หน้าแรก เศรษฐกิจ การยางฯชี้ยาง...

การยางฯชี้ยางพารา พืชดาวรุ่ง อนาคตราคาดีต่อเนื่องถึงปี 66

21.02.22 | 15:30 น.
ณกรณ์ ตรรกวิรพัท

การยางฯชี้ยางพารา พืชดาวรุ่ง อนาคตราคาดีต่อเนื่องถึงปี 66

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย หนึ่งในวงเสวนา หัวข้อ “โครงการประกันรายได้สินค้า 5 สินค้าเกษตร” ในงานสัมมนา”ประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 สินค้า” โดยกระทรวงพาณิชย์ ในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านเฟซบุ๊ก เครือมติชน ไลน์ออฟฟิเชียลมติชน และยูทูบมติชนทีวี ที่อาคารสํานักงาน บริษัท มติชน จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยที่ราคายางพารา ปรับตัวไปในทิศทางที่ดี ส่วนหนึ่งเกิดจากซัพพลายที่เติบโตไม่ทันดีมานด์ เป็นปัจจัยหนุนให้ราคายางพาราก้าวขาขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่ราคาดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ดีขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ มีการปรับตัวค่อนข้างน้อย ทั้งในส่วนของภาคการผลิตและการแปรรูปขั้นปลาย ฉะนั้น แนวโน้มหรือเทรนด์ที่ผ่านมา และสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในแนวที่ดี ส่วนของประเทศผู้ใช้หลักอย่างประเทศ จีน ที่ปัจจุบันไทยส่งออกยางพารา 60% สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นดัชนีชี้วัดที่ค่อนข้างชัด สต๊อกยางพาราในประเทศจีนวันนี้ลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นแปลว่า ดีมานด์ความต้องการยังมีเกิดขึ้นอีกมาก จึงค่อนข้างมั่นใจว่าแนวโน้มของราคา หรือความต้องการของพืชโดยเฉพาะยางพารายังอยู่ในเทรนด์ที่มีความต้องการอีกมาก โดยเฉพาะปี2565 และปี 2566

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง
จุรินทร์ นำ “ประกันรายได้พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” เดินหน้าปี 3 สู่ปีที่ 4 ชี้ตัวช่วย ศก. รายได้ การเมือง
ค้าภายใน ชี้ประกันรายได้สร้างหลักประกันอาชีพเกษตร ยันโปร่งใส ทุกบาทเข้าบัญชีเกษตรกร
ชาวนาดีใจ “ประกันรายได้ช่วยชาวนาได้จริง” วอนรัฐดูแลค่ายา เดินหน้าจัดโซนปลูกข้าว ตอบโจทย์ความต้องการค้าโลก
ชาวสวนปาล์ม “ไม่นึกไม่ฝัน” ประกันรายได้ดันราคาแตะ 12 บาท/โล เชียร์เดินหน้าทุกรัฐบาล

ทั้งนี้ ตัวเลขหรือข้อมูลจะเป็นตัวพิสูจน์ ความพึงพอใจได้ดีที่สุด ซึ่งในปีที่ผ่านมา การยางฯ มีการปรับลดการใช้เงินสำหรับชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรสวนยางอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนของปีแรกอาจจะใช้เงินจำนวนมากเล็กน้อย แต่ในปีที่ 2 ลดลงเหลือประมาณ 7,000 ล้านบาท ส่วนปีนี้ที่ผ่านมา 4 เดือน ใช้เงินไปเพียง 3,000 ล้านบาท ซึ่งการยางฯไม่ได้ทำเฉพาะเรื่องการประกันรายได้เพียงอย่างเดียว ยังมีการทำมาตรการอื่นคู่ขนานไปด้วย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ทำงานคู่กันเป็นอย่างดี ทั้งนโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด วันนี้ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 โดยมียอดการผลิตกว่า 4 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการส่งออกเกือบ 4 ล้านตัน แต่ยังเป็นการส่งออกในส่วนของยางธรรมชาติ ไม่ใช่ส่วนของวัตถุดิบ โดยปัจจุบันร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการให้ข้อมูล และเทรนด์ของโลก ว่า จะเป็นไปในทิศทางใด เพื่อเกิดการปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์เข้ามามีส่วนช่วยในการหาตลาด ผ่านกิจกรรมต่างๆที่มีการร่วมมือกัน อาทิ การเชิญเกษตรกรสวนยางเข้ามาพัฒนาตัวเอง เพื่อเข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ทำให้บทบาทของเกษตรกรเปลี่ยนไป เกษตรกรไม่ใช่เกษตรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ประกอบการแบบเต็มตัว ทุกวันนี้จะไม่ได้ถามกันแล้วว่า ปลูกยางพาราปลูกอย่างไร ใส่ปุ๋ยอย่างไร แต่จะพูดถึงทิศทางของราคายางพารา รวมถึงการส่งออกไปยังต่างประเทศจะดำเนินการอย่างไร

นายณกรณ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มีการถอยหลังกลับมา เพื่อที่จะพิจารณาว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อจากนี้คืออะไร และ จะดำเนินไปในทิศทางไหน โดยการยางฯและเกษตรกรสวนยางเอง มีส่วนในการเข้าไปรักษาสมดุลของซัพพลายเชน จากกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ข้อมูล บอกถึงความต้องการของโลก ของผลิตภัณฑ์จริงๆ มีอยู่ประมาณเท่าไร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคา และต้องยอมรับว่า ราคาที่ดีขึ้น ที่มีเสถียรภาพขึ้นในปัจจุบัน โดยเกษตรกร มีการปรับรูปแบบการทำการเกษตรเป็นแบบผสมผสาน มีการปรับไปอยู่ในพืชการเกษตรที่กระทรวงพาณิชย์แนะนำ เพราะมีความต้องการของตลาด เช่น ทุเรียน โกโก้ เป็นต้น ซึ่งส่วนตัวมองว่า การวางแผนการบริหารซัพพลายได้อย่างดี เพราะความร่วมมือที่ได้จากกระทรวงพาณิชย์

