ไต้หวัน – คนไทยเรานั้นเคยชินกับการเรียกไต้หวันว่า “เกาะเล็กๆ” เพราะเล็กเมื่อเทียบกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามช่องแคบไต้หวัน แต่เรื่องน่าประหลาดใจก็คือ เกาะเล็กๆ แห่งนี้กลับมีเศรษฐกิจที่ไม่เล็กเลยสักนิดเดียว ยิ่งกว่านั้น ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันมิได้เพียงแต่เติบโตเร็วกว่าประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้น หากยังมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าทั้งสองประเทศไปแล้วด้วย ทั้งที่เมื่อสัก 40 หรือ 50 ปีก่อน ไต้หวันยังเป็นเพียงเกาะที่ผลิตรองเท้า ของเล่น ตุ๊กตา จักรยาน และสินค้าราคาถูกส่งไปขายทั่วโลก จนสินค้าที่ประทับตราว่า “Made in Taiwan” ถือว่าของราคาถูกและคุณภาพต่ำ แต่วันนี้ของที่ผลิตจากไต้หวันกลับหมายถึงสิ่งของที่ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายขาดไม่ได้ คือชิปคอมพิวเตอร์หรือสารกึ่งตัวนำซึ่งเปรียบเสมือนมันสมองของโลกสมัยใหม่ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เครื่องบิน เครื่องมือแพทย์ ระบบอาวุธ ดาวเทียม ศูนย์ข้อมูล ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเป็นของวิเศษประจำยุค ล้วนต้องอาศัยชิป และชิปที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกจำนวนมากก็ผลิตขึ้นในไต้หวัน
นี่เองคือคำตอบว่าเหตุใดเกาะที่มีประชากรเพียงประมาณ 23 ล้านคน จึงสามารถยืนเด่นอยู่ท่ามกลางยักษ์ใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าจะพูดอย่างง่ายที่สุด ความสำเร็จของไต้หวันเกิดจากการเลือกทำสิ่งที่ตนเองทำได้ดีที่สุด และทำสิ่งนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายติดต่อกันมาหลายสิบปี ประเทศต่างๆ มักใฝ่ฝันอยากมีบริษัทใหญ่โตที่ผลิตสินค้าสำเร็จรูปของตนเอง ญี่ปุ่นมีโตโยต้า, โซนี่ และพานาโซนิค เกาหลีใต้มีซัมซุง, ฮุนได และแอลจี ส่วนจีนมีหัวเว่ย, เสียวหมี่, บีวายดี และบริษัทใหญ่อีกนับไม่ถ้วน แต่ไต้หวันกลับเดินไปอีกทางหนึ่ง คือไม่จำเป็นต้องมีชื่อบริษัทติดอยู่บนสินค้าที่ผู้บริโภคเห็นเสมอไป แต่ขอเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญซึ่งซ่อนอยู่ข้างใน และขอให้ชิ้นส่วนนั้นสำคัญเสียจนคนทั้งโลกขาดไม่ได้ก็แล้วกัน ด้วยเหตุนี้คนทั่วไปอาจไม่เคยซื้อสินค้าที่ติดชื่อบริษัททีเอสเอ็มซีเลยสักชิ้น เพราะทีเอสเอ็มซีมิได้ผลิตโทรศัพท์ โทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ออกมาขาย แต่โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่นั้นมีชิปซึ่งผลิตจากโรงงานของทีเอสเอ็มซีอยู่ข้างใน
ชื่อเต็มของบริษัทนี้คือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือบริษัทผลิตสารกึ่งตัวนำแห่งไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2530 โดยนายมอร์ริส จาง วิศวกรผู้เกิดในประเทศจีน ไปศึกษาและทำงานอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานาน ก่อนจะได้รับเชิญกลับมายังไต้หวัน ความคิดของนายมอร์ริส จางนั้นดูธรรมดา แต่แท้จริงแล้วเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมชิปทั้งโลก กล่าวคือบริษัทของเขาจะไม่ออกแบบชิปของตนเอง แต่จะรับจ้างผลิตชิปตามแบบที่บริษัทอื่นคิดขึ้นมา กิจการประเภทนี้เรียกว่า “ฟาวดรี (Foundry)” หรือโรงงานรับจ้างผลิตชิปโดยเฉพาะ ซึ่งการผลิตชิปถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เสี่ยงสูงและใช้เงินลงทุนมหาศาล แม้จะมีความต้องการใช้งานทั่วโลก แต่โรงงานผลิตชิปก็ต้องเผชิญกับต้นทุนการสร้างโรงงานเป็นแสนล้านบาท ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว และการสูญเสียชิ้นงานนับหมื่นชิ้นหากการผลิตเกิดข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ทำให้หลายครั้งธุรกิจนี้มีความเสี่ยงที่จะ “เสียมากกว่าได้” หากไม่มีฐานลูกค้าที่ใหญ่พอ ในระยะแรกคนจำนวนมากเห็นว่าเป็นความคิดพิลึก เพราะบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่ๆ ในสมัยนั้นต่างออกแบบและผลิตชิปของตนเองทั้งสิ้น แต่เมื่อชิปยิ่งเล็ก ยิ่งซับซ้อน และโรงงานยิ่งแพง บริษัทต่างๆ ก็เริ่มเห็นว่าการออกแบบอย่างเดียวแล้วนำไปจ้างไต้หวันผลิตนั้นสะดวกและประหยัดกว่าและเชื่อใจได้ว่าไต้หวันจะไม่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันขึ้นแข่งกับผู้จ้างโดยเด็ดขาด ผลก็คือบริษัทออกแบบชิปชั้นนำของโลกตั้งแต่แอปเปิล, เอ็นวิเดีย, เอเอ็มดี ไปจนถึงควอลคอมม์ ล้วนเป็นลูกค้าของไต้หวันทั้งสิ้น
เมื่อปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเกิดรุ่งเรืองขึ้นมา ชิปประมวลผลขั้นสูงก็ยิ่งเป็นที่ต้องการอย่างมหาศาล และไต้หวันก็อยู่ถูกที่ถูกเวลาอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับคนขายร่มที่ยืนรออยู่ก่อนฝนจะตกพอดี แต่จะว่าเป็นเพียงโชคก็คงไม่ยุติธรรมนัก เพราะไต้หวันเตรียมตัวมาก่อนหน้านั้นหลายสิบปี ทั้งลงทุนด้านการศึกษา สร้างมหาวิทยาลัยทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ส่งคนไปศึกษาต่างประเทศ สร้างนิคมวิทยาศาสตร์ และสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลไต้หวันมิได้คิดว่าตนฉลาดกว่านักธุรกิจไปเสียทุกเรื่อง รัฐบาลจึงมิได้ลงไปสั่งว่าบริษัทใดต้องผลิตอะไรหรือขายสินค้าให้ใคร แต่ทำหน้าที่สร้างคน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ให้เงินทุนแก่กิจการที่มีอนาคต และปล่อยให้เอกชนแข่งขันกัน ไต้หวันจึงมีสิ่งที่เรียกว่า “ระบบนิเวศอุตสาหกรรม” คือมิได้มีเพียงบริษัทใหญ่บริษัทเดียว หากมีบริษัทเล็กบริษัทน้อยอีกนับพันแห่งคอยผลิตสารเคมี เครื่องจักร แผ่นวงจร อุปกรณ์ทดสอบ บรรจุภัณฑ์ และชิ้นส่วนสารพัดอย่างสนับสนุนกันอยู่ ดังนั้น แม้ใครจะมีเงินมากพอสร้างโรงงานผลิตชิปแบบเดียวกับไต้หวันขึ้นมาสักแห่งหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผลิตชิปได้ดีเท่ากัน เพราะยังขาดวิศวกรที่มีประสบการณ์ ขาดผู้จำหน่ายวัสดุ ขาดช่างเทคนิค ตลอดจนขาดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งสะสมกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีจะทำชิปเสียหายไปทีละนับหมื่นนับแสนชิ้นในคราวเดียวได้เสมอ
ความรู้อย่างหลังนี้บางทีก็ไม่ได้อยู่ในตำรา มิได้จดเป็นสิทธิบัตร และมิได้เขียนไว้ในคู่มือ หากอยู่ในหัวของคนงาน วิศวกร และผู้จัดการโรงงาน ซึ่งรู้จากประสบการณ์ว่าหากเครื่องจักรมีเสียงเช่นนี้ อุณหภูมิเปลี่ยนไปเท่านั้น หรือความชื้นสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยจะต้องแก้ไขอย่างไร เรื่องทำนองนี้ใช้เงินซื้อได้ยาก และยิ่งใช้คำสั่งจากรัฐบาลบังคับให้เกิดขึ้นไม่ได้เลย
นี่คือเหตุผลที่จีนทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างอุตสาหกรรมชิปของตนเองมาหลายปี แต่ยังไม่อาจไล่ตามไต้หวันได้ทันในชิปชั้นสูง แม้จีนจะมีตลาดใหญ่กว่า มีเงินมากกว่า มีประชากรมากกว่า และมีรัฐบาลที่สามารถระดมทรัพยากรได้รวดเร็วกว่าก็ตาม ความสำเร็จของไต้หวันจึงขัดกับโฆษณาชวนเชื่อจากกรุงปักกิ่งซึ่งมักอธิบายว่าไต้หวันเป็นดินแดนเล็กๆ ที่เศรษฐกิจกำลังเสื่อมถอย ถูกตัดขาดจากโลก และจะไม่มีอนาคตหากไม่กลับไปรวมกับจีนแผ่นดินใหญ่ ตัวเลขกลับเล่าเรื่องอีกอย่างหนึ่ง เศรษฐกิจไต้หวันใน พ.ศ.2568 เติบโตอย่างร้อนแรงจากความต้องการสินค้าเกี่ยวกับเอไอและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยตัวเลขทางการซึ่งปรับปรุงล่าสุดระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงขยายตัวประมาณร้อยละ 8.76 ขณะที่รายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 45,600 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ตามตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างประเทศในช่วงเดียวกัน การส่งออกของไต้หวันใน พ.ศ.2568 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 34.9 และมีมูลค่าเกิน 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากความต้องการชิป เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำหรับศูนย์ข้อมูลเอไอ
เมื่อพิจารณาจากกำลังซื้อ รายได้ต่อหัวของไต้หวันก็สูงกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ค่อนข้างมากเช่นกัน แม้ตัวเลขเหล่านี้จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะค่าครองชีพ โครงสร้างประชากร และวิธีคำนวณของแต่ละประเทศแตกต่างกัน แต่ทิศทางโดยรวมย่อมปฏิเสธได้ยากว่า ไต้หวันได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียแล้ว
ที่สำคัญที่สุด คือภูมิรัฐศาสตร์ โรงงานชิปที่สำคัญที่สุดในโลกจำนวนมากตั้งอยู่บนเกาะซึ่งจีนประกาศว่าเป็นส่วนหนึ่งของตน และไม่เคยสละสิทธิที่จะใช้กำลังเข้ายึดครอง จึงเกิดคำเรียกว่า “โล่ซิลิคอน” หมายความว่าโลกจำเป็นต้องช่วยรักษาความสงบในช่องแคบไต้หวัน เพราะหากเกิดสงครามขึ้น เศรษฐกิจโลกจะขาดชิปและปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
บทเรียนจากไต้หวันจึงมิใช่ว่าทุกประเทศควรลุกขึ้นมาสร้างโรงงานผลิตชิป เพราะโรงงานเช่นนั้นใช้เงินมหาศาลและประเทศส่วนใหญ่ไม่มีทางแข่งขันได้บทเรียนที่แท้จริงคือ ประเทศเล็กไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่าง แต่ต้องรู้ว่าตนจะเก่งเรื่องอะไร และเมื่อเลือกแล้วต้องสร้างคน สร้างความรู้ และทำอย่างต่อเนื่องโดยไม่เปลี่ยนนโยบายทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลหรือรัฐมนตรี ไต้หวันมิได้สร้างอุตสาหกรรมชิปขึ้นมาเพราะมีรัฐบาลอัจฉริยะซึ่งมองเห็นอนาคตถูกต้องทุกเรื่อง แต่เกิดจากการที่รัฐบาล นักวิชาการ และเอกชนยอมเรียนรู้จากความผิดพลาด มีเป้าหมายระยะยาว และให้ผู้มีความสามารถได้ทำงานของตนเอง ประเทศที่เอาแต่ประกาศว่าจะเป็นศูนย์กลางโน่นศูนย์กลางนี่ แต่ไม่สร้างคน ไม่ส่งเสริมการวิจัย และเปลี่ยนโครงการทุกสองสามปี ย่อมไม่มีทางสร้างอุตสาหกรรมระดับโลกขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะมีคำขวัญไพเราะหรือทุ่มงบประชาสัมพันธ์มากเพียงใด
ไต้หวันมีพื้นที่เพียงประมาณ 36,000 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าประเทศไทยเกือบ 15 เท่า ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแร่สำคัญมากมาย และยังต้องอยู่ภายใต้ภัยคุกคามทางทหารแทบทุกวัน แต่ไต้หวันมีทรัพยากรชนิดหนึ่งซึ่งสำคัญกว่าน้ำมันและแร่ธาตุ นั่นคือคนที่มีความรู้ มีวินัย และรู้ว่าตนกำลังทำอะไร เมื่อคนเหล่านั้นช่วยกันสร้างสินค้าที่โลกขาดไม่ได้ เกาะเล็กๆ จึงกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ และประเทศใหญ่ๆ ซึ่งมีทั้งคน เงิน และทรัพยากรมากมายก็ต้องหันมาพึ่งพาเกาะเล็กๆ แบบไต้หวันนั้น เพราะไต้หวันมีความรู้ซึ่งโลกทั้งโลกขาดไม่ได้ต่างหาก



