ประกันสังคม – นับว่าเป็นการปลดล็อกกฎหมายประกันสังคมในรอบกว่า 36 ปี หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.อุดรธานี มีมติเห็นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ
เหตุผลหลักๆ ที่กระทรวงแรงงานนำเสนอร่างกฎหมายใหม่ ด้วยฉบับปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ปี 2533 หลายส่วนไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม
ถือเป็นอีกข่าวดีของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคนทั่วประเทศ
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้มีอยู่ 10-11 ประเด็นหลัก อย่างเช่น ที่มาและรายได้ของ
เงินกองทุนประกันสังคม ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 39/1 และสิทธิประโยชน์
การนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและการคืน
สิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรและเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ สิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน
เฉพาะในส่วนของ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แก้ไขเงื่อนไขความเป็นผู้ประกันตนโดยกำหนดให้ลูกจ้างอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และอายุไม่เกิน 65 ปี จากเดิมอายุไม่เกิน 60 ปี เพื่อให้แรงงานกลุ่มผู้สูงอายุได้รับความคุ้มครองในระบบประกันสังคม
ยังเพิ่มหลักเกณฑ์ให้มีการทบทวนค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามกฎกระทรวงอย่างน้อยทุก 5 ปี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตน
ในกรณีที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างและได้ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนเวลา มีสิทธิได้รับประโยชน์ ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรต่อไปอีก 6 เดือน หรือตามระยะเวลาที่กำหนดเพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่เกิน 12 เดือน
เพื่อขยายความคุ้มครองให้ผู้ประกันตนได้รับมากขึ้น เพราะเดิมหากสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจะได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตรและเสียชีวิตเท่านั้น
สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้แก้เงื่อนไขการสมัคร โดยให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน (เดิมกำหนดไม่น้อยกว่า 12 เดือน) และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลง ถ้าต้องการเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อ สปส.ภายใน 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
อีกส่วนที่เป็นข้อเรียกร้องของผู้รับบำนาญชราภาพที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองโดยเฉพาะในส่วนของการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
มีการกำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกันตนซึ่งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 และมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ถ้าประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนโดยมีสิทธิรับเงินชราภาพ ให้แสดงความจำนงต่อ สปส. ตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายใน 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพ เมื่ออายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 150 เดือน และจะสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 อีกได้ แต่ให้งดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพ
นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิเลือกได้รับเงินบำนาญชราภาพหรือเงินบำเหน็จชราภาพ ตั้งแต่วันที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานด้วย
ขณะเดียวกัน ยังปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น กรณีไม่ยื่นแบบรายการภายในระยะเวลาที่กำหนด
โดยเปลี่ยนจากโทษทางอาญาเป็นการปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ.2565 เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงรายละเอียดบางส่วนเท่านั้น
นับเป็นสัญญาณที่ดีที่จะเห็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ในทิศทางที่เป็นประโยชน์ของผู้ประกันตนเพิ่มมากขึ้น
หลังจาก ครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว ยังต้องติดตามต่อในขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา



