บริบทเชิงกลยุทธ์และจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลกการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบพลังงานและการค้าโลก โดยทำให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงประมาณ 6.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2/2026 ถือเป็นการหดตัวรายไตรมาสที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม วันที่ 14 มิถุนายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่าสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว และสหรัฐจะยุติการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ขณะที่อิหร่านยืนยันว่า ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างทั้ง 2 ประเทศได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ซึ่งพิธีลงนาม “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” จะมีผลบังคับใช้ทันทีใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การยุติสงครามในทุกแนวรบโดยทันทีและถาวร รวมถึงความขัดแย้งในเลบานอน 2.การยกเลิกและยุติมาตรการปิดล้อมทางทะเลที่สหรัฐประกาศใช้ต่ออิหร่าน
ทั้งนี้ ภายหลังการประกาศข้อตกลง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงทันทีประมาณ 5% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ประมาณ 83 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล การบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นและการเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณการค้าพลังงานโลก

จากกรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อประเทศไทยอย่างไรนั้น นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยถึงการประเมินในเบื้องต้นของ สนค.ว่า
1.ด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลกระทบให้ภาวะเงินเฟ้อไทยชะลอตัว (หรือเพิ่มขึ้นในอัตราลดลง) ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ 1.การลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตะกร้าเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อคิดเป็น 9.53% (พฤษภาคม 2569) ณ วันที่ 17 มิถุนายน ราคาน้ำมัน ณ สถานีบริการน้ำมัน ลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อรวมกับการปรับลดวันที่ 16 มิถุนายน กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลดลงสะสม 1.95 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลลดลงสะสม 1 บาทต่อลิตร หากการลงนามและการดำเนินการตามข้อตกลงเป็นไปอย่างราบรื่นจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ข้อสังเกต เนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยที่ภาครัฐจำเป็นต้องบริหารจัดการสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันมีสถานะติดลบประมาณ 57,000 ล้านบาท (ณ 17 มิถุนายน 2569) อาจทำให้รัฐบาลลดราคาหน้าสถานีบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ “เงินเฟ้อหมวดพลังงาน” ของไทยไม่ได้ลดลงรวดเร็วเท่ากับภาวะตลาดโลก
2.การลดลงของสินค้าและบริการอื่นๆ ในตะกร้าเงินเฟ้อ โดยหมวดอาหารสด (ผัก ผลไม้) มีแนวโน้มราคาลดลงตามต้นทุนปุ๋ยเคมีที่ราคาลดลง และผลผลิตปุ๋ยที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ผนวกกับค่าขนส่งที่ลดลงตามราคาน้ำมัน ส่วนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ มีแนวโน้มลดลงตามการลดลงของราคาสินค้าวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตน้ำมัน เช่น ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก (ที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์) และค่าบริการขนส่งที่จะทยอยปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลก ขณะที่ค่าบริการขนส่งสาธารณะ ทยอยปรับลดลงตามราคาน้ำมัน ทั้งนี้ ข้อสังเกต ราคาอาหารสำเร็จรูป (สัดส่วนน้ำหนัก 16.65% ณ เดือนพฤษภาคม 2569) อาจทรงตัว เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้มักไม่ปรับลดลง
3.ผลต่อเศรษฐกิจโลกและพลังงาน การคลี่คลายของสถานการณ์ส่งผลเชิงบวกต่อตลาดการเงินและตลาดพลังงานโลก ดังนี้ ความเชื่อมั่นของตลาดปรับดีขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบปรับลดลงเกือบ 13% จากระดับสูงสุดในช่วงวิกฤต ส่งผลให้น้ำมันดิบ Brent ลดลงมาอยู่ที่ 83-84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยอุปทานพลังงานมีแนวโน้มฟื้นตัว จากการทยอยกลับมาของน้ำมันดิบและ LNG ที่เคยหยุดชะงักรวมกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงในระยะสั้น โดย EIA คาดว่าราคาน้ำมันดิบ Brent จะเฉลี่ยประมาณ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ก่อนทยอยปรับลดลงสู่ระดับประมาณ 79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ภายในปี 2570 โดยเศรษฐกิจโลกยังได้รับผลกระทบต่อเนื่อง โดย IEA ประเมินว่าอุปสงค์น้ำมันโลกปี 2569 จะลดลงประมาณ 420,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงและการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
4.ผลต่อการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน นั้น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีผลสำคัญ ได้แก่ 1.ประเทศผู้ส่งออกพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจะสามารถกลับมาส่งออกได้มากขึ้น โดยซาอุดีอาระเบียเคยส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยกว่า 5.3 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดวิกฤต 2.อุปสงค์นำเข้าจากตะวันออกกลางมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศผู้ส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.ค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งมีแนวโน้มปรับลดลง ช่วยลดต้นทุนการค้าและสนับสนุนการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานโลก
5.นัยต่อภาคการส่งออกของไทย ปัจจัยสนับสนุนจากราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น และการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งไปยังตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอาจช่วยสนับสนุนกำลังซื้อและความต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยในระยะต่อไป ขณะที่ปัจจัยกดดัน แม้ความเสี่ยงด้านพลังงานจะลดลง แต่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญภาวะฟื้นตัวอย่างเปราะบาง สะท้อนจากการที่ IEA คาดว่าอุปสงค์น้ำมันโลกปี 2026 จะยังหดตัว ซึ่งการส่งออกไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และมาตรการทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่
โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่ออุปสงค์สินค้าและบรรยากาศการค้าในภูมิภาค สรุป การเปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานและเอื้อต่อการฟื้นตัวของการค้าโลกในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกำหนดทิศทางการส่งออกไทยในระยะต่อไปยังคงอยู่ที่การฟื้นตัวของอุปสงค์โลก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
6.ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การชะลอการลดราคาสินค้า แม้ต้นทุนค่าขนส่งและน้ำมันมีสัญญาณปรับลดลง แต่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่อาจยังไม่ปรับลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลงทันที เนื่องจากยังมีความกังวลต่อปัจจัยดังนี้ 1.ความไม่แน่นอนของข้อตกลง-ทั้งสองฝ่ายยังต้องเจรจาเพิ่มเติมภายใน 60 วันหลังการลงนาม หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นที่ละเอียดอ่อน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ได้ 2.ความท้าทายในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน-ส่งผลราคาน้ำมันและพลังงานอาจยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากระยะเวลาในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งที่ผ่านมา เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในทะเล การจัดการเส้นทางเดินเรือ ปัญหาบริษัทประกันภัยปฏิเสธการคุ้มครองเรือเดินสมุทร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในกาตาร์ที่เสียหายหนักจนต้องใช้เวลาซ่อมแซมยาวนานถึง 3-5 ปี
ทั้งนี้ สนค.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทบทวนตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อหากมีเหตุที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะประกาศตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในการแถลงข่าวดัชนีเศรษฐกิจการค้าประจำเดือนมิถุนายน 2569 ที่กำหนดแถลงวันที่ 6 กรกฎาคม สำหรับภาวะการค้าระหว่างประเทศเดือนมิถุนายน 2569 และช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 จะแถลงในวันที่ 26 มิถุนายน



