Kalshi ทำนายเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ และผลสะเทือนต่อโลกและประเทศไทย
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 ชาวอเมริกันออกไปเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ซึ่งอาจทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ชอบประกาศความยิ่งใหญ่ของตนเองต้องพบกับความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งแม้แต่ตำแหน่งเดียว ที่น่าสนใจคือมีตลาดพยากรณ์ชื่อ Kalshi (คาลชี) ประเมินว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสถึง 90% ที่จะชนะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และ 62% ที่จะครองวุฒิสภา ตัวเลขดังกล่าวมิใช่คำทำนายของหมอดูหรือโหรประจำทำเนียบขาว แต่เป็นผลจากการที่ผู้คนยอมเอาเงินจริงๆ มาซื้อขายความคาดหมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้งกลางเทอมคืออะไร ประธานาธิบดีอเมริกันมีวาระ 4 ปี แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 คนมีวาระเพียง 2 ปี ส่วนวุฒิสมาชิก 100 คนมีวาระ 6 ปี โดยทยอยเลือกตั้งประมาณหนึ่งในสามทุก 2 ปี ดังนั้นเมื่อประธานาธิบดีทำงานได้ครึ่งวาระ ประชาชนจึงมีโอกาสตรวจการบ้านเสียทีว่า รัฐบาลทำงานเข้าท่าหรือไม่ หากไม่พอใจก็เลือกฝ่ายค้านเข้าไปควบคุมรัฐสภาเพื่อถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องไล่ประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง นี่เป็นความฉลาดอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญอเมริกัน เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เชื่อว่าผู้มีอำนาจจะเป็นคนดีอยู่เสมอไป จึงสร้างระบบให้ผู้มีอำนาจคอยตรวจสอบกันเอง การเลือกตั้งกลางเทอมจึงเปรียบเสมือนการสอบกลางภาคที่นักเรียนชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถบอกครูได้ว่า ผมเป็นประธานาธิบดีแล้ว ไม่ต้องสอบก็ได้
ทีนี้มาทำความรู้จัก Kalshi ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจมาก ความจริงแล้ว Kalshi ไม่ใช่สำนักสำรวจความคิดเห็น แต่เป็นตลาดซื้อขายคำทำนายโดยใช้เงินจริง อธิบายง่ายๆ ว่า สมมุติว่ามีคนตั้งคำถามว่า พรรคเดโมแครตจะชนะเลือกตั้งหรือไม่ คนที่เชื่อว่าจะชนะก็เอาเงินไปซื้อสัญญาที่ตอบว่า “ชนะ” สมมุติสัญญาราคา 90 เซนต์ หรือประมาณ 29 บาท หากผลเลือกตั้งออกมาว่าชนะจริง ผู้ซื้อจะได้รับ 1 ดอลลาร์ หรือประมาณ 32 บาท ได้กำไร 10 เซนต์ แต่ถ้าแพ้ก็เสียเงิน 90 เซนต์ที่จ่ายไปทั้งหมด กล่าวง่ายๆ คือทายถูกได้เงิน ทายผิดเสียเงิน เหมือนการพนันทายผลการแข่งขันกีฬา เพียงแต่สิ่งที่นำมาทายคือเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต โดย Kalshi เป็นตลาดที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ Kalshi ไม่ได้ถามว่าท่านชอบพรรคไหน แต่ถามว่าท่านเชื่อว่าพรรคไหนจะชนะมากพอที่จะกล้าเอาเงินตัวเองไปเสี่ยง คนเราอาจพูดสนับสนุนพรรคการเมืองที่ตนรักอย่างเต็มปากเต็มคำ แต่พอต้องควักเงินออกจากกระเป๋าจริงๆ ก็อาจเปลี่ยนความคิดได้ เพราะการพูดผิดนั้นไม่เสียอะไร แต่การทายผิดใน Kalshi เสียเงินจริงๆ ตัวเลข 90% จึงหมายความว่าราคาซื้อขายในตลาดสะท้อนความเชื่อว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสชนะสูงมาก ไม่ใช่ว่าพรรคนี้จะได้รับคะแนนเสียง 90% แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม Kalshi ไม่ใช่ผู้วิเศษที่มองเห็นอนาคต ตลาดอาจทำนายผิดได้ เพราะราคาขึ้นอยู่กับความเชื่อของผู้ซื้อขาย ซึ่งอาจถูกข่าวลือหรือผู้มีเงินทุนมากชักนำได้เช่นกัน
เหตุที่พรรคเดโมแครตมีโอกาสชนะสูงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพและเศรษฐกิจ คนอเมริกันจำนวนมากไม่ได้สนใจว่าประธานาธิบดีจะกล่าวสุนทรพจน์ได้ยิ่งใหญ่เพียงใด แต่สนใจว่าเงินเดือนซื้ออาหาร เติมน้ำมัน และจ่ายค่าเช่าบ้านพอหรือไม่ นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์อาจฟังดูดีเมื่อประกาศว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ชาวบ้านไม่ได้ซื้อสินค้าเป็นคำขวัญ หากซื้อด้วยเงินในกระเป๋า จึงเกิดคำถามว่าอเมริกายิ่งใหญ่ขึ้นจริงหรือไม่ หรือเพียงแต่ตัวเลขราคาสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ขึ้นเท่านั้น
หากพรรคเดโมแครตชนะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทรัมป์ก็จะบริหารประเทศลำบากขึ้น เพราะฝ่ายค้านมีอำนาจตรวจสอบ สอบสวนและขัดขวางกฎหมายหรืองบประมาณของรัฐบาลได้ แต่ถ้าเดโมแครตชนะทั้งสองสภา ทรัมป์ก็จะยิ่งปวดศีรษะหนักขึ้นอีก แม้เขายังมีอำนาจยับยั้งกฎหมายก็ตาม ส่วนการถอดถอนประธานาธิบดีนั้น ไม่ใช่เพียงฝ่ายค้านชนะเลือกตั้งแล้วจะย้ายเครื่องเรือนออกจากทำเนียบขาวได้ทันที เพราะการตัดสินให้พ้นตำแหน่งต้องใช้เสียงถึงสองในสามของวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะกระทบโลกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ทรัมป์ใช้กำแพงภาษีเป็นอาวุธกดดันประเทศต่างๆ หากเดโมแครตควบคุมรัฐสภา ก็อาจตรวจสอบและจำกัดการดำเนินนโยบายของทรัมป์ได้มากขึ้น แต่ก็อย่าหวังว่ากำแพงภาษีจะพังครืนลงในวันรุ่งขึ้น เพราะนักการเมืองอเมริกันทั้งสองพรรคต่างก็ต้องการปกป้องอุตสาหกรรมและผลประโยชน์ของประเทศตนเอง ส่วนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนก็จะยังดำเนินต่อไป เพียงแต่วิธีการอาจเปลี่ยนจากการตะโกนขู่กันกลางตลาด มาเป็นการใช้กฎหมายและมาตรการทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งบางครั้งก็เจ็บปวดกว่าการตะโกนเสียอีก
สำหรับยุโรป การที่พรรคเดโมแครตมีอำนาจในรัฐสภามากขึ้นอาจช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่พันธมิตรของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเรื่ององค์การนาโตและการสนับสนุนยูเครน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านจะสามารถกำหนดนโยบายต่างประเทศแทนประธานาธิบดีได้ทั้งหมด เพราะทรัมป์ยังคงมีอำนาจด้านการต่างประเทศและการทหารอยู่มาก ส่วนปัญหาตะวันออกกลางและราคาน้ำมันนั้นก็ยากจะเปลี่ยนแปลงทันทีตามผลการเลือกตั้ง เพราะสงครามและผลประโยชน์ของมหาอำนาจไม่ได้จบลงเพียงเพราะชาวอเมริกันเปลี่ยนพรรคที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา
มาถึงประเทศไทยของเราบ้าง สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยางพารา ไปจนถึงอาหารแปรรูป หากอเมริกาขึ้นกำแพงภาษีหรือเศรษฐกิจชะลอตัว โรงงานไทยก็อาจได้รับคำสั่งซื้อลดลง คนงานมีรายได้น้อยลง และธุรกิจส่งออกก็เดือดร้อนตามไปด้วย แม้เดโมแครตจะชนะเลือกตั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าไทยจะเข้าสู่ตลาดอเมริกาได้ง่ายขึ้นเสมอไป เพราะพรรคเดโมแครตเองก็ให้ความสำคัญกับการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ตลอดจนมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
นอกจากนี้ประเทศไทยยังต้องรับมือกับการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน เพราะไทยมีความสัมพันธ์สำคัญกับมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย รัฐบาลไทยจึงต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความสุขุม ไม่ใช่เห็นใครมีอำนาจมากก็รีบวิ่งไปกอดขาเขา เพราะมหาอำนาจนั้นเปลี่ยนรัฐบาลได้ แต่ประเทศไทยย้ายที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หนีไปไหนไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือเร่งขยายตลาดส่งออก เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป มิฉะนั้นเศรษฐกิจไทยก็จะต้องฝากชะตากรรมไว้กับอารมณ์ของประธานาธิบดีต่างชาติ
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้มิใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรครีพับลิกันกับพรรคเดโมแครต แต่เป็นบททดสอบสำคัญของประชาธิปไตยอเมริกันว่า ประชาชนยังสามารถใช้อำนาจควบคุมผู้ปกครองของตนได้มากน้อยเพียงใด ตลาด Kalshi อาจประเมินว่าเดโมแครตมีโอกาสชนะสูง แต่ผู้ตัดสินที่แท้จริงยังคงเป็นประชาชนอเมริกันผู้มีสิทธิออกเสียง มิใช่บรรดานักลงทุนที่ใช้เงินซื้อขายคำทำนายอนาคต
สำหรับประเทศไทยนั้น ไม่ว่าใครจะชนะ เราก็ยังต้องอยู่กับอเมริกา อยู่กับจีน และอยู่กับโลกที่มหาอำนาจแข่งขันกันต่อไป สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่นั่งลุ้นผลเลือกตั้งเหมือนดูมวยข้างเวที แต่ต้องเตรียมตัวรับผลกระทบให้ดี เพราะเมื่อช้างสารสองตัวต่อสู้กัน หญ้าย่อมเดือดร้อน แต่แม้ช้างสารทั้งสองตัวรักใคร่ปรองดองกัน หญ้าก็ยังอาจถูกเหยียบอยู่ดี
ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์นั้น หากผลการเลือกตั้งออกมาตามที่ Kalshi คาดการณ์ไว้ ก็คงได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า แม้จะเป็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ก็ไม่สามารถสั่งให้ประชาชนลงคะแนนเสียงตามใจตนเองได้เสมอไป และนี่แหละครับคือเสน่ห์ของประชาธิปไตย เพราะประชาชนอาจยอมให้คนคนหนึ่งเป็นประธานาธิบดีได้ถึง 4 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้เขาทำอะไรก็ได้ตลอด 4 ปีนั้นโดยไม่มีใครตรวจสอบ อย่างน้อยทุกๆ 2 ปี ชาวอเมริกันก็ยังมีสิทธิเตือนประธานาธิบดีว่า เจ้าของประเทศที่แท้จริงไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ในทำเนียบขาว หากเป็นประชาชนต่างหาก
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์




