จากไรผมสู่รายได้ Subi เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาสทางธุรกิจ

28.06.26 | 09:47 น.

รู้หรือไม่…ปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่หลายคนอาจมองข้ามบางครั้งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจมูลค่าหลายล้านบาทอย่างคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับ “ไรผม” เส้นผม เส้นเล็กๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมาใหม่ และด้วยสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยที่ทำให้ผมชี้ฟูและเสียทรงได้ง่าย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมความงามไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่าราว 70,000 ล้านบาทเมื่อ 20 ปีก่อนสู่ 400,000 ล้านบาทในปัจจุบัน หรือเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพของตลาดไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถเข้ามาสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ “Subi” แบรนด์สัญชาติไทยที่หยิบเอาปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

จากปัญหาเล็กๆ สู่ไอเดียสร้างแบรนด์

ลิลลี่-ณัฐชา แจ่มมั่งคั่ง และ จูเนียร์-กมลชนก รัตนสุนทร ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ “Subi” เล่าว่า หากย้อนกลับไปช่วงปี 2566-2567 ลิลลี่และจูเนียร์ทำงานในสายคอนเทนต์และต้องออกงาน รวมถึงถ่ายภาพและวิดีโออยู่เป็นประจำ ต้องใช้เวลาในการจัดแต่งทรงผมให้ดูเรียบร้อยอยู่เสมอ โดยเฉพาะปัญหาไรผมและเส้นผมชี้ฟูที่เกิดขึ้นง่ายจากสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ในตอนนั้นพยายามมองหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาไรผม แต่สินค้าที่มีอยู่ในตลาดขณะนั้นยังไม่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสะดวก ความอยู่ทรง รวมไปถึงลักษณะเส้นผมของคนไทย

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งคู่ได้พบผลิตภัณฑ์ประเภท Hair Setting Mascara หรือมาสคาราจัดแต่งไรผม ซึ่งได้รับความนิยมในบางประเทศแถบเอเชีย แต่เมื่อนำมาทดลองใช้ กลับพบว่ายังไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในสภาพอากาศเมืองไทย จึงเกิดคำถามขึ้นว่า “ถ้าสินค้าที่ใช่ยังไม่มีในตลาด ทำไมไม่ลองสร้างขึ้นมาเอง” นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ

Advertisement
มิว-ณัฏฐ์ ธนะวัฒน์สัจจะเสรี, จูเนียร์-กมลชนก รัตนสุนทร, ลิลลี่-ณัฐชา แจ่มมั่งคั่ง

มิว-ณัฏฐ์ ธนะวัฒน์สัจจะเสรี ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ “Subi” เล่าว่า แม้ทั้งลิลลี่และจูเนียร์มีความถนัดในด้านความงาม แฟชั่นแต่การสร้างธุรกิจให้เติบโตจำเป็นต้องมีคนที่มองเห็นภาพในเชิงกลยุทธ์ จึงได้มาร่วมก่อตั้งแบรนด์ ซึ่ง “มิว” เคยมีประสบการณ์ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่และดูแลด้าน Business & Strategy จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

หลังได้ทำการศึกษาตลาด พบว่าอุตสาหกรรมความงามไทยกำลังอยู่ในช่วงเติบโต โดยข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่าตลาดเครื่องสำอางไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากมูลค่าราว 70,000 ล้านบาทเมื่อ 20 ปีก่อนสู่ 400,000 ล้านบาทในปัจจุบัน หรือเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ขณะเดียวกันกระแส T-Beauty ก็เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มองเห็นโอกาสในการสร้างแบรนด์ไทยที่พัฒนาผลิตภัณฑ์จากความต้องการจริงของผู้บริโภค รวมไปถึงกระแสการท่องเที่ยวของไทยที่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ความงามของไทยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่างจากที่คนไทยนิยมซื้อเครื่องสำอางจากเกาหลีหรือญี่ปุ่นกลับมาเป็นของฝาก

Simple But Iconic

จากแนวคิดจึงเกิดเป็นแบรนด์ “Subi” ซึ่งย่อมาจากคำว่า Simple But Iconic แนวคิดของแบรนด์คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย ช่วยลดเวลาในการดูแลตัวเอง แต่ยังคงมีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ สินค้าแรกของแบรนด์คือ Subi Hair Setting Mascara เป็นมาสคาราจัดแต่งไรผม โดยตั้งเป้าไว้ว่าในอนาคตจะเดินหน้าในการเป็นแบรนด์ Hair Care ของคนไทย

 

ภายใต้แนวคิด “Simple But Iconic” ที่เป็นที่มาของชื่อแบรนด์ Subi ผู้ก่อตั้งต้องการให้ผลิตภัณฑ์เป็นมากกว่าอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม แต่เป็นไอเท็มที่ช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้งาน Hair Setting Mascara ของแบรนด์จึงถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถหยิบขึ้นมาใช้งานได้ทุกที่โดยไม่ต้องพึ่งสเปรย์จัดแต่งทรงผมหรือเจลที่อาจสร้างความยุ่งยากระหว่างวัน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง โดดเด่นมีสีสันสะดุดตา เพราะปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากคุณสมบัติการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาสินค้าที่สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา

แบรนด์ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่

Subi เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ปี 2568 โดยเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านคอมมูนิตี้ของครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอยู่เดิม ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนชื่อของ Subi ก็ถูกพูดถึงในฐานะ Favorite Item of the Year 2025 ทำให้สินค้าบางช่วง Sold Out จนต้องเปิดพรีออเดอร์ ปัจจุบันแบรนด์ Subi จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์และความร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ อาทิ การร่วมกิจกรรมกับ Physique 57 สตูดิโอออกกำลังกาย ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้หญิงยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้งสุขภาพและบุคลิกภาพ ขณะเดียวกัน ยังได้วางจำหน่ายผ่านร้าน Multi-brand Store อย่าง Multy Beauty เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จริง

นอกจากนี้ Subi ยังเป็นแบรนด์ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม เวิร์กกิ้งวูแมน (Working Woman) ที่ต้องรับบทบาทหลากหลายในแต่ละวัน ทั้งการทำงาน การเดินทางการออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตส่วนตัว ด้วยชีวิตที่เร่งรีบ ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีเวลาในการจัดแต่งทรงผมเป็นเวลานานเหมือนในอดีต แต่ยังคงต้องการความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดูดีในทุกสถานการณ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์อย่าง Hair Setting Mascara ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวช่วยที่ใช้งานง่าย พกพาสะดวก และสามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา แม้จะนั่งบนวินมอเตอร์ไซค์ก็สามารถทำสวยได้จนกลายเป็นไอเท็มติดกระเป๋า

“เราเริ่มต้นจากการให้เพื่อนๆ ได้ลองใช้ก่อน หลายคนชอบทั้งผลลัพธ์และแพคเกจจิ้ง ทำให้เกิดการแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย หลังจากนั้นลูกค้าก็เริ่มเข้ามาจากการบอกต่อ สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อเขาใช้แล้วเห็นผลจริง เขาก็กลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้ในระยะยาว”

เตรียมเปิดตัวสูตรใหม่เน้นลุคธรรมชาติ

สำหรับแบรนด์ขนาดเล็กการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งในด้านงบประมาณ การผลิต และการกระจายสินค้า แต่สิ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างคือเราให้ความสำคัญกับการติดตามผลหลังการขาย เพราะเสียงสะท้อนจากลูกค้าคือข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เราเห็นทั้งจุดแข็งและสิ่งที่ต้องพัฒนา โดยเราพยายามสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในลักษณะของ Community มากกว่าความสัมพันธ์แบบผู้ขายกับผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว ทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้าถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อสัมผัส ความอยู่ทรง รูปแบบการใช้งาน หรือแม้แต่ไอเดียสำหรับสินค้าใหม่ เพราะมองว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการขายสินค้าได้เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการที่ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์

ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2569 Subi เตรียมเปิดตัว Subi Gentle Soft Fixer Mascara สูตรใหม่เน้นลุคธรรมชาติ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น และพร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Hair Care อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายจากแบรนด์มาสคาราจัดแต่งไรผมสู่แบรนด์ดูแลเส้นผมครบวงจรในอนาคต ขณะเดียวกันกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมในไทยมีสัดส่วนราว 16-18% สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจเกี่ยวกับเส้นผมยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

เรื่องราวของแบรนด์ Subi สะท้อนให้เห็นว่า โอกาสทางธุรกิจอาจไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือเงินลงทุนจำนวนมาก แต่เริ่มจากการมองเห็นปัญหาเล็กๆ ที่ผู้คนเผชิญอยู่ทุกวัน แล้วพัฒนาคำตอบที่ตรงกับความต้องการของตลาด จาก “ไรผม” ที่หลายคนมองข้าม วันนี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ไทยที่กำลังสร้างพื้นที่ของตัวเองในตลาดความงามมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท