หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ | ‘ออเคสตรา’ ดนตรีไทยเดิม

26.10.26 | 17:34 น.
เพจ Mahidol Thai Traditional Orchestra

ชาตินิยมไทยหล่อหลอมกล่อมเกลาว่าดนตรีไทยเดิมมีความเป็นไทยแท้ที่ไม่เหมือนใครในโลก และปลุกปั่นเป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อป

แต่ความจริงตามหลักฐานวิชาการ ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะดนตรีไทยเดิมมีเรื่องราวความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ เหมือนกันกับดนตรีเขมร, ดนตรีลาว, ดนตรีพม่า, ดนตรีอินโดนีเซีย ฯลฯ โดยผสมกลมกลืนระหว่างดนตรีพื้นเมืองกับดนตรีนานานชาติ ตั้งแต่อินเดีย, เปอร์เซีย, อาหรับ, จีน, ตะวันตก ฯลฯ และดนตรีไทยเดิมมีรากเหง้าไม่ต่างจากวัฒนธรรมสากล เช่น “ร้องเนื้อเต็ม” แบบไทยสากล


[ไทยเป็นลูกผสมมาจากสยาม ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ จึงไม่มีเชื้อชาติไทยแท้]

“วงออเคสตราดนตรีไทยเดิมของมหาวิทยาลัยมหิดล” [Mahidol Thai Traditional Orchestra (MTTO)] เป็นข่าวน่าตื่นเต้นยินดีล่าสุดจากมติชนออนไลน์ (จันทร์ 26 ตุลาคม 2569) และควรสนับสนุนอย่างยิ่งให้ลองผิดลองถูกไม่หยุดยั้ง

อ.ณัฐชยา นัจจนาวากุล (หัวหน้าสาขาวิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล) บอกว่า

Advertisement

“ในระยะยาว MTTO มุ่งหวังที่จะเป็นมากกว่าวงดนตรีสำหรับการแสดง แต่เป็นพื้นที่บ่มเพาะนักดนตรีและนักประพันธ์ดนตรีไทยรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทั้งด้านทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในคุณค่าของวัฒนธรรมตนเอง เพื่อให้สามารถนำเสนอผลงานบนเวทีระดับนานาชาติและเวทีดนตรีระดับโลกได้อย่างภาคภูมิใจ โดยใช้ดนตรีเป็นภาษาในการเชื่อมโยงผู้คนจากต่างวัฒนธรรม เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การพาดนตรีไทยไปสู่เวทีโลก ไม่ใช่การทำให้ดนตรีไทยเป็นเหมือนใคร แต่คือการทำให้เสียงดนตรีไทยมีพื้นที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของตนเองให้ผู้คนทั่วโลกได้รับฟัง MTTO จึงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ แรงบันดาลใจสำหรับนักดนตรีรุ่นต่อไป และความหวังที่จะเห็นดนตรีไทยเติบโตอย่างมีรากฐาน พร้อมเชื่อมโยงกับโลกอย่างสร้างสรรค์และไร้พรมแดน”

ที่มาของวง  Mahidol Thai Traditional Orchestra (MTTO) จากเอกสารของมหิดลว่ามีเหตุจากปัจจุบันหลายประเทศจัดวงออเคสตราที่ใช้เครื่องดนตรีประจำชาติ มาบรรเลงและเป็นวงระดับมืออาชีพ เช่น วงออเคสตราจีน เกาหลี วงเหล่านี้เป็นพื้นที่ให้นักดนตรีพื้นบ้าน นักดนตรีแนวขนบ ได้ใช้ศักยภาพของตนเองเข้าสู่การเป็นนักดนตรีอาชีพ และยังเป็นพื้นที่ให้นักประพันธ์ดนตรีรุ่นใหม่ใช้เพื่อพัฒนาสร้างสรรค์ดนตรีในรูปแบบต่างๆ

การถือกำเนิดขึ้นของวง Mahidol Thai Traditional Orchestra (MTTO) จึงเป็นการสร้างพื้นที่ทางดนตรีให้กับอาชีพ “นักดนตรีไทย” และ “นักประพันธ์ดนตรีไทย” อย่างแท้จริง

ปัญหาของดนตรีไทยเดิมอยู่ที่ลักษณะ “คลั่ง” ความเป็นไทย อย่างปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาว่าดนตรีไทยเดิมเริ่มรับแบบแผนตะวันตกตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย แล้วรับเต็มที่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้แก่ พระอภัยมณี “เป่าปี่” คือเดี่ยวปี่ตามประเพณีฝรั่งที่สุนทรภู่รับรู้และนิยมตั้งแต่ครั้งนั้น

