หน้าแรก เด่นวันนี้ “สหกรณ์สุโขทั...

“สหกรณ์สุโขทัย” เชื่อมแปลงผักสู่โมเดิร์นเทรด วางแผนตามตลาด ผักขายได้–รายได้หมุนเวียน

19.08.26 | 10:34 น.

การทำเกษตรในวันนี้ ไม่ได้มีโจทย์เพียงว่าจะปลูกอะไรให้ได้ผลผลิตดี แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่า “ปลูกแล้วขายที่ไหน” และทำอย่างไรให้มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี เพราะขณะที่รายได้จากพืชไร่ที่เป็นรายได้หลักอาจเข้ามาเป็นช่วงๆ ส่วนค่าใช้จ่ายของครัวเรือนกลับเกิดขึ้นทุกวัน


ด้วยเหตุนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุโขทัย จึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์ให้มีทางเลือกด้านอาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการปลูกพืชผัก เป็นพืชที่สามารถวางแผนการผลิตให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน พร้อมกับเชื่อมโยงเกษตรกรเข้ากับตลาด เพื่อให้การผลิตไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “อยากปลูกอะไร” เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการรู้ด้วยว่า “ตลาดต้องการอะไร”

สหกรณ์เชื่อมตลาด หนุนปลูกผักตามถนัด

สร้างรายได้ต่อเนื่อง

Advertisement

คุณวีรภัทร เณรศาสตร์ สหกรณ์จังหวัดสุโขทัย เผยว่า จากการสำรวจอาชีพของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ พบทั้งมีการทำนา ปลูกอ้อย และปลูกพืชผัก แต่เมื่อพิจารณารายได้ของเกษตรกรแล้ว การทำเกษตรเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงมองว่าสหกรณ์ควรเข้าไปทำหน้าที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เพื่อเปิดทางเลือกให้สมาชิกมีอาชีพและรายได้ที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะการปลูกพืชผักที่สามารถสร้างรายได้ในช่วงเวลาสั้นๆ และช่วยให้มีเงินหมุนเวียนระหว่างรอรายได้จากพืชหลัก

“หลักสำคัญเลยก็คือ เริ่มต้นผลิตผักที่ปลอยภัยก่อน ก็มีมาตรฐาน GAP และค่อยๆ ขยับไปเป็นเกษตรอินทรีย์ เราก็พยายามหาพันธมิตรมาช่วยรับซื้อผลผลิต มีทั้งส่วนของราชการ ผู้ที่มีประสบการณ์ รวมถึงผู้ที่ซื้อผลผลิตจากเรา ต้องมาชี้แจงว่าต้องการผลผลิตแบบไหน” คุณวีรภัทร กล่าว

เมื่อรู้ว่าตลาดต้องการอะไร ขั้นต่อมาคือการทำให้เกษตรกร สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการ โดยมีการประชุมและวางแผนการผลิตร่วมกัน พิจารณาทั้งช่วงเวลาที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด รวมถึงความถนัดของเกษตรกรแต่ละราย

“ความถนัดของเกษตรกรมีไม่เหมือนกัน บางคนถนัดปลูกผักพื้นบ้าน อย่างเช่น มะเขือ มะละกอ กะเพรา เรื่องของขิง ข่า ตะไคร้มีหมดเลยครับ บางคนก็อยากจะปลูกผักในเทรนด์ตลาด อย่างผักสลัด กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ผักคอส ผักฟินเลย์” คุณวีรภัทร กล่าว

การผลิตไม่ได้เป็นการปลูกแบบต่างคนต่างทำ แต่เป็นการนำความถนัดของแต่ละคนมาเชื่อมเข้ากับความต้องการของตลาด ใครถนัดผักพื้นบ้านก็ผลิตในส่วนที่ตัวเองทำได้ดี ขณะที่บางรายสนใจผักสลัดหรือพืชที่อยู่ในกระแสตลาด ก็สามารถวางแผนผลิตในกลุ่มนั้นได้

