วัฒนธรรมและท่องเที่ยวเป็นหน่วยงานที่ผลิตอีเวนต์ประจำปี เช่น สาดน้ำสงกรานต์, ลอยกระทงลงน้ำ ฯลฯ ต้องปรับเปลี่ยนเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายเชิงเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
“การย้ายงานท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลว่าจะทำให้บทบาทลดลง แต่อยู่ที่ความตั้งใจของระบบรัฐ”
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับอนาคตท่องเที่ยวไทยบนเวทีโลก (ประชาชาติธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 2-อาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 หน้า 16) แล้วบอกต่อไปดังนี้
“ข้อดีของการไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม คือการทำงานด้านโบราณสถาน, อุทยานประวัติศาสตร์, และศาสนสถานต่างๆ สามารถพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้ดีขึ้น เพราะกระทรวงวัฒนธรรมมีกรรมสิทธิ์และสิทธิในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวนี้โดยตรง”
ข้อด้อยของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) คือไม่มีนโยบายชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่ง มีแต่ตาม “แห่” กระแสซอฟต์เพาเวอร์ โดยไม่สนองความต้องการของสังคมร่วมสมัย แต่ยืนหยัดสนองความสุขของชนชั้นนำได้เห็นของสวยๆ งามๆ ดูจากการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์, การบริหารจัดการโบราณสถาน, และพิพิธภัณฑสถาน ฯลฯ
ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์เรื่องเชื้อชาติไทย มีถิ่นกำเนิดอัลไต-น่านเจ้า ถูกจีนรุกราน ต้องอพยพหลบหนีถอนรากถอนโคนลงไปตั้งสุโขทัยราชธานีแห่งแรก ซึ่งไม่มีใครเชื่อถือ เพราะไม่พบหลักฐานวิชาการสนับสนุน แต่ยังไม่ปรับปรุงแก้ไขแนวคิด
ข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีมีมากจากการทำงานของนักโบราณคดี แต่ข้อมูลหลักฐานโบราณคดีเหล่านั้นไม่ถูกอธิบายเชื่อมโยงเข้ากับประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
ถ้าทำได้จนเป็นที่ยอมรับทั่วไป สิ่งเหล่านี้คือพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกมากและยั่งยืนยาวนาน ได้แก่ ความเป็นไทยมาจากสยามซึ่งเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก ดังนั้นวัฒนธรรมของคนทั่วประเทศไทยล้วนเป็นสมบัติวัฒนธรรมของบรรพชนคนไทย
โบราณสถาน
สังคมไทยไม่นิยมเข้าชมโบราณสถาน มีเหตุสำคัญที่สุด 2 อย่าง คือ ป้ายคำอธิบายอ่านไม่รู้เรื่อง และสตอรี่ไม่เชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่น
ถ้าแก้ไขได้ตามแนวทางสากล โบราณสถานจะเป็นสิ่งดึงดูดและกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมถึงชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ
(1.) ป้ายคำอธิบายอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเขียนด้วย “คำหลวง” เป็นภาษาวิชาการประวัติศาสตร์ศิลปะของชนชั้นนำยุคอาณานิคม ซึ่งประชาชนนักท่องเที่ยวทั่วไปต่างไม่เข้าใจจึงไม่รู้เรื่อง
ดังนั้น ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งเนื้อหาและการเรียบเรียงให้อ่านง่าย
(2.) สตอรี่ไม่เชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่น เพราะให้ความสำคัญประวัติศาสตร์ศิลปะแบบอาณานิคมด้วยทัศนะด้อยค่าประชาชนทั่วไป จึงไม่อธิบายเชื่อมโยงสถานที่ตรงนั้นของชุมชนท้องถิ่น
ดังนั้น ต้องปรับเปลี่ยนเชื่อมโยงโบราณสถานเข้ากับท้องถิ่น
พิพิธภัณฑสถาน
สังคมไทยไม่นิยมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ มีเหตุสำคัญที่สุด 2 อย่าง คือระบบการศึกษาไทย กับความเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทย
ถ้าแก้ไขตามแนวทางสากล พิพิภัณฑสถานจะเป็นแหล่งดึงดูดและกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีพลังมาก
(1.) ระบบการศึกษาไทย ไม่อนุญาตให้คิดต่าง เพราะต้องท่องจำตามคำสอนของครูอาจารย์เท่านั้น ดังนั้นไม่จำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและแตกต่างจากห้องเรียน ปัจจุบันแม้จะบอกว่าคิดต่างได้แต่ครูอาจารย์ส่วนมาก “ดีแต่พูด” ยังไม่ปฏิบัติ
(2.) ความเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของไทย ไม่เอื้อต่อการศึกษาในระบบโรงเรียน และการศึกษาตลอดชีวิต ดังนี้
(ก.) พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของไทยเป็นที่ “เก็บของเก่า” ของชนชั้นนำ ด้วยเฟอร์นิเจอร์อย่างดี และมีเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ถูกเรียก “ประวัติศาสตร์ศิลปะ” เพื่อประกอบเนื้อหาอนุรักษนิยมและการเมืองชาตินิยมของชนชั้นนำ โดยไม่มีวัฒนธรรมประชาชน
(ข.) ไม่มีเรื่องราวความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยที่สัมพันธ์กับโลก หรือเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในโลก เช่น การค้าโลกนำมาซึ่งศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดียและตะวันออกกลางถึงอุษาคเนย์ที่มีไทยเป็นส่วนหนึ่ง หลังจากนั้นจึงนำมาซึ่งวัฒนธรรมยุโรป
รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร พยายามปรับเปลี่ยนความมีชีวิตชีวาของพิพิธภัณฑ์ไทย จึงพัฒนาเป็น “มิวเซียมสยาม” จัดแสดงเนื้อหาความเป็นมาของความเป็นไทยตามหลักฐานวิชาการตามแนวทางสากล พร้อมมีกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวข้องสม่ำเสมอ
ครั้งหลังเผด็จการทหารยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มิวเซียมสยามถูกรื้อเนื้อหาเหล่านั้นแล้วทำใหม่ เพื่อมอมเมาความเป็นไทยสนองการเมืองชาตินิยมคลั่งเชื้อชาติไทยให้คนไปตายแทนจากความขัดแย้งด้วยการปลุกระดมยั่วยุตามแนวคิดชนชั้นนำ



