อโยธยาคือ “เมืองเก่าของอยุธยา” ส่วนอยุธยาคือ “เมืองใหม่ของอโยธยา”
เมืองอโยธยาตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของพระนครศรีอยุธยา มีวัดวาอารามสำคัญๆ ได้แก่ วัดพนัญเชิง, วัดใหญ่ชัยมงคล, วัดอโยธยา (วัดเดิม), วัดกุฎีดาว, วัดมเหยงคณ์ เป็นต้น ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ทรงปฏิสังขรณ์แทบทั้งนั้น
ที่ยกมาเป็นเนื้อความโดยสรุปจากพระราชดำรัส ร.5 เมื่อ 116 ปีมาแล้ว ทรงเปิด “โบราณคดีสโมสร” หรือ “สมาคมสืบสวนของบุราณในประเทศสยาม” (พระราชทานไว้ ณ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ ในพระราชวังโบราณ พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2450)
ร.5 ทรงมีพระราชดำ รัสอีกตอนหนึ่งว่านักค้นคว้าประวัติศาสตร์ “หลง” เรื่องราวอยุธยา (เมืองใหม่) แล้ว “ลืม” อโยธยา (เมืองเก่า) จึงทำให้มี “ความเห็นอันคับแคบ” เพราะไม่กล่าวถึงอโยธยาที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออก ซึ่งมีก่อนกรุงศรีอยุธยา
พระราชดำรัส ร.5 มีต่อไปอีกว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบ้านเมือง “เป็นเครื่องชักนำ ให้เกิดความรักชาติและรักแผ่นดินของตัว ถึงว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ชั่วช้าไม่ดีอย่างใด ก็เป็นเครื่องที่จะจำ ไว้ในใจ เพื่อจะละเว้นเกียจกันไม่ให้ความชั่วความไม่ดีนั้นมาปรากฏขึ้นอีก”
ในตอนท้าย ทรงมีพระราชดำรัสชักชวนให้ค้นคว้ารวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของประเทศ (สยาม) “ไม่ว่าเมืองใด ชาติใด วงษ์ใด สมัยใด รวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวของประเทศ (สยาม)” นับเป็น “ประวัติศาสตร์ชาติ” ของไทยฉบับแรก และเป็นฉบับก้าวหน้ามาก เนื่องเพราะทรงเน้นประวัติศาสตร์ของประเทศ (สยาม) ซึ่งประกอบด้วยบ้านเมืองน้อยใหญ่ เช่น นครศรีธรรมราช, นครชัยศรี (นครปฐม), ลพบุรี (ละโว้) ฯลฯ และผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ว่า “กรุงสยามเป็นประเทศที่แยกกันบ้างบางคราว รวมกันบ้างบางคราว ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ปกครองก็ต่างชาติกันบ้าง ต่างวงษ์กันบ้าง”
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยฉบับปัจจุบันที่ “เพิ่งสร้าง” แล้วใช้ครอบงำประชาชน จนทุกวันนี้ ไม่เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศตามที่ ร.5 ทรงมีพระราชดำรัสไว้ แต่เป็นประวัติศาสตร์ “ชนเชื้อชาติไทย” ที่ยกตนข่มท่าน หมายถึง “ด้อยค่า” ชาติพันธุ์อื่นๆซึ่งเป็นต้นเหตุของความรุนแรงและสร้างปัญหาสารพัดที่ยังแก้ไม่ตกขณะนี้
ดังนั้น เมืองอโยธยา (จ.พระนครศรีอยุธยา) ซึ่งยังไม่มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นระบบทางประวัติศาสตร์โบราณคดี เพิ่มเติมจากที่นักปราชญ์ทางมานุษยวิทยาศึกษาไว้นานมากแล้ว (พ.ศ. 2509) ถ้าจะต้องถูกทำลายด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือด้วยการสนับสนุนจากนักวิชาการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็นับเป็นความอัปยศที่ต้องตราไว้ในโซเชียลจงเป็นนิรันดร์ “จุ่งคงอยู่กัลปา” และ แม้แผ่นดินจะเหี้ยนหาย แผ่นฟ้าจะถูกเผาไหม้ความอัปยศที่ตราไว้จงอย่าหาย “หายแผ่นดินฟ้าไหม้ อย่าหาย” [ยวนพ่ายโคลงดั้น]




ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เมืองอโยธยา สุ่มเสี่ยงสาบสูญ จากรถไฟความเร็วสูง โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
- อ.ธรรมศาสตร์เปิดผลขุดค้น ‘อโยธยา’ ก่อนตั้งกรุงศรีฯ แนะชั่งน้ำหนักปมรถไฟความเร็งสูง ความเจริญต้องคู่อนุรักษ์

