กลยุทธ์การขับเคลื่อน AI สู่การใช้งานจริง

11.09.26 | 09:47 น.
กลยุทธ์การขับเคลื่อน AI สู่การใช้งานจริง


ภาคธุรกิจในปัจจุบันได้มีการทดลองนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในหลายด้าน โดยเฉพาะการนำมาใช้ในการเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงการนำมาใช้ในการวางแผนงานของธุรกิจ เช่น Amazon ใช้ AI ในการแนะนำสินค้าให้กับลูกค้า โดยอ้างอิงจากประวัติการเข้าชม ประวัติการสั่งซื้อและสินค้าในตะกร้า เป็นการช่วยเพิ่มโอกาสในการทำการขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกัน ช่วยในการเพิ่มยอดขายให้กับ Amazon ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เฉลี่ยที่19-20% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2568

Netflix ใช้ระบบอัลกอริทึม AI ในการแนะนำรายการและภาพยนตร์ให้กับผู้ใช้บริการโดยวิเคราะห์จากประวัติการรับชมและความชอบส่วนบุคคล ทำให้สามารถที่จะดึงดูดให้ผู้ใช้บริการของ Netflix ยังคงใช้งานแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง และลดอัตราการเลิกใช้งาน ตามรายงานของ Antenna บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลและวิจัยตลาดสตรีมมิ่งชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า อัตราการยกเลิกการใช้งานของ Netflix เฉลี่ยอยู่ที่ 2% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการยกเลิกการใช้งานของธุรกิจประเภทเดียวกันที่อยู่ในอัตราเฉลี่ย 5%

ปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองใช้งาน แต่หลายภาคธุรกิจมีการนำมาใช้อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการต้นทุนของธุรกิจ และเน้นว่าหัวใจสำคัญในการ scale AI ต้องมองมากกว่า Model หรือ Technology แต่ต้องให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลักคือ เรื่องของ ข้อมูล (Data), ระบบ (System), และทีมงาน (Human) รวมถึงความต้องการที่แท้จริงขององค์กรว่าต้องการนำไปใช้ในด้านไหน เพราะ AI Pilot ที่สำเร็จ ยังไม่เท่ากับ Enterprise AI ที่พร้อมใช้งานจริง และเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้ AI สามารถสร้าง Business Impact ได้อย่างต่อเนื่อง

Advertisement

องค์กรอาจมี AI หลายระบบหรือใช้เครื่องมือหลายประเภทในแต่ละหน่วยงาน แต่หากระบบเหล่านั้นยังทำงานแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลหรือกระบวนการหลักขององค์กร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในบางขั้นตอนการเปลี่ยน AI Pilot ไปสู่การเป็น Enterprise AI ที่พร้อมใช้งานได้จริง คือ ต้องออกแบบให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงตั้งแต่โจทย์ทางธุรกิจ ข้อมูล ระบบเดิม ไปจนถึงกระบวนการตัดสินใจและการปฏิบัติงาน หรือที่เรียกว่า AI Transformation ในทุกกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง ข้อมูล ระบบ และทีมงาน คือหัวใจสำคัญในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่นำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงาน และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างจริงจัง

การเริ่มต้น AI Transformation ควรเริ่มจากการกำหนดปัญหาหรือเป้าหมายทางธุรกิจอย่างชัดเจน มากกว่าการเริ่มจากการเลือกเทคโนโลยี องค์กรควรพิจารณาว่ากระบวนการใดใช้ทรัพยากรมากเกินไป งานส่วนใดมีความซ้ำซ้อน ข้อมูลส่วนใดเข้าถึงได้ยาก หรือจุดใดของการดำเนินงานยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ เมื่อสามารถระบุปัญหาได้อย่างชัดเจน การเลือก Use Case และแนวทางการนำ AI มาใช้จะมีทิศทางมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ตั้งแต่ต้นประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลเป็นสำคัญ องค์กรจึงจำเป็นต้องประเมินทั้งคุณภาพ โครงสร้าง การเข้าถึง และความปลอดภัยของข้อมูลก่อนนำ AI มาใช้งาน สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ Data Security, Privacy, Access Control และ AI Governance ตั้งแต่การกำหนดสิทธิเข้าถึงข้อมูล การควบคุมการใช้งาน AI ไปจนถึงการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับนโยบายและข้อกำหนดขององค์กร

AI Project ที่มีประสิทธิภาพควรกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการลดระยะเวลาการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า หรือเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ

การประเมินผลจึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่า AI สามารถทำงานได้หรือไม่ แต่ควรพิจารณาว่า AI สามารถสร้างผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรได้มากน้อยเพียงใด เหมือนที่ Amazon และ Netflix นำ AI มาใช้ในการทำงานแล้วสามารถลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้จริง โจทย์ในการใช้ AI ที่สำคัญจึงอยู่ที่เป้าหมายและความต้องการขององค์กรเป็นหลัก แล้วจึงเลือกนำ AI ที่ตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรมาใช้เพื่อตอบโจทย์ที่องค์กรต้องการ

AI Transformation ที่เกิดผลจริงจึงควรเชื่อมโยงตั้งแต่ปัญหาของธุรกิจ ข้อมูล AI Solution ที่เหมาะสม กระบวนการทำงาน (Workflow) และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการ (Business Problem –> Data –> AISolution –> Workflow –> Business Outcome) เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกัน AI จะไม่เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กร

องค์กรที่เริ่มวางรากฐานและปรับตัวตั้งแต่วันนี้ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบใหม่ได้เร็วกว่า ขณะที่องค์กรที่ยังมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือแยกส่วน อาจต้องเผชิญกับโครงการที่ไม่สามารถขยายผล ความเสี่ยงด้านข้อมูล และการลงทุนที่ไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ ในปัจจุบันมีหลายองค์กรที่นำ AI ไปใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ และได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน และความไม่แน่นอน AI ในปัจจุบันจึงไม่ใช่ทางเลือกของภาคธุรกิจ แต่เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องนำมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่เกิดขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาลและต้องถูกกำกับดูแลโดยทีมงานที่เข้าใจทั้งกระบวนการทำงานขององค์กรและ AI เพราะ AI ไม่สามารถทำงานได้เพียงลำพัง สุดท้ายแล้ว AI กับคนต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม