร ชาวบ้านเขมรทะลักเข้าไทยหลายแสนคน ท่านได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติศาสนกิจในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์

เขมรอพยพ ทหารเขมรแดง เข้ามาปล้นเอาทรัพย์สิน อาหาร

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในพื้นที่ป่า-เขา ชายแดนไทย-เขมร จ.สุรินทร์ ที่เต็มไปด้วยภยันตราย ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความบากบั่นอดทนของพระสงฆ์ท่านนี้ได้

ช่วงบุกเบิกการสร้างวัดในป่า มีเกร็ด “ชื่อวัด” น่าสนใจครับ…

ชื่อเต็มที่ถูกต้องคือ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ตั้งอยู่ที่บ้านจรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ เป็นวัดที่มีชื่อแปลกและมีที่มาน่าสนใจ เพราะชื่อวัดประกอบขึ้นจากการยกย่องบุคคลสำคัญ 3 ส่วนครับ

ความหมายของชื่อวัด

1.เขาศาลา เป็นชื่อภูเขาและพื้นที่ป่าดั้งเดิมที่ชาวบ้านเรียกขานกันมา เป็นสถานที่ตั้งของวัด

2.อตุล มาจากฉายาของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระอาจารย์สำคัญของหลวงตาเยื้อน เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและยกย่องครูบาอาจารย์

3.ฐานะจาโร มาจากนามสกุลของ พลตรี เชษฐา ฐานะจาโร ซึ่งในขณะนั้น (พ.ศ.2534) พลตรีเชษฐาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และตำแหน่ง ผบ.กองกำลังสุรนารี ผู้เป็นมหาอุบาสกผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมช่วงการสร้างวัด

หลวงตาเยื้อนแม้กระทั่งทุกวันนี้…ก็ยังทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

ปี พ.ศ.2519 ในช่วงที่ท่านไปปฏิบัติศาสนกิจบริเวณเนิน 424 ชายแดน จ.สุรินทร์ เกิดเหตุการณ์รุนแรง-มีกองกำลังไม่ทราบสัญชาติเข้าโจมตีหน่วยตระเวนชายแดน ซึ่งอยู่ห่างจากวัดประมาณ 500 เมตร

มีผู้เสียชีวิตหลายคน วัดและโรงเรียนถูกเผา ลูกจรวด RPG ถูกยิงใส่พระพุทธรูปจนระเบิดพังพินาศ

หลวงตาเยื้อนต้องหลบหนีเอาชีวิตรอด และกลับไปจำพรรษาที่วัดบูรพาราม

โบราณนานมา สำหรับสังคมไทย…สถานการณ์ชายแดนรอบประเทศ “วัด” และพระสงฆ์ คือพื้นที่ที่เชื่อมโยงศาสนาเข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า สมุนไพร แหล่งต้นน้ำ

วัดเป็นที่พักพิง พื้นที่ทำงานส่งกำลังบำรุงของทหาร

พ.ศ.2536 วัดนี้…ได้รับการประกาศเป็นเขตพุทธอุทยาน

สิ่งที่ทำให้หลวงตาเยื้อนโดดเด่นมาตลอด คือการลงมือทำงานจริง

ที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ รักษาป่า เพื่อรักษาทรัพยากรของชาติ รักษาคน ด้วยการศึกษาธรรมะ และการพัฒนาชุมชน รักษาแผ่นดิน ด้วยการช่วยเหลือและสนับสนุนทหาร อาสาสมัครกลุ่มจิตอาสาตามแนวชายแดน

งานก่อสร้าง ถนนในพื้นที่ชายแดน ทางขึ้นเนิน เพื่อเข้าถึงภูมิประเทศสำคัญ โดยเฉพาะ จ.ศรีสะเกษและสุรินทร์ มีหลวงตาเยื้อนเป็นแม่งานใหญ่

งานเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงการบริจาคเงิน แต่มีการระดมคน เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง ท่านลงพื้นที่ทำงานจริงร่วมกับทหาร โดยเฉพาะทหารช่างจากกองทัพภาคที่ 2

ความมั่นคงชายแดนที่ไม่สามารถรอคอยได้ 1 ปีที่ผ่านมา

1.ถนนคอนกรีตและถนนเลียบชายแดน

ถนนขึ้นเนิน 350 มีการนำทีมพระสงฆ์ ลูกศิษย์ ทหาร และชาวบ้าน ร่วมสร้างถนนคอนกรีต เพื่อให้ทหารเดินทางและส่งกำลังบำรุงได้สะดวก

ถนนบริเวณภูมะเขือ มีการสนับสนุนเงินเพื่อก่อสร้างถนนและกำแพง

ถนนเลียบแนวชายแดนช่องกระโดน ทีมงานของหลวงตาเยื้อนเดินหน้าปรับพื้นที่และก่อสร้างถนนในพื้นที่ภูเขาและเนินสูง

เส้นทางไปเนิน 429 และบ่อน้ำพระอินทร์ มีรายงานความคืบหน้าการก่อสร้างโดยทีมงานของท่านในเดือนกันยายน 2569

2.ห้องน้ำและระบบสาธารณูปโภค

เป็นผู้นำการสนับสนุนจากคณะครู อาจารย์และผู้มีจิตศรัทธา ครอบคลุมถึงระบบน้ำดื่มและน้ำใช้-ระบบไฟฟ้า-บังเกอร์และที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง-เส้นทางและสิ่งอุปกรณ์สนับสนุนหน่วยทหาร

3.กำแพง บังเกอร์ และสิ่งก่อสร้างทางทหาร ถนนคอนกรีตขึ้นเนิน 350 ถนนยุทธศาสตร์ ช่องกระโดนและเส้นทางเลียบชายแดนระยะทางกว่า 20 กม.

ความเป็นผู้นำ…คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ

ท่านอาจไม่มีอำนาจในมือ แต่มีศรัทธาเป็นพลัง มีบทบาทช่วยเหลือทหารชายแดน แม้กระทั่งสนับสนุนเงินช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อระบบ-ระเบียบราชการหยุมหยิม ข้าราชการก็ลังเลใจ กลัวทำความผิดติดคุกตะราง แต่ความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้

พระสงฆ์…จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น “สะพาน” แห่งการช่วยเหลือ สิ่งที่รัฐต้องผ่านขั้นตอน งบประมาณ และระเบียบราชการ พระสงฆ์อาจขับเคลื่อนได้ด้วยศรัทธา ความเสียสละ และความไว้วางใจจากผู้คน

การสู้รบกับเขมรเต็มรูปแบบ ทั้ง 3 เหล่าทัพ ที่ผ่านมาในช่วงปลาย พ.ศ.2568 มีการสูญเสีย มีคนตาย มีบาดเจ็บและยังคงเป็นความขัดแย้งที่ต้องต่อสู้ในทุกมิติ

ไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวว่า สงครามกับเขมร… ก่อเกิดเป็น “ประกายไฟ” ที่มาจุดระเบิดการทำงานพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร ที่รัฐบาลไทยละเลย ไม่ค่อยสนใจพัฒนามาทุกยุคทุกสมัย

สังคมไทยตื่นตัว “มีใจ-สนใจ” กับพลเมืองชายขอบมากขึ้น

ชายแดนไทยกับเพื่อนบ้าน ทางบก ทางทะเล …ยังมีปัญหาคาราคาซัง ที่พร้อมเป็นระเบิดเวลามานานแล้วนะครับ

พื้นที่ชายแดน เส้นเขตแดน ที่ “เป็นข้อตกลงร่วม” กับเพื่อนบ้าน ถูก “ละเลย-ละเว้น” แทบจะหาเจ้าภาพทำงานไม่ได้ รวมถึง “ไม่ใส่ใจ” ที่จะชิงลงมือทำงานเพื่อมิให้ลูกหลานต้องรับมรดกแห่งความขัดแย้ง

การจัดระเบียบชายแดน ให้เป็นระบบ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนชายแดนให้เกิดความเจริญ ถือเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ ที่ผู้คนในชาติจะภาคภูมิใจ

พระสงฆ์ จึงเป็นอีกพลังหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้แผ่นดิน

หลวงตาเยื้อน คือหนึ่งในผู้นำที่ลงมือทำด้วยสองมือ ด้วยความเมตตา และด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น

ถนนที่ทอดไปสู่ชุมชน ห้องน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อาคารและสิ่งก่อสร้างที่ช่วยเติมเต็มชีวิตผู้คน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในสายตาบางคน แต่สำหรับผู้คนชายแดน มันคือ ความหวัง คือโอกาส และคือ หลักฐานว่าพวกเขาไม่ได้ถูกลืม

ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนอีกมากมายที่หยิบยื่นแรงกาย แรงใจ ทรัพย์สิน และเวลา บ้างเป็นผู้บริจาค บ้างเป็นผู้ลงมือก่อสร้าง บ้างเป็นผู้เสียสละอยู่เบื้องหลัง โดยไม่เคยเรียกร้องชื่อเสียงหรือคำยกย่อง

แผ่นดินจะมั่นคงได้ไม่ใช่เพียงเพราะมีผู้ถืออาวุธปกป้อง แต่เพราะยังมีผู้ถือศรัทธาและความเสียสละ คอยปกป้องผู้คนบนผืนแผ่นดิน

หลวงตาสร้างศรัทธา ประชาชนสร้างพลัง ทุกแรงเสียสละร่วมกันสร้างชายแดนไทย

คนไทยทั้งปวง…ขอสรรเสริญในพลังอำนาจที่หลวงตาเยื้อนและทีมงานทุกภาคส่วน ทุ่มเทแรงกาย-ใจ ให้กับแผ่นดินไทยครับ