ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย ซึ่งมักปรากฏข่าวที่มีเด็กและเยาวชนเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญในสถานศึกษา หรือความรุนแรงภายในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ที่สะท้อนถึงปัญหาซึ่งกำลังก่อตัว และเป็นโจทย์สำคัญที่สังคมต้องหันกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง

เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครอบครัว จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อย่ารอให้เกิดเหตุ: เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง” ชวนภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ร่วมเสนอแนวทางการป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว พร้อมออกแบบระบบที่เชื่อมต่อความช่วยเหลือ ช่วยลดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 69 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤตความรุนแรงในเด็กและเยาวชน ด้วยข้อมูลที่น่าตกใจว่า คดีทำร้ายร่างกายที่เข้าสู่สถานพินิจฯ เพิ่มขึ้นจาก 1,695 เคส ในปี 2565 เป็น 3,870 เคส ในปี 2567 ขณะที่ระดับความเครียดของเยาวชนพุ่งสูงขึ้นในทุกมิติ ทั้งเรื่องการศึกษา การทำงาน และการเงิน รวมถึงความรุนแรงในชีวิตประจำวันที่พบได้หลายรูปแบบ ทั้งการถูกด่าทอ บุกรุกพื้นที่ส่วนตัว การทำร้ายร่างกาย การสะกดรอย จนถึงการล่วงละเมิดทางเพศ
สสส. ในฐานะ “นักสานพลัง” ได้เสนอมาตรการในการสร้างนิเวศที่ปลอดภัย เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรง ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันใน 3 ด่านหน้า ได้แก่ 1. ครอบครัว ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ สังเกตสัญญาณเสี่ยง ให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาได้ 2. โรงเรียน พ่อแม่อาจมีความรู้ไม่เท่ากัน โรงเรียนจะเป็นครูผู้ช่วยเหลือ ทำให้กระบวนการแรกทำได้ดีขึ้น และโรงเรียนสามารถคัดกรองเชิงรุก โดยใช้ช่วง Homeroom และ 3. ชุมชน ใช้กระบวนการดูแลเด็กร่วมกัน มีหน่วยต่างๆ ที่สามารถดูแลเด็กที่อาจมีความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำ มีพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่เล่นอิสระให้เด็กสามารถปลดปล่อยพลังทางบวกได้
“สสส. มีการพูดคุยกันในกลุ่มภาคีว่า เราอยากไปหารือกับทางกระทรวงศึกษาธิการ โดยเครื่องมือต่างๆ ที่เรามีสามารถให้คุณครู โรงเรียน และกระทรวงศึกษาธิการนำไปใช้ และทำงานร่วมกันระหว่างภาคีของ สสส. กับกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพยายามสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ของครอบครัวต่างๆ ด้วย”
ในมุมมองของ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ การแก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนด้วยการตรวจอาวุธหรือค้นกระเป๋า เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและเป็นการตอบสนองด้วยความตระหนก สิ่งที่สำคัญกว่าคือการฟื้นฟู “ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน” ให้กลับมาทำงานเชิงรุกอย่างแท้จริง
นพ.ยงยุทธ เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชนจะมี “กลุ่มเสี่ยง” ที่ต้องการการดูแลใส่ใจเป็นพิเศษประมาณ 20% อาจกล่าวได้ว่า ในห้องเรียนที่มีเด็ก 30 คน จะมีเด็กกลุ่มเสี่ยงราว 6 คน หากครูที่ปรึกษาสามารถคัดกรองและเข้าถึงเด็ก 6 คนนี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ปัญหาใหญ่อย่างการฆ่าตัวตาย หรือการกราดยิงในโรงเรียน (School Shooting) จะลดลงอย่างมาก
“ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นภารกิจสำคัญของครู นอกจากคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงแล้ว ระบบนี้ยังดูแลเด็กไปตลอดทั้งปี เพราะมีกิจกรรมที่สำคัญคือ Homeroom ให้ครูคุยกับเด็กทุกเช้าไปตลอด 200 วัน และยังมีการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ถ้าระบบนี้ทำงานได้ดีก็จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างที่เรากำลังหนักใจ เรื่องนี้ต้องอาศัยระบบที่ถือว่าเคยมีจุดแข็งมาก่อน”
เมื่อเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นแล้ว การเยียวยาคือหัวใจสำคัญ น.ส.ประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การลงพื้นที่เยียวยาจิตใจเด็กๆ ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมหนองบัวลำภู โดยใช้ “การเล่นอิสระ” เป็นเครื่องมือ
“ในอาทิตย์แรกที่เกิดเหตุ เด็กๆ ถูกเก็บไว้ในบ้าน ชุมชนเองก็กลัวไม่กล้าออกไปไหน ขณะเดียวกันเด็กบางคนก็ติดหน้าจอด้วย เราไปเปิดพื้นที่เล่นที่โรงเรียนอุทัยสวรรค์ โดยมีทีมกรมสุขภาพจิตมาร่วมสังเกตการณ์พฤติกรรมของเด็กผ่านการเล่น หลังจากการจัดพื้นที่เล่น 4 ครั้ง ครั้งละ 2-4 วัน กรมสุขภาพจิตพบว่าเด็ก 80% ปกติ พร้อมจะกลับไปโรงเรียนแล้ว หมายความว่าการเล่นสามารถที่จะเยียวยาเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ”
จากพื้นที่ความรุนแรง จังหวัดหนองบัวลำภูได้ก้าวสู่ “เมืองเล่นอิสระสร้างสุข” ทั้งจังหวัด โดยในปี 2568 ได้มีการเซ็น MOU ร่วมกับ สสส. และจังหวัดหนองบัวลำภู 21 หน่วยงาน ผลลัพธ์เชิงประจักษ์พบว่าเด็กๆ มีความสุขเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 31% เป็น 62% อีกทั้งยังมีพัฒนาการที่ดีขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ “พื้นที่เล่น” ไม่ได้ช่วยแค่เด็ก แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับคน 3 วัย นี่คือตัวอย่างการพลิกพื้นที่วิกฤตให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสในการพัฒนา



