ประเทศไทยยังคงมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2 แกนหลัก ได้แก่ ภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว แม้รัฐบาลพยายามสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ด้วยการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ โดยคาดหวังที่จะยกระดับสัดส่วนการลงทุนรวมให้เข้าใกล้ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
รัฐบาลจึงพยายามอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ผ่าน 4 ด้านหลักคือ 1.ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ (AI & Semiconductor) ผลักดันอุตสาหกรรมชิป อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมถึงใช้เอไอเพื่อเปลี่ยนไทยจากฐานการผลิตสู่ฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก 2.เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ยกระดับจุดแข็งด้านการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารสมุนไพร และการแพทย์เชิงป้องกัน 3.ยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) ส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงพลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืน และ 4.การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เน้นผลิตแรงงานทักษะสูง และเติมองค์ความรู้รองรับเทคโนโลยีใหม่
⦁เครื่องยนต์เก่าสนิมเกรอะทั้งคู่
เนื่องจากที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ประเทศไทยติดภาพความเก่า ทั้งด้านการท่องเที่ยวที่มีปัญหาของแหล่งท่องเที่ยวเดิม บริการเดิม หรือแม้กระทั่งปัญหาเดิมๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแม้ผ่านมาหลายต่อหลายปีมากแล้วก็ตาม ส่วนการส่งออกก็เผชิญภาพลักษณ์การผลิตสินค้าหรือส่วนประกอบที่ล้าสมัย ใช้เทคโนโลยีใหม่น้อย โดยเฉพาะการเข้ามาของสินค้าต่ำกว่าทุนจากต่างประเทศที่นอกจากจะส่งผลกระทบกับสินค้าของไทยแล้ว ยังมีบางส่วนสวมสิทธิเป็นสินค้าไทยทำการส่งออกไปขายในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของไทยโดยตรง แต่ต้องยอมรับว่า แม้ปัญหาในลักษณะนี้จะไม่ได้เป็นความลับ และรับรู้กันในหลายช่องทางทั้งสื่อในประเทศ รวมถึงสื่อต่างประเทศด้วย แต่ปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ไม่แตกต่างจากการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งบางพื้นที่โดยเฉพาะย่านสำคัญๆ แทบจะเปลี่ยนจากแหล่งท่องเที่ยวของไทยไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวของต่างประเทศแทน หากเป็นการลงทุนและทำธุรกิจของผู้ประกอบการคนไทยก็คงไม่แปลกอะไร แต่หากเป็นการใช้เงินลงทุนในต่างประเทศแบบสีเทา หรือสีดำสนิท ส่งเข้ามาผ่านคนไทยที่รับบทเป็นนอมินี ตัวแทนดำเนินการต่างๆ ให้ แต่พอถูกจับกุมก็สลับมาเล่นบทเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์แทน ทำให้เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากที่มีปัญหาความเก่าเชิงโครงสร้างของตัวเองมากพออยู่แล้ว ยังถูกปัญหาแวดล้อมเข้ามากระหน่ำซ้ำเติมมากไปกันใหญ่
⦁ส่งออกพุ่ง25เดือนติดพ่วงนำเข้าโต36.7%
ในเหตุการณ์ร้ายใช่ว่าจะไม่มีเรื่องอะไรดีๆ เพราะจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยถึงตัวเลขในภาคการส่งออกไทยเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าสูงถึง 34,789 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.6% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 ติดต่อกัน และทำสถิติส่งออกสูงสุดอันดับ 2รองจากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำได้ 35,157 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 38,399 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 36.7% ขาดดุลการค้า 3,610 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการสินค้าในห่วงโซ่เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลกเติบโตโดดเด่น ประกอบกับเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือขยายตัวได้ดี นอกจากนี้มีการเร่งนำเข้ารองรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐ และการพลิกกลับมาขยายตัวของกลุ่มสินค้าเกษตรหลัก และศักยภาพของอาหารแปรรูป ทำให้ภาพรวม 7 เดือนแรกปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) การส่งออกมีมูลค่า 231,531 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18.2% การนำเข้ามูลค่า 266,885 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 37.8% ขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
⦁ดัชนีผลผลิตไม่ขยับสะท้อนภาวะไม่ปกติ
ตัวเลขการส่งออกที่ดูดีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยลบโดยเฉพาะสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน เหมือนจะทำให้คนไทยยิ้มออกกันได้บ้าง แต่ก็เป็นเพียงความเหมือนเท่านั้น เพราะหากประเมินอานิสงส์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม อาจไม่ได้ดีอย่างที่วาดฝันไว้
