คนทำสื่อถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาจากอำนาจนิยมสืบเนื่องยาวนาน เรื่องความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลก อันเนื่องจากคนไทย เชื้อชาติไทยแท้ “สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิดอัลไต-น่านเจ้า ที่ถูกขับไล่ต้องอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนลงมาตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก จากนั้นสืบเนื่องเป็นอยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์
ดังนั้น อะไรที่ “ไม่ไทยแท้” ล้วนถูกตำหนิติเตียนแล้วต่อต้านหัวชนฝา ถ้าย้อนกลับไปราว 50 ปีที่แล้ว “วัฒนธรรมป๊อป” จากตะวันตกถูกต่อต้านทั้งนั้นโดยคนทำสื่อบางกลุ่มยกความเป็นไทยเหนือความเป็นสากล โดยอธิบายไม่ได้ว่าอะไรคือไทยแท้?
คนทำสื่อไม่ยอมติดตามความเคลื่อนไหวก้าวหน้าในแนวคิดทางสังคม, วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ-การเมือง ทั้งในไทยและในสากลโลก จึงหมกมุ่น “ไทยแท้” ซึ่งสอดคล้องความเห็นล่าสุดของผู้อาวุโส ดังนี้
“สื่ออ่อนแอ” สื่อเข้มแข็งไม่พอ เสนอเรื่องเสนอทิศทางแนวทางการชักจูงอย่างอ่อนแอ มีหน้าที่นำเสนออย่างเดียว ขาดการชักจูงที่ถูกต้องไปสู่ “แนวทางแห่งความสำเร็จร่วมกัน” มีนะ ไม่ใช่ไม่มีสื่ออย่างนั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สำหรับผมเรียกมันว่า “สื่ออ่อนแอ”
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากการแถลงข่าวของ “ไตรภพ ลิมปพัทธ์” พิธีกรและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ที่เพิ่งประกาศยุติการทำรายการทีวี เพื่อย้ายไปสู่การทำงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มตัว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569
[ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 30 ต.ค.-5 พ.ย. 2569 หน้า 11]
ภาษาไทย เป็นสิ่งแสดงความเป็นไทยที่กลุ่มอำนาจนิยมต้องยกทุกครั้งมากกว่า 60 ปีมาแล้วที่เรียกร้องความเป็นไทย โดยเฉพาะการออกเสียง ร. (เรือ) ซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างตำหนิตลอดมาคนออกเสียงไม่ชัด คือลิ้นไม่รัว
ร. (เรือ) เสียงรัวเป็นวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยาลงไปคาบสมุทรภาคใต้ (ในตระกูลภาษามอญ-เขมร ที่รับบาลี-สันสกฤตจากอินเดีย) แต่บริเวณเหนือลุ่มน้ำเจ้าพระยาขึ้นไป ไม่มี ร. (เรือ) ลิ้นรัว (ในตระกูลภาษาไท-ไต) จึงใช้ ฮ. (นกฮูก) แทนเสียง ร เช่น รัก เป็น ฮัก, รอด เป็น ฮอด ฯลฯ
ราชสำนักอยุธยาไม่ทุกคนที่ออกเสียง ร (ลิ้นรัว) และ ร กับ ล ออกเสียงสลับปนกันโดยไม่เคร่งครัด, ไม่มีใครถือสา, และไม่มีใครบ้าคอยฟังเสียงลิ้นรัว (นอกจากพวกจับผิด)
ดังนั้นประชาชนสมัยอยุธยาออกเสียง ร กับ ล ปนกัน โดยต่างรู้กันว่าหมายถึงอะไร จึงไม่มีใครเอาเป็นเอาตาย แม้สมัยกรุงธนบุรี-กรุงรัตนโกสินทร์ ก็เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา
ภาษาพูด สมัยโบราณไม่มีแบบแผนตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับคนพูดเป็นใคร? มาจากไหน? เมื่อไร? ที่สำคัญภาษาพูดกับภาษาเขียนต่างกัน (ที่ไหนๆ ในโลกก็ต่างกัน)
ภาษาเขียน อยู่ในพงศาวดารและเอกสารเก่าที่ผลิตโดยนักบวช, นักปราชญ์ราชสำนักที่ต้องมีระเบียบแบบแผนภาษาราชการ และไม่ได้ใช้เป็นภาษาพูด
แต่ภาษาเขียนไม่ใช่ภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าภาษาพูดในวังหรือในวัด ยิ่งของสามัญชนยิ่งไม่ใช่
ละครและหนังที่มีเนื้อหาย้อนยุค (พีเรียด) ถึงอยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์ต้นๆ ก่อนหน้านี้ (ราว 50 ปีที่แล้ว) ไม่เคร่งครัด แต่เพิ่งมาเคร่งครัดตอนนี้ เพราะเขียนบทให้มีไดอะล็อกเป็นภาษาเขียนในพงศาวดารที่ไม่มีจริงในอดีต ทั้งนี้ไม่มีหลักฐานตรงๆ แต่เทียบเคียงภาษาพูดของคนลุ่มน้ำต่างๆ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา
นิยายที่มีไดอะล็อกใกล้เคียงวิถีชีวิตสมัยอยุธยา คืองานของไม้ เมืองเดิม ได้แก่ ขุนศึก, ทหารเอกพระบัณฑูร ฯลฯ
ยกมาเป็นตัวอย่างสนับสนุนความเห็นของคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ แต่ในพฤติกรรมจริงมีมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่อง “อาหารไทย” ฟูมฟายโน่นนี่นั่นเป็นอาหาร “ไทยแท้” ทั้งๆ หลักฐานวิชาการยืนยันเต็มไปหมดว่า “ไม่มีอะไรเป็นไทยแท้” เพราะล้วนเป็น “ลูกผสม” วัฒนธรรมนานาชาติพันธุ์ รวมทั้งอาหารไทยไม่มีอะไรแท้ นอกจากอร่อยหรือไม่อร่อย—นี่แหละของแท้