ชนชั้นนำรับตะวันตก สร้างแบบฉบับ “ดนตรีไทยเดิม” หลัง พ.ศ. 2400

เพลงดนตรีไทยเดิมรับอิทธิพลเพลงดนตรีตะวันตก ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2400 ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยน “รูปแบบ” และ “เนื้อหา” จึงเกิดสิ่งใหม่หลายอย่างเพื่อแสดงอำนาจและบารมี “ความเป็นเลิศ” ของ “ผู้ดี” ชนชั้นนำกระฎุมพี แล้วกำหนดให้เป็นแบบฉบับ “ดนตรีไทย”เพื่อความเป็นไทย

ดนตรีไทยเดิมแบบฉบับมี 3 อย่าง คือ วงปี่พาทย์, วงมโหรี, วงเครื่องสาย ล้วนเป็นดนตรีแพร่หลายอยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยามาแต่เดิม จึงไม่มีดนตรีของลุ่มน้ำอื่น เช่น ลุ่มน้ำปิง, ลุ่มน้ำมูล, ลุ่มน้ำปัตตานี, ฯลฯ

ลักษณะเฉพาะของดนตรีไทยเดิมแบบฉบับต้องมีดังนี้—เพลงเถา, เอื้อน, เดี่ยว, ประชัน แล้วมีอย่างอื่นๆ ด้วย เช่น ชื่อเพลงขึ้นต้นด้วยชาติพันธุ์, เพลงออกภาษา

(1.) เพลงเถา จัดเป็น “ดนตรีเพื่อฟัง” เป็นสิ่งใหม่แรกมีหลัง พ.ศ. 2400 ในแผ่นดิน ร.5 เพื่อสนองความต้องการของกระฎุมพี แล้วกลายเป็นแบบแผน “ดนตรีไทย” ของความเป็นไทยสืบจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลพัฒนาการจากเพลงทยอยและปี่พาทย์เสภา เพื่ออวดฝีมือความรู้ความสามารถของคีตกวีผู้แต่งเพลงกับนักดนตรีผู้บรรเลง โดยไม่ให้ความสำคัญเนื้อร้อง เพราะเป็นบทบาทของดนตรีเพื่อฟังในวัฒนธรรมกระฎุมพี

เพลงเถา หมายถึง เพลงที่มีความเร็วต่างกันที่เรียกเป็นชั้นๆ คือ สามชั้น, สอง ชั้น, ชั้นเดียว (คำว่า เถา เรียกภาชนะหรือสิ่งของในจำพวกเดียวกันที่เรียงจากใหญ่, กลาง, เล็ก แล้วนำมาเรียกเพลงมโหรีปี่พาทย์ที่มีอัตราลดหลั่นกันลงไปตามลำดับไม่ต่ำกว่า 3 ชั้น และบรรเลงติดต่อกันไปไม่ขาดระยะจนจบว่าเพลงเถา)

เพลงเถาแรก อาจารย์มนตรี ตราโมท เขียนอธิบายว่ามีขึ้นแผ่นดิน ร.5 คือ เพลงทยอยใน เถา (ดูรายละเอียดในหนังสือ สารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2536)

เพลงเถาดำเนินตามปี่พาทย์รับเสภา คือร้องก่อน แล้วดนตรีบรรเลงรับเป็นลำดับสลับกันไปจนกว่าจะจบเพลง เรียกร้อง-รับ มีอย่างน้อย 3 ท่อน คือ สามชั้น, สองชั้น, ชั้นเดียว

สมัยดั้งเดิมเริ่มแรกประเพณีร้องเพลงดนตรี วงมโหรีบรรเลงคลอขณะคนร้องขับร้องลำนำพร้อมไปในคราวเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ เรียก ร้องเนื้อเต็ม ต่างจากร้องเพลงเถามีร้องแล้วดนตรีรับ

ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีดนตรีเพื่อฟังอย่างเพลงเถาในยุคนี้ เพราะดนตรียุคก่อนเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ดังนั้นดนตรีเพื่อฟังเป็นที่นิยมในหมู่ “ผู้ดี” ชนชั้นสูงและกระฎุมพี ส่วนสามัญชนคนทั่วไปไม่นิยมฟังร้องยืดยาดน่าเบื่อ

(2.) เอื้อน ร้องเพลงเถามีเอื้อนมากๆ ยาวๆ เพราะทำนองเพลงที่มีแต่ก่อน ส่วนมากหรือเกือบหมดเป็นเพลงอัตรา 2 ชั้น เมื่อจะทำเป็นเถาต้องเอาเพลงอัตรา 2 ชั้นมาปรับแต่งยืดให้ยาวเป็น 3 ชั้น และหดให้สั้นเหลือชั้นเดียว เพื่ออวดลีลาทำนองที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่

เพลงที่ประดิษฐ์เป็นเถามุ่ง “เพื่อฟัง” ทำนองเพลงหรืออวดทำนองเพลงเป็นสำคัญที่สุด ไม่ได้อวดเนื้อร้อง และไม่ได้มุ่งหมายให้ฟังเนื้อร้อง จึงไม่ได้แต่งเนื้อร้องให้สอดคล้องกับทำนองเพลง แต่ไปคัดจากวรรณคดีร้อยกรองที่เป็นกลอนมาเป็นเนื้อร้อง