ฟังจากปากของ พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า แม้ตัวเลขส่งออกไทยครึ่งปีแรกมีแนวโน้มโตได้ดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่เศรษฐกิจไทยโตแค่ 2% กว่าๆ แต่มีข้อสังเกตว่าการส่งออกที่โตอย่างพุ่งแรงนั้น ไม่ได้ทำให้ดัชนีผลผลิตขยับบวกขึ้นไปด้วย จากปกติเมื่อส่งออกโต โรงงานในประเทศก็ต้องเดินเครื่องผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น แต่รอบนี้แปลกมาก เพราะดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมรวม (Overall MPI) แทบจะเป็นเส้นตรงอยู่แถวระดับ 100 มาตลอด 2 ปีเต็มไม่ได้กระเตื้องขึ้นตามตัวเลขส่งออก
สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกโต แต่ประเทศไทยได้ประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มองว่าเป็นเพราะในช่วงปลายปี 2568 ระหว่างที่สงครามภาษียังฝุ่นตลบและกำแพงภาษียังตั้งไม่เสร็จ ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจให้ต้องรีบสั่งของและรีบส่งของให้เร็วที่สุด ก่อนประตูการค้าระหว่างประเทศจะปิดลง โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐที่เร่งสั่งของมาตุน ฝั่งผู้ผลิตก็เร่งดันของออก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขส่งออกที่ดูสวยงามมากในตอนนี้ แต่ความจริงเป็นเพียงการยืมความต้องการ (ดีมานด์) จากอนาคตมาใช้ก่อนก็เท่านั้น
⦁หวั่นสินค้าผ่านด่านปั้นตัวเลขสวย
รวมถึงกลุ่มสินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีเอไอ ซึ่งกลุ่มนี้มีน้ำหนักในการคิดมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตไทยแค่ 3.3% เท่านั้น โดยมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานถึงคนไทยมีน้อยมาก จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก อีกประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขส่งออกเป็นการนับสินค้าที่ออกจากด่านศุลกากรไทย แต่ไม่ได้บอกว่าของชิ้นนั้นเกิดขึ้นในโรงงานไทยจริงหรือไม่ เพราะในยุคสงครามการค้าสหรัฐ-จีน มีข้อน่าสงสัยว่าสินค้าบางส่วนอาจวิ่งอ้อมมาผ่านทางที่ไทยเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐ (Transshipment) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับของแค่ผ่านด่านไทย แต่โรงงานไทยแทบไม่ได้เดินเครื่องเลย ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย และการจับจ้องเล่นงานในด้านภาษีจากสหรัฐเพิ่มขึ้นด้วย
“อุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการจ้างแรงงานคนไทยจำนวนมากยังอยู่ในภาวะทรุดตัว อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 10% ของมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมดิ่งลงเหลือประมาณ 85 เทียบกับระดับ 100 ในปี 2567 ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล แม้มีสัญญาณดีขึ้นบ้าง จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์และพลาสติก ที่เห็นผลผลิตอุตสาหกรรมจะยังยืนเหนือเส้น 100 ได้ แต่ก็ไม่ได้แรงพอจะฉุดภาพรวมอุตสาหกรรมให้พุ่งทะยานขึ้นได้ ทำให้ตอนนี้มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมากขึ้นคือ บุญเก่าจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยพึ่งพามา 30-40 ปีกำลังหมดอายุลง ขณะที่เครื่องยนต์หลักทยอยเสียแรงม้าในการเคลื่อนตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยก็คงโตได้เท่านี้” พิพัฒน์กล่าว
สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างทันที เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์หลักของประเทศไทยหยุดชะงักลงไปมากกว่านี้ แบ่งออกเป็น 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.เร่งยกเครื่องเพื่อเปลี่ยนผ่านของเดิม และ 2.สร้างเครื่องยนต์ใหม่ โดยดึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงให้ลงหลักปักฐานในไทยอย่างแท้จริง อาทิ ยกระดับภาคเกษตรไปสู่ Food Tech หรืออาหารแห่งอนาคต การยกระดับภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และที่สำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) สวยๆ อย่างที่ชอบกันเท่านั้น แต่ต้องผูกเงื่อนไขให้มูลค่าเพิ่มตกในประเทศให้ได้ ทั้งการบังคับใช้ซัพพลายเออร์ในไทย การถ่ายทอดทักษะเทคโนโลยี และการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศให้ได้
⦁สภาพัฒน์คาดจีดีพีปี’69โตสุด2.5%
ด้านสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2/2569 ขยายตัวอยู่ที่ 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ลดลง 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.4% โดย สศช.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 2.0-2.5% มีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก 1.การขยายตัวในเกณฑ์สูงของการลงทุนภาคเอกชน 2.การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน 3.การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการส่งออกสินค้า และ 4.แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ
มีแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายที่มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส โดยได้แรงหนุนหลักจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือที่ขยายตัว16.6% โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์สำนักงาน ในขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 3.3% ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงสู่ระดับ 50.3 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส ด้านการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลอยู่ที่ 0.2% ชะลอลงจาก 3.4% ขณะที่การลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลง 1.6% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส จากการลดลงของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและงานก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจ
⦁ชูท่องเที่ยวแรงดันหลังให้ถึงเส้นชัย
ด้านการท่องเที่ยว ถือว่ายังเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย รวมถึงอุตสาหกรรมภายใต้ซัพพลายเชนที่เชื่อมต่อกันมากมาย ซึ่งต้องยอมรับว่าการท่องเที่ยวของไทยขึ้นชื่อลือชามากในทั่วโลก ทั้งในมุมบวกและมุมตรงกันข้าม โดย อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า การท่องเที่ยวตอนนี้จะต้องเปลี่ยนรูปแบบ ไม่ใช่การมุ่งดึงเฉพาะนักท่องเที่ยวจากฝั่งตรงข้ามเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศพันธมิตร เพราะจะเป็นส่วนช่วยสร้างโครงสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนและมีผลดีในระยะยาว ซึ่งหากสภาพัฒน์ต้องการให้จีดีพีไทยวิ่งได้ถึง 2.5% และรัฐบาลยังคงตั้งเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตถึง 3% นั้น มองว่าภาคการท่องเที่ยวสามารถเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ แต่ต้องเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย
สถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้าย (ตุลาคม-ธันวาคม) 2569 นี้ ที่เป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นกว่าปี 2568 ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด แม้ในช่วงต้นปีจะมีความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่จากข้อมูลพบว่าสถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ จึงเชื่อมั่นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายจะกลับเข้ามาที่ระดับ 33 ล้านคน ซึ่งมั่นใจว่าจะไม่ต่ำกว่าตัวเลขของปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ปัจจัยบวกหลักมาจากตลาดจีนที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นนักท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ขณะที่ตลาดระยะไกลอย่างยุโรป คาดว่าในไตรมาสสุดท้ายจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวและยอมรับความเสี่ยงภายใต้สภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) แล้ว แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคเรื่องราคาค่าเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และข้อจำกัดในการเดินทางผ่านเส้นทางตะวันออกกลางที่อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐไม่กลับมาเท่ากับปีที่แล้ว แต่ภาพรวมยังคงดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน
“รัฐบาลจะต้องเดินหน้าทำกิจกรรมโรดโชว์และเทรดโชว์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดเป้าหมายระยะใกล้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นที่พึ่งหลักของไทย เพราะการมีภาพผู้นำระดับประเทศเยี่ยมเยือและเจรจาภาคีกันถือเป็นมุมมองเชิงบวกต่อบรรยากาศในเชิงจิตวิทยาของคนได้ นอกจากนี้ ข้อเสนอเร่งด่วนทางนโยบายคือ ขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการชาร์เตอร์ไฟลต์ (Charter Flight) เพิ่มเติมในไตรมาสสุดท้าย เนื่องจากโครงการเดิมจำนวน 1,000 เที่ยวบินกำลังจะหมดงบประมาณสนับสนุนลงในสิ้นเดือนกันยายนนี้ หากรัฐบาลพิจารณาอนุมัติงบประมาณสนับสนุนเพิ่มอีก 1,000 เที่ยวบินสำหรับช่วงไตรมาสสุดท้าย จะช่วยกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวและสร้างความหวังที่ชัดเจนขึ้นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายทั้งในด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวม” อดิษฐ์กล่าว
เมื่อปัจจัยบวกที่ดูเหมือนจะดี แต่กลับเป็นเพียงเปลือกเท่านั้น คงต้องเฝ้าจับตาว่า รัฐบาลจะงัดไม้เด็ดอะไรมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเติมเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้วิ่งฉิวได้อีกครั้ง หรือภาพที่ดูสวยงามทั้งหมดจะเป็นเพียงภาพลวงตาแบบนี้ต่อไป



