ตลาดคอนเสิร์ตไทยกำลังเปลี่ยนจากธุรกิจบันเทิงที่สร้างรายได้จากบัตรเข้าชม ไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงธุรกิจหลายประเภทเข้าด้วยกัน
ตั้งแต่การจัดแสดง ศิลปินและทีมงาน โปรดักชั่น สถานที่จัดงาน ไปจนถึงการเดินทาง ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจบริการโดยรอบ
เหตุผลสำคัญคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่ได้จบลงเมื่อซื้อบัตร แต่เริ่มตั้งแต่การเดินทางออกจากบ้าน และดำเนินต่อไปตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในพื้นที่จัดงาน
ข้อมูลจาก IMPACT และ Grab ในปี 2568 พบว่า การใช้บริการ Grab เพื่อเดินทางมายังงานประชุมและคอนเสิร์ตที่ IMPACT Arena เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อกิจกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้น การเดินทางและการใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับงานก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ “คอนเสิร์ต” กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีบทบาทต่อ Event Economy
โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังผลักดันการจัดงานเทศกาลและอีเวนต์ขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว รวมถึงสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน คือ ‘The Concert Application presents GFEST MARATHON CONCERT 2026’ ซึ่งจัดโดย GFEST ภายใต้ GMM SHOW ระหว่างวันที่ 29-30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี
ความน่าสนใจของงานนี้ไม่ได้อยู่เพียงการรวม 16 ศิลปินเบอร์ใหญ่บนเวทีเดียว แต่เป็นการออกแบบคอนเสิร์ตในรูปแบบ “มาราธอน” จัดเต็มต่อเนื่อง 2 วัน วันละ 8 ชั่วโมง พบกับ 16 ศิลปิน 16 โชว์เต็มรูปแบบ รวมความสนุกยาวนาน 16 ชั่วโมงตลอดทั้ง 2 วัน
เมื่อมองในมุมเศรษฐกิจ ระยะเวลาการจัดงานจึงมีความหมายมากกว่าความคุ้มค่าของผู้ชม เพราะเวลาที่คนอยู่ในพื้นที่นานขึ้น หมายถึงโอกาสในการเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นตามไปด้วย
ผู้ชมที่เดินทางมายังอิมแพ็ค อารีน่าไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายในการซื้อบัตร แต่ยังมีค่าเดินทาง อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก รวมถึงการใช้บริการต่างๆ ภายในและโดยรอบพื้นที่จัดงาน
ขณะที่ผู้ชมจากต่างพื้นที่ยังมีโอกาสเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจที่พักและการเดินทางระหว่างจังหวัด
ในอีกด้านหนึ่ง การจัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ยังมีเม็ดเงินที่เกิดขึ้น “หลังเวที” ตั้งแต่การว่าจ้างทีมโปรดักชั่น ระบบเวที แสง สี เสียง Visual และ Lighting Design ไปจนถึงทีมรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการพื้นที่ Ticketing และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน
สำหรับ GFEST MARATHON CONCERT 2026 ทีมผู้จัดออกแบบทั้ง 16 การแสดงขึ้นใหม่ โดยแต่ละโชว์มี Concept, Visual, Lighting Design และ Production ที่แตกต่างกัน ทำให้เวทีเดียวถูกเปลี่ยนรูปแบบตลอดการแสดง 2 วัน
โมเดลดังกล่าวสะท้อนโครงสร้างของธุรกิจคอนเสิร์ตที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าที่ผู้ชมเห็นบนเวที และทำให้รายได้จากการจัดงานกระจายออกไปยังผู้ประกอบการและแรงงานในหลายส่วนของห่วงโซ่ธุรกิจ
ขณะเดียวกัน “สถานที่จัดงาน” ก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญของสมการนี้ เพราะเมื่อคอนเสิร์ตขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีระบบธุรกิจรองรับ การใช้จ่ายของผู้ชมสามารถเชื่อมต่อไปยังธุรกิจอื่นได้โดยตรง
กรณีของอิมแพ็ค เมืองทองธานี จึงเป็นตัวอย่างของ Ecosystem ที่ไม่ได้มีเพียงฮอลล์สำหรับจัดคอนเสิร์ต แต่ยังประกอบด้วยโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า สำนักงาน และธุรกิจบริการต่างๆ ที่รองรับผู้คนซึ่งเดินทางเข้ามาในพื้นที่
ในมุมนี้ คอนเสิร์ตจึงไม่ได้สร้างมูลค่าเฉพาะจาก “รายได้ค่าบัตร” แต่มีทั้ง Direct Impact จากรายได้ของผู้จัดและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตงาน และ Indirect Impact จากการใช้จ่ายของผู้ชมและธุรกิจโดยรอบ
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า GFEST MARATHON CONCERT 2026 มีผู้ชมจำนวนเท่าใด หรือจำหน่ายบัตรได้เท่าใด แต่คือผู้ชมแต่ละคนสร้างการใช้จ่ายต่อเนื่องไปยังธุรกิจใดบ้างตลอดระยะเวลาที่อยู่กับงาน
โดยเฉพาะรูปแบบ “Marathon Concert” ที่ทำให้ผู้ชมอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 16 ชั่วโมงตลอด 2 วัน ซึ่งแตกต่างจากคอนเสิร์ตทั่วไปที่มีระยะเวลาการแสดงสั้นกว่า
นี่จึงเป็นอีกมิติของการแข่งขันในตลาดการจัดคอนเสิร์ต ที่ผู้จัดไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องศิลปินหรือราคาบัตร แต่รวมถึงการออกแบบ “ประสบการณ์” และ “ระยะเวลาที่ผู้บริโภคใช้จ่ายอยู่กับงาน”
สำหรับอุตสาหกรรมอีเวนต์ การเติบโตของคอนเสิร์ตจึงมีผลต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจเพลง เพราะทุกครั้งที่เกิดงานขนาดใหญ่ จะเกิดความต้องการสินค้า บริการ แรงงาน และการเดินทางตามมา
ขณะที่ประเทศไทยเดินหน้าผลักดันตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดงานและเทศกาลของภูมิภาค แนวโน้มดังกล่าวทำให้คอนเสิร์ตมีโอกาสเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยสร้าง Traffic และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
GFEST MARATHON CONCERT 2026 จึงสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจคอนเสิร์ตจาก Entertainment Business สู่ Experience Economy ที่ไม่ได้วัดมูลค่าจากจำนวนบัตรที่ขายได้เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องมองไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอดทั้ง Ecosystem ตั้งแต่ผู้จัด ศิลปิน ทีมงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้ชมและธุรกิจรอบสถานที่จัดงาน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สำหรับคอนเสิร์ตหนึ่งงาน“ค่าบัตร” อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้จ่าย ขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอาจเดินทางต่อไปอีกหลายทอดกว่าจะจบลงหลังผู้ชมเดินทางกลับบ้าน