เนื้อร้องที่คัดกลอนจากวรรณคดีที่แต่งไว้ดีแล้วมีจำนวนคำ, วรรค ตามฉันทลักษณ์เป็นแบบแผน แต่จำนวนคำ, วรรคไม่ยาวเท่าทำนอง เลยต้องแก้ไขให้เนื้อร้องกับทำนองมีความยาวไปด้วยกันได้ด้วยการเพิ่มเสียงร้อง คือ “เอื้อน” ให้ยาวแทรกเข้าไปเป็นช่วงๆที่กำหนด

(3.) เดี่ยว วิธีบรรเลงอย่างหนึ่งเรียกว่าเดี่ยว ใช้เครื่องดนตรีจำพวกดำเนินทำนอง (เช่น ระนาด หรือฆ้องวง หรือจะเข้ หรือซอ) บรรเลงแต่อย่างเดียว อาจบรรเลงตลอดทั้งเพลงหรือแทรกอยู่ในเพลงหนึ่งเป็นบางตอนก็ได้ และอาจมีเครื่องประกอบจังหวะ เช่น ฉิ่ง, ฉาบ, โหม่ง, โทน, รำมะนา, สองหน้าหรือกลองแขกบรรเลงไปด้วย

(4.) ประชัน เจ้านายและขุนนางข้าราชการนิยมมีวงปี่พาทย์ไม้แข็งของตัวเอง แล้วเริ่มมีประชันขันแข่งฝีมือบรรเลงวงปี่พาทย์ไม้แข็ง แต่จำกัดอยู่ในหมู่วังเจ้านายกับบ้านขุนนาง

(5.) ชื่อเพลงดนตรีไทยขึ้นต้นด้วยชื่อชาติพันธุ์ เริ่มนิยมอย่างแพร่หลายตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 2400 หรือราว ร.4 เป็นต้นมาเพื่อแสดงความเป็นอื่นที่ด้อยกว่า และอวดความเป็นสยามที่เหนือกว่า

แต่อีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาติของสยามกับเพื่อนบ้านโดยรอบที่ระบุชื่อชาติพันธุ์ เช่น เขมรพายเรือ, พม่าแทงกบ, มอญดูดาว, ลาวกระทบไม้, ญวนทอดแห, จีนขิมเล็ก, แขกต่อยหม้อ, ฯลฯ

ชื่อชาติพันธุ์ที่แสดงความเป็นอื่นที่ด้อยกว่า เริ่มมีใช้แพร่หลายในแผ่นดิน ร.4 (ไม่เคยมีก่อนหน้านั้น) เช่น เขมรป่าดง, ขอมแปรพักตร์, ฯลฯ

ความเป็นอื่นที่ด้อยกว่า กับความเป็นสยามที่เหนือกว่า ไม่จำเป็นต้องมีจริงในโลก เช่น ฝรั่งไม่ด้อยกว่าสยาม และสยามไม่เหนือกว่าฝรั่ง แต่ในโลกลวงๆ ของสยามแล้ว ความเป็นอื่นต้องด้อยกว่าทั้งนั้น ไม่ว่าในโลกจริงจะเป็นอย่างไร

(6.) เพลงออกภาษา หรือ สิบสองภาษา แสดงความด้อยกว่าของคนอื่น และเหนือกว่าของสยาม

เห็นได้จากเริ่มต้นด้วยเพลงกราวนอก ถือเป็นทำนองไทย เนื้อร้องแสดงการยกทัพที่มีไทยเป็นแม่ทัพ เพลงต่อไปมีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่ายกทัพไปจับมอญและคนอื่นๆ ทำนองเพลงต่อจากนั้นเป็นลักษณะที่ไทยยกตนข่มท่าน คือเหยียดชาติพันธุ์อื่นๆ ล้วน ล้าหลังตลกคะนอง, โง่เง่าเต่าตุ่น, และบ้านนอก เป็นต้น

เพลงออกภาษา สิบสองภาษา เคยมีมาก่อนตามแนวสวดคฤหัสถ์ แต่เฉพาะที่จบท้ายด้วยสำเนียงฝรั่ง ควรมีขึ้นหลัง พ.ศ. 2408 (ปลายแผ่นดิน ร.4) สิ้นสุดสงครามกลางเมืองในอเมริกา เพราะเพลงสำเนียงฝรั่งได้ทำนองจากเพลงสงครามกลางเมืองอเมริกา

สรุป สนับสนุนให้ลองผิดลองถูกเพื่อความลงตัวก้าวหน้าต่อไป ทำให้มี “ออเคส ตรา” ดนตรีไทยเดิมที่ทรงพลังทางเพลงดนตรีโลก