นิคมสหกรณ์หนองบัวเชื่อมตลาด

หนุนเกษตรกรเพิ่มรายได้ ส่งผัก 10 ตัน/เดือน

แนวคิดเรื่องการสร้างรายได้ให้ต่อเนื่อง ถูกนำไปใช้ในพื้นที่ของนิคมสหกรณ์หนองบัวเช่นกัน  คุณธนงศักดิ์ หนันตา ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์หนองบัว จังหวัดสุโขทัย อธิบายว่า นิคมสหกรณ์มีหน้าที่จัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร ที่มีพื้นที่น้อยหรือไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพไร่นา

ปัญหาคือการทำไร่ทำนาในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่สามารถสร้างรายได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง ขณะที่เกษตรกรบางราย ยังขาดเงินทุนในการทำการเกษตร จึงต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอก และอาจกลายเป็นภาระหนี้สินตามมมา

การส่งเสริมอาชีพจึงถูกนำเข้ามาเป็นอีกทางเลือก เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถนำเงินกลับมาหมุนเวียนในครัวเรือน รวมถึงช่วยบรรเทาภาระหนี้สิน

“อาชีพเกษตรกรรมมันมีรายได้ที่ไม่แน่นอน เพราะปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จึงทำให้สหกรณ์ได้ติดต่อกับทางห้างสรรพสินค้าโลตัส ทำเป็นลักษณะคล้ายๆ เป็นข้อตกลงโดยมีการวางแผน ว่าเราจะผลิตอะไร ซึ่งพืชส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักสวนครัว อย่างเช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา” คุณธนงศักดิ์ กล่าว

เมื่อมีตลาดเข้ามารองรับ การผลิตจึงมีเป้าหมายชัดเจนขึ้น จากการปลูกเพื่อรอขาย กลายเป็นการวางแผนผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบประมาณจัดสร้างอาคารสินค้าเกษตรให้แก่สหกรณ์นิคมหนองบัวพัฒนา จำกัด โดยใช้พื้นที่ในบริเวณนิคมสหกรณ์หนองบัว เพื่อใช้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางในการรวบรวมและพัฒนาคุณภาพผลผลิต เกษตรกรนำสินค้าเกษตรมารวมกันที่อาคารแห่งนี้ ก่อนผ่านการบริหารจัดการโดยเจ้าหน้าที่ของนิคมสหกรณ์ ทั้งการออกบิล ใบเสร็จ การแนะนำเรื่องบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการเตรียมสินค้าเพื่อขนส่งด้วยรถห้องเย็น ซึ่งช่วยควบคุมอุณหภูมิและลดความเสียหายของผักระหว่างการเดินทาง

ผลผลิตที่สามารถส่งเข้าสู่ตลาดรับซื้อได้ ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10 ตันต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าการรวมผลผลิตของเกษตรกรหลายราย สามารถสร้างปริมาณสินค้าที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดขนาดใหญ่ได้

จากแปลงสู่ “โมเดิร์นเทรด”

วางแผนปลูกผัก สร้างรายได้ต่อเนื่อง

สำหรับ คุณพนาวัน ทองเทศ สมาชิกสหกรณ์นิคมหนองบัวพัฒนา จำกัด เล่าว่า การมีตลาดรับซื้อที่ชัดเจน ทำให้วิธีคิดในการทำเกษตรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะช่วงแรกคุณพนาวันจะปลูกผักแบบไม่มีแบบแผน เน้นผลิตตามความต้องการของตัวเอง แต่เมื่อมีตลาดรับซื้อจากโลตัสเข้ามา ทำให้รู้ว่าตลาดต้องการผักประเภทไหน มีรายละเอียดของผลผลิตอย่างไร และต้องส่งมอบในลักษณะใด

จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เลือกปลูกพืชที่ตัวเองถนัด ทั้งฟักทองและฟัก พร้อมแบ่งการผลิตกับเกษตรกรรายอื่น เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด

“ข้อดีที่การตลาดผ่านสหกรณ์มา เพราะเจ้าหน้าที่เขาจะแนะนำเราทุกอย่างเลย ทั้งองค์ความรู้วิชาการ และตลาดที่ติดต่อเข้ามาขอซื้อผลผลิต เจ้าหน้าที่สหกรณ์เขาก็จะมาบอกป้าทุกอย่าง ซึ่งการปลูกผักมันได้เงินเรื่อย มันไม่ได้เงินเป็นก้อน ทำให้มีรายได้ทุกวันแล้วแต่ว่าเราจะมีผลผลิตมากหรือน้อย ถ้ามีเก็บเยอะเราก็ได้เงินเยอะ แต่การวางแผนก็จะต้องปลูกเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ผลผลิตขาดช่วง” คุณพนาวัน กล่าว

อีกหนึ่งสมาชิกที่เห็นความเปลี่ยนแปลง จากการทำงานร่วมกับสหกรณ์คือ คุณรุจิรา อินชู สมาชิกสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด เดิมปลูกผักในดินแบบทั่วไป ก่อนมีโอกาสเข้ารับการอบรมอาชีพกับทางสหกรณ์ ความรู้ที่ได้รับทำให้มองเห็นว่า การปลูกผักสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และกลายเป็นรายได้ที่มั่นคง

“พอได้รับการอบรมแล้ว จากนั้นเราก็ตั้งใจลงมือปลูกผักอย่างจริงจัง และวางแผนผลิตให้ได้ ผลผลิตออกจำหน่ายในทุกๆ สัปดาห์”

เมื่อมีตลาดโมเดิร์นเทรดเข้ามารองรับ คุณรุจิรามองเห็นความต่อเนื่องของตลาดมากขึ้น เพราะเมื่อผลิตได้ ลูกค้ามีความต้องการรับซื้ออยู่เสมอ นั่นทำให้คนปลูกต้องใส่ใจตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผัก เพราะการรักษาคุณภาพจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำให้สินค้าผ่านเกณฑ์ แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ต้องรักษามาตรฐานให้ได้อย่างต่อเนื่อง

มีตลาด มีรายได้ มีคนเดินไปด้วยกัน

สหกรณ์สุโขทัยสร้างเกษตรกรเข้มแข็ง

เมื่อเกษตรกรมีรายได้จากผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง คุณวีรภัทร เณรศาสตร์ สหกรณ์จังหวัดสุโขทัย เล่าทิ้งท้ายว่า เงินที่เกษตรกรได้รับสามารถนำกลับมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันการรวมกลุ่มยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ การช่วยเหลือกัน และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยเช่นกัน

“การทำเกษตรที่มีตลาดรองรับ ช่วยให้สมาชิกมีเงิน และสามารถหมุนเวียนมาใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ภายในบ้านได้ และเหนือสิ่งอื่นใด เกษตรกรยังมีมิตรภาพในครัวเรือน เพราะได้ทำงานร่วมกัน และการมีน้ำใจในเพื่อนๆ สมาชิกด้วยกัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นผลพลอยได้ที่มันไม่ได้เชิงเศรษฐกิจ แต่เป็นผลพลอยได้เชิงสังคมมากกว่า” คุณวีรภัทร กล่าว

สุดท้ายแล้ว การทำให้เกษตรกรอยู่ได้ อาจไม่ได้หมายถึงการทำให้มีรายได้สูงที่สุดในเวลาอันสั้น แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้มีรายได้หมุนเวียน มีตลาดที่พอจะคาดการณ์ได้ มีความรู้สำหรับปรับตัว และมีเครือข่ายที่พร้อมช่วยกันเดินต่อ

จากแปลงผักเล็กๆ ของสมาชิกแต่ละราย เมื่อถูกนำมาเชื่อมต่อกันผ่านสหกรณ์ จึงกลายเป็นภาพใหญ่ของการเกษตรที่ไม่ได้มองเพียง “ปลูกอะไร” แต่เริ่มมองตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง และเมื่อคนปลูกเข้าใจตลาด ตลาดเข้าใจคนปลูก การทำเกษตรก็อาจไม่จำเป็นต้องรอรายได้เพียงปีละหนึ่งครั้งอีกต่อไป แต่สามารถค่อยๆ สร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชนไปพร้อมกัน