หน้าแรก เด่นวันนี้ คกก.วัคซีนแห่...

คกก.วัคซีนแห่งชาติ เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัคซีนไทย พร้อมหนุนศักยภาพการผลิตในประเทศ มุ่งสู่ความมั่นคงด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน

14.08.26 | 13:48 น.

คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติประชุมเพื่อรับทราบและพิจารณาประเด็นสำคัญด้านวัคซีนของประเทศ โดยมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงและความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนเพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมวัคซีนพร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพการผลิตและผู้ผลิตภายในประเทศและรับทราบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนตำรับยาต้านพิษโบทูลินัม และวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิด 9 สายพันธุ์ ที่ผลิตเองในประเทศ


วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี
รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค
นพ.นคร  เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ประธานในที่ประชุมกล่าวว่า สำหรับวาระเพื่อพิจารณาในครั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบและให้ความสำคัญกับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัคซีนแห่งชาติ โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพการวิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความพร้อม ในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้สนับสนุนการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมวัคซีนให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยพบว่ายังมีข้อจำกัดบางประการที่ส่งผลให้ไม่เกิดแรงจูงใจในการลงทุนอุตสาหกรรมวัคซีน จึงนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ 1) มาตรการดึงดูดการลงทุน 2) มาตรการเฉพาะรายวัคซีน เพื่อสนับสนุนวัคซีนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และ 3) มาตรการสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมวัคซีน ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน กำลังคน การวิจัยและนวัตกรรม การกำกับดูแล การเงิน การลงทุน และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนและยกระดับศักยภาพของประเทศ

Advertisement

ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านวัคซีนในภาพรวม ประกอบด้วย การสร้างความร่วมมือการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีเซลล์เพาะเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านการผลิตวัคซีนในประเทศ โดย ดร. ภก. นรภัทร ปีสิริกานต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายโรงงานวัคซีนและชีววัตถุ องค์การเภสัชกรรม รายงานว่า ในปีงบประมาณ 2569 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน องค์การเภสัชกรรมและบริษัท SK Bioscience  สาธารณรัฐเกาหลี อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอขออนุมัติจัดตั้งบริษัทร่วมทุนต่อคณะรัฐมนตรี และเตรียมความพร้อมด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีน โดยสถาบันจะติดตามความก้าวหน้า เพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดย นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้นำเสนอความก้าวหน้าการพิจารณาบรรจุวัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับเด็กไทย แผนการขับเคลื่อนการบรรจุวัคซีนไข้เลือดออกในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค แนวทางการดำเนินงานและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับวัคซีนที่ถูกจัดลำดับความสำคัญเป็นลำดับแรก ได้แก่ การขับเคลื่อนการบรรจุวัคซีนเป็นสิทธิประโยชน์ ในปีงบประมาณ 2569 ได้แก่ วัคซีน DTwP-HB-Hib-IPV และ Tdap/TdaP สำหรับกลุ่มเด็กและวัยรุ่น (อายุต่ำกว่า 18 ปี) การผลักดันวัคซีน HPV เพื่อขยายการเข้าถึงวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายอายุ 21-26 ปี รวมถึงขอให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ประสานกับหน่วยงานองค์กรอื่น ๆ เช่น องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ หน่วยงานของรัฐประเภทอื่น สามารถพิจารณาจัดหาวัคซีนที่คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพิจารณาแนะนำแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาเป็นสิทธิประโยชน์ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพื่อเป็นส่วนเสริมในการป้องกันโรคให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีการให้คำแนะนำสำหรับการใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ ในการใช้วัคซีน HPV Cecolin®9/Preventra®9 และ Gardasil®9 ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ โดยให้ฉีดแก่กลุ่มเป้าหมายตามแผนงานฯ กลุ่มอายุ 11-20 ปี จำนวน 1 เข็ม และกลุ่มอายุ 21-26 ปีจำนวน 2 เข็ม ได้ไม่ต่างกัน

และที่ประชุมได้รับทราบผลการสนับสนุนผู้ผลิตวัคซีนภายในประเทศ ตามระเบียบคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2568 โดยสถาบันได้ประกาศรายชื่อวัคซีนที่ผลิตในประเทศและผู้ผลิตที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุนแล้ว พร้อมทั้งมอบหมายให้สถาบันประสานและแจ้งนโยบายไปยังหน่วยงานจัดซื้อจัดหาวัคซีนภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมควบคุมโรค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม สำนักงานประกันสังคม โรงพยาบาลภาครัฐ ฯลฯ เพื่อร่วมดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตภายในประเทศ

ทั้งนี้ ในปี 2569 นี้ มีเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับประชาชนไทย ซึ่งเกิดจากผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานที่สามารถผลักดันผลิตภัณฑ์สู่การขึ้นทะเบียนและประสบความสำเร็จในการพัฒนาการขึ้นทะเบียนตำหรับยา 2 โครงการ คือ 1. ยาต้านพิษโบทูลินัม ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานเสาวภา สภากาชาดไทย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ 2. วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิด 9 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นความสำเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ตั้งแต่กระบวนการผลิตระดับกลางน้ำถึงปลายน้ำ จากความร่วมมือของ บริษัทโกลบอล ไบโอเทค โปรดักส์ จำกัด (GBP) และ บริษัท Xiamen Innovax Biotech สาธารณประชาชนจีน โดยสถาบันเป็นผู้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพการผลิตวัคซีนภายในประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนและชีววัตถุของประเทศ

ในช่วงท้ายที่ประชุมได้รับทราบถึงการทบทวนและปรับปรุงกลไกการพิจารณาบรรจุวัคซีนใหม่ เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลา ในการเข้าถึงวัคซีนที่จำเป็นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ (NLEV) ได้เห็นชอบการปรับปรุงขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ตามมติของคณะอนุกรรมการ NLEV ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา