มี “ดราม่า” น่าสนใจที่สะท้อนอะไรหลายๆ อย่างของสังคม ในกลุ่มสาธารณะของ Facebook ที่เอาไว้หาช่างแต่งหน้าทำผม เมื่อมีผู้มาโพสต์ตามหาช่างแต่งหน้าหัวละ 300 บาท ช่างทำผมหัวละ 200 บาท สำหรับงานเลี้ยงสิ้นปีของบริษัท
แรกที่โพสต์นี้ปรากฏก็มีคนส่วนหนึ่งโดยเฉพาะผู้ที่เป็นช่างแต่งหน้าและช่างทำผมเห็นว่าราคานี้ต่ำเกินไป จนบางคนรู้สึกเหมือนถูกดูถูก หรือเข้าใจไปว่าเจ้าของโพสต์มีเจตนามาเสี่ยงดวงหาจ้างช่างแบบกดราคา ก็เข้าไป “ทัวร์ลง” ต่อว่าเจ้าของโพสต์ แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือมีบางความเห็นเข้าไปเยาะเย้ยเหยียดหยาม ดูถูกความ “จนแต่อยากสวย” ของเจ้าของโพสต์ ถึงขนาดไปไล่ให้เจ้าของโพสต์กับเพื่อนไปแต่งหน้ากับช่างแต่งหน้าศพด้วยเครื่องสำอางบริจาค
หากเรื่องก็พลิกกลับเมื่อเจ้าของโพสต์เข้ามาแจกแจงความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ต้องกำหนดงบการแต่งหน้าทำผมในราคาที่เสนอไปนั้นได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลหมดจดและมีวุฒิภาวะ จนโพสต์ดังกล่าวเป็นไวรัล ส่งให้คณะทัวร์วกรถกลับไปลงทั้งช่างแต่งหน้าทำผมที่มาตอบแย่ๆ รวมถึงความเห็นเชิงดูถูกดูหมิ่นเจ้าของโพสต์จนต้องลบความเห็น หนีญญ่าย พ่ายจะแจกันไป
แต่หากกล่าวกันอย่างยุติธรรมแล้ว เรื่องนี้มันก็มีข้อที่ให้ทำความเข้าใจได้สำหรับฝ่ายที่ไปต่อว่าเจ้าของโพสต์ในระยะแรกก็ใช่ว่าจะเป็นไปโดยไม่มีเหตุผล เพราะเรื่องแบบนี้ก็เคยมีอยู่เหมือนกัน ที่มีคนรู้มากไปโพสต์หาคนที่ทำงานที่เป็นงาน “ช่างฝีมือ” หรือต้องใช้วิชาชีพด้วยการเสนอราคาต่ำอย่างน่าเกลียด จนเดาเจตนาไปว่าเป็นการตั้งราคาแบบเผื่อฟลุค มีคนรับก็ดี ได้จ้างราคาถูกกันไป หรือถ้าจะต่อรองกันก็ได้ตั้งต้นจากฐานราคาต่ำไว้ก่อน
นอกจากเรื่องทำผมแต่งหน้าในดราม่านี้ อีกกรณีปัญหาที่พบกันบ่อยๆ คือจ้างงานช่างภาพ รวมถึงในงานคอนเทนต์ เช่น การเขียนบทความ แปลภาษา หรือทำกราฟิกแบบตั้งราคาต่ำเหลือเชื่อ ยกตัวอย่างงานคอนเทนต์ก็เคยเจอผู้มาหาจ้างคนเขียนบทความชิ้นละ 50-100 บาท หรือจ้างแปลงานในราคาหน้าละ 100 บาท
จริงอยู่ที่เราอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นตลาดเสรี ซึ่งมีกลไกอุปสงค์อุปทานทำหน้าที่ควบคุมอยู่แล้ว ถ้าค่าจ้างมันถูกเกินไปก็จะไม่มีใครรับงาน หรือถึงมีคนมารับงานผู้ว่าจ้างก็ไปลุ้นเรื่องคุณภาพเอาเองว่างบประมาณระดับนี้จะได้คนทำงานฝีมือแค่ไหน หากในความเป็นจริง “กลไกตลาด” ก็ไม่ได้ทำงานสมบูรณ์ขนาดนั้น เพราะแม้สำหรับมืออาชีพผู้มีฝีมือระดับชั้นนำของแต่ละวงการ มีลูกค้าประจำมั่นคงอยู่แล้วก็คงไม่มีใครรับงาน แต่สำหรับคนที่มีฝีมือปานกลางที่ไม่มีโอกาสเลือกลูกค้าได้ขนาดนั้น และประกอบกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจก็ต้องจำใจต้องยอมรับงานจ้างราคาต่ำๆ เพื่อให้พอมีรายได้บ้าง หรือเพื่อหวังรายได้ประจำอยู่ดี เรื่องนี้ส่วนตัวก็เคยรู้จักนักเขียนที่ยอมรับงานเขียนคอนเทนต์ราคาชิ้นละ 50 บาท ทั้งๆ ที่ในวงการต่างรู้ดีว่าฝีมือของเขาควรมีราคาสูงกว่านั้น
การปล่อยกลไกตลาดที่มีผู้มาเสนอราคาค่าจ้างต่ำเกินไปแต่จะก็ยังมีคนยอมรับทำงานให้ ในที่สุดก็จะเป็นการลดเพดานราคาค่าจ้างงานประเภทดังกล่าวลงไปต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แล้วถ้าคนที่รับทำนั้นก็ทำพอส่งๆ ไปเพื่อให้สมราคาด้วย ก็จะส่งผลให้คุณภาพงานจ้างฝีมือ หรืองานที่ต้องใช้ทักษะนั้นๆ ลดลงไปอีก ซึ่งก็อาจจะนำมาซึ่งปัญหางูกินหางกันต่อทั้งฝ่ายผู้จ้างและผู้รับจ้าง
เมื่อพิจารณาในแง่ที่กล่าวมาข้างต้นก็เข้าใจได้กับช่างแต่งหน้าและทำผมที่ไปทัวร์ลงในระลอกแรก แต่ถึงอย่างนั้นจะมีเหตุผลอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าเป็นคนละเรื่องกับ “ความใจร้าย” ของบรรดาความเห็นที่รุนแรงใส่กันแบบไม่เผื่อใจสำหรับคนที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณจริงๆ หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ที่ผู้มาเสนอจ้างจะไม่รู้จริงๆ ว่าปกติเขาจ้างงานแบบนั้นในราคาเท่าไรก็เป็นไปได้
รวมถึงกรณีที่ไม่มีเหตุผลของบรรดาความเห็นที่ถือโอกาสเข้าไปใช้พื้นที่ในโพสต์ดังกล่าวเป็นสนามอารมณ์ที่จะได้ “เหยียด” เจ้าของโพสต์ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกัน และก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียในการจ้าง หรือวิชาชีพนั้น บรรดาผู้คนที่เข้าไปใช้ถ้อยคำทำร้ายย่ำยีผู้คนที่พวกเขาเห็นว่าอยู่ในสถานะต่ำกว่า เพียงระบายความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจเพื่อเยียวยาตนเอง เผลอไผลคิดว่าการได้กดคนอื่นนั้นคือการเชิดชูรักษาพื้นที่ยืน หรือสถานะของตัวเองที่รู้อยู่แก่ใจว่าก็ไม่ได้ดีเด่นสูงส่งอะไร แต่อย่างน้อยก็มีคนที่ต่ำกว่าให้เขาได้เหยียบย่ำค้ำยืนได้อยู่
ปรากฏการณ์ความไม่ไว้วางใจและความใจร้ายของดราม่านี้เป็นเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเจ็บป่วยของสังคมที่ขาดศรัทธา วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการทางศาสนา และคุรุทางจิตวิญญาณ ได้กล่าวไว้ในโพสต์ Facebook ส่วนตัวที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะ สรุปได้ว่า สำหรับเขาแล้วในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นยุคสมัยที่ผู้คนสูญสิ้น “ศรัทธา” และมีปัญหาต่อคำคำนี้มากที่สุด โดยความไม่ไว้วางใจในศรัทธานั้นเกิดจากการที่ใครหลายคนในสังคมก็ตามที่ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี เทศนาสั่งสอน มองโลกในแง่สวย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รักทุกคน แต่กลับกลายเป็นผู้ที่มีส่วนสนับสนุนการใช้อำนาจนิยมเผด็จการ หรือหลับหูหลับตาปล่อยวางต่อความอยุติธรรมที่ผู้คนในสังคมได้รับ คือคนกลุ่มที่เรียกรวมกันง่ายๆ ได้ว่า “สลิ่ม” นั่นเอง
วิจักขณ์จึงเห็นว่า ในที่สุดความไม่ไว้วางใจก็กลายเป็นความเฉลียวฉลาดเดียวที่เราพอจะพึ่งได้ จนเกิดภาวะสูญสิ้นศรัทธาขึ้นภายใน จนเมื่อรู้ตัวอีกที “เราก็ได้กลายเป็นคนเกรี้ยวกราด มองโลกในแง่ลบ พร้อมจะฉีกทึ้งทุกผู้คนรอบตัวด้วยความเห็นที่แหลมออกมาเพียงเล็กน้อย จนพอใจกับการมีเพื่อนเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่วางใจกันในความไม่ไว้วางใจ ศรัทธากันและเข้าใจกันในความสูญสิ้นศรัทธา”
เราเดินทางมาถึงจุดที่ภาวะสูญสิ้นศรัทธาทำให้ทุกคนป่วยกันหมด
ชะตากรรมของคำว่า “ศรัทธา” ไม่ต่างจากคำว่า “ความดี” และ “คนดี” ซึ่งที่ปัจจุบันนี้กลายเป็นถ้อยคำที่ถูกใช้อย่างล้อเลียนเหยียดหยาม เป็นคำสแลงที่ชวนให้เกิดความไม่ไว้วางใจเมื่อได้เห็นสองคำนี้ปรากฏเป็นคำพูด หรือในข้อความใด ที่มันดู “ดีงาม” หรือเชิดชูในคุณงามความดี
นั่นก็เพราะว่าการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยครั้งล่าสุดเกิดจากบรรดาอันธพาลการเมือง กปปส.ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “คนดี” ที่กำลังทำ “ความดี” ด้วยการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานในทางการเมืองการปกครองของผู้คนด้วยการล้มล้างการเลือกตั้ง และสร้างสถานการณ์เชื้อเชิญให้มีการทำรัฐประหารที่ส่งผลร้ายเรื้อรังต่อสังคมมาจนทุกวันนี้
มีใครสักคนตั้งฉายาตัวเองเป็น “พี่คนดี” เขียนบทเขียนกลอนโจมตีผู้คนในฝั่งฝ่ายนิยมประชาธิปไตยด้วยทักษะแบบกลอนพาไปที่เลวร้ายระดับบานพับประตูคงยังอยากร้องไห้
ล่าสุด มีคนที่แสดงตัวเป็นนักธุรกิจใจบุญ อวดอ้างพร่ำพูดทำตัวเป็นคนดีคืนคุณแผ่นดิน กำชับกำชา ให้คนอื่นรักษาความดี จนขนาดศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดังถึงกับแต่งเพลงอวยเป็นผู้ให้ ในที่สุดกลับกลายเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชน และเพิ่งก่อเหตุอุกอาจถึงขนาดจะหลบหนีคดีความกันคาศาล หรือคนดีศรีแผ่นดินอีกคนก็เปิดบ่อนพนันออนไลน์ที่ศาลเพิ่งตัดสินลงโทษจำคุกกันไปก่อนหน้ารายแรกไม่นาน
นี่คือโฉมหน้าและพฤติกรรมของคนที่เที่ยวอวดอ้างแต่งตั้งตัวเองเป็น “คนดี” ให้สังคมได้เห็นในช่วงสี่ห้าปีนี้
ความไม่ไว้วางใจในคำว่า “คนดี” และ “ความดี” นำไปประกอบกับการถอดรื้อความหมายและการกระทำในสิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็น “ความดี” เช่น การบริจาคทรัพย์สินสิ่งของเพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ หรือประโยชน์สาธารณะ หรือแม้แต่การทำงานอาสาสมัคร หรือกิจกรรมการกุศลก็ถูกตั้งคำถามทั้งในแง่ของวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค หรือทำกิจกรรมนั้นว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงในการทำ “ความดี” นั้นหรือไม่ รวมถึงตั้งคำถามไปถึง “ผลของการทำความดี” เช่น การบริจาค หรือกิจกรรมการกุศลเพื่อช่วยเหลือคนว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะเป็นการบรรเทาความบกพร่องของผู้ที่ควรต้องรับผิดชอบ จนทำให้ปัญหานั้นไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนหรือไม่
ซ้ำเติมด้วยการที่มีผู้ฉกฉวยโอกาสตักตวงเอาน้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ไปหาประโยชน์โดยฉ้อฉล เช่น มิจฉาชีพที่แสดงตัวว่าตกระกำลำบาก ตกรถ โทรศัพท์หาย ติดต่อลูกหลานไม่ได้ แล้ววนเวียนหลอกลวงขอค่ารถ หรือเงินช่วยเหลือจากผู้คนที่เห็นใจช่วยเหลือ หรือโพสต์เรื่องราวโกหกอันแสนสะเทือนใจเพื่อเรียกร้องขอรับเงินบริจาค หรือเรื่องการทำกิจกรรมสาธารณกุศลใหญ่โตออกสื่อ ก็ปรากฏว่าผู้ที่เข้ามาเป็นตัวกลางรับบริจาคมีการเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมดำเนินการ” รวมถึงผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำกิจกรรมนั้นก็ได้รับการตอบแทนมาเป็นเส้นสายเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้มีอำนาจ หรือทำกิจกรรมความดีเพื่อฉาบหน้าการกระทำทุจริตหลอกลวงของตน
พฤติการณ์และพฤติกรรมเช่นนี้มีมากเสียจนความไว้เนื้อเชื่อใจในความดีความงามและความสุจริตของเพื่อนมนุษย์ถูกเขย่าให้สั่นคลอน จนในที่สุด ความไร้ศรัทธาในเพื่อนมนุษย์และคุณงามความดี หวาดระแวง ตั้งคำถามต่อทุกคุณค่าที่เคยเชื่อมั่นยึดถือกันมา ไม่กล้าศรัทธาต่ออะไร ไม่อาจมองอะไรในแง่ดีแง่งามได้ ทั้งหมดรวมกันแล้วก็จะทำให้ผู้คนในสังคมของเราป่วยจิตกันไปหมด
ดังนั้น เพื่อการเยียวยาสังคมและรักษาจิตใจของเราเอง ในฐานะปัจเจกก็ควรจะเหลือพื้นที่ในหัวใจกันไว้ให้กับ “ศรัทธา” อย่างน้อยก็ศรัทธาว่ายังมี “ความดี” อันจริงอยู่ในจิตใจของเราเอง
อาจเริ่มต้นที่การมองผู้คนที่แตกต่าง หรือทำให้เราไม่พอใจขัดเคืองอย่างมีเมตตา คิดเผื่อไปในทางว่าเรื่องนี้มีแง่มุมไหนให้เป็นไปได้ หรือเข้าใจในการกระทำที่เรารู้สึกขัดหูขัดตาได้บ้างหรือไม่ หรือในกรณีที่ไม่อาจเมตตา หรือมองหาแง่มุมอื่นได้ แต่อย่างน้อยการปล่อยผ่าน หรือข่มใจไม่แสดงความใจร้ายออกไป เพียงเท่านั้นก็อาจจะสร้างบรรยากาศที่ดีให้สังคม และสุขภาพจิตที่ดีของตัวเราได้แล้ว
ขอให้เหลือศรัทธาว่า แม้ “ความดี” จะถูกใครสักคนฉกฉวยไปทำปลอม และแสร้งสวมแสดงตนเป็น “คนดี” ปลอมเปลือก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “ความดี” อันจริงแท้ และ “คนดี” นั้นจะไม่มีอยู่จริง หรือไม่เคยมีอยู่เลย
กล้า สมุทวณิช