Advertisement

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการคู่ขนาน อาทิ การวางโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยเกษตรกรมีการทำเกษตรแปลงใหญ่ มีการรวมกลุ่มเกษตร โดยการยางฯมีการทำโครงการชะลอยาง ควบคู่กันไปกับการอัดฉีดในส่วนของสภาพคล่องให้เกษตรกรสวนยางให้ไม่ต้องเข้ามาบริหารจัดการผลผลิต เพราะยางพาราจะมีลักษณะที่แตกต่างจากพืชชนิดอื่น คือมีผลผลิตทั้งปี ฉะนั้น การบริหารผลผลิตได้อย่างใกล้เคียงกับความต้องการ หรือค่อนข้างมีความใกล้เคียง จะทำให้ราคาค่อนข้างมีเสถียรภาพ

ในส่วนเทรนด์ที่ต้องดำเนินการ คือ การทำเศรษฐกิจชีวภาพ (ไบโออีโคโนมี) สำหรับปี 2565 เทรนด์ของยางพารา คือ การทำคาร์บอนเครดิต เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และยางพาราเป็นพืชที่ได้รับความสนใจในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องผลักดัน เพราะยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยว จึงสามารถทำคาร์บอนเครดิตได้ง่าย การต่อสู้ด้านการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างง่าย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกจากในหลายๆด้าน

อย่างสุดท้ายสิ่งที่พยายามผลักดัน คือ การนำดิจิทัลมาปรับใช้ โดยมีการปรับรูปแบบการนำแพลตฟอร์มมาปรับใช้ รูปแบบการซื้อขายออนไลน์ มีการปรับรูปแบบการขายตลาดล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกร ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันควบคู่ไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ราคายางพาราปีนี้จะค่อนข้างมีเสถียรภาพมากกว่าปีที่แล้ว แต่ว่าเทรนด์ยังเป็นอัพไซด์ เพราะยังมีปัจจัยบวกหลายอย่าง ทั้งจากประเทศผู้ใช้ที่ดัชนีการจัดซื้อของภาคผลิตในสหรัฐ (พีเอ็มไอ) สูง อาจจะเป็นปริมาณการใช้ที่เติบโตขึ้นเท่าตัวในวันนี้ ตัวสต๊อกของประเทศจีนที่เป็นผู้ใช้อันดับ 1 มีการปรับตัวลดลงประมาณ 50% รวมถึงเทรนด์น้ำมันที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะยางสังเคราะห์เป็นปัจจัยสนับสนุน และอีกหลายปัจจัย

“ยางพาราเป็นพืชที่มีอนาคตแน่นอน ไม่ใช่แค่ปีนี้ เพราะตัวเลขล่าสุดจากสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ มองว่า ซัพพลายยาง ตั้งแต่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อาจจะช็อตไปอีกระยะหนึ่ง จึงมีการหารือกัน เพราะมีความเป็นกังวลในเรื่องนี้ โดยพยายามหารือร่วมกับผู้ประกอบการ ให้มีการบริหารซัพพลายให้ดี โดยมีการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน เราไม่ได้ดูแลเฉพาะเกษตรกรสวนยางเพียงอย่างเดียว ดูแลทั้งซัพพลายเชน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการด้วย ต้องบริหารสต๊อกเรื่องนี้ให้ดี ”

นายณกรณ์ กล่าวเสริมอีกว่า ส่วนของราคายางพาราปีนี้ จะเพิ่มมากน้อยกว่าปีก่อนอย่างไร ไม่สามารถระบุได้ แต่บอกได้ว่าอยู่ในอัพไซด์ที่ดีแน่นอน และคาดว่าจะต่อเนื่องอีกหลายปี โดยการยางฯไม่ได้มีการบริหารในเรื่องราคายางพาราเพียงอย่างเดียว ยังมีการบริหารเรื่องรายได้ พยายามให้เกษตรกรมีการลดความเสี่ยง ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นพืชผสมผสาน เพื่อให้มีรายได้ทั้งในพืชรายวัน รายเดือน รายปี และไม้เศรษฐกิจ เพราะยางพารามีลักษณะเด่นกว่าพืชชนิดอื่นคือเป็นพืชอายุยาว หากวันนี้ทำคาร์บอนเครดิตได้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ จะมีรายได้เกิดขึ้นสองทาง เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นในช่วงแรก และรายได้ในส่วนของน้ำยางที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผลผลิตออก นั่นแปลว่า ถ้าโครงการนี้ได้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เกษตรกรสวนยางจะมีความมั่นคง นอกจากพืชรายวัน รายเดือน และยังมีรายได้จากทางอื่นอีก และยังบวกรวมกับการประกันรายได้ที่มีความมั่นคงจากนโยบายประกันรายได้ ฉะนั้น จึงมองว่า พืชยางจะเป็นพืชที่มีอนาคต

ปัจจุบันยางพารา ยังมีการอ้างอิงตลาดล่วงหน้า คือ ตลาดต่างประเทศอยู่ ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันเกษตรกรยังมีการซื้อขายในรูปแบบดั้งเดิม โดยพยายามเปิดรูปแบบทั้งการนำแอพพลิเคชั่น หรือการนำแพลตฟอร์มต่างๆ มาปรับใช้ในการดูแลเกษตรกรในการรวบรวมการซื้อขาย และมีการทำตลาดล่วงหน้าแบบส่งมอบจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกว่า อันนี้จะเป็นการประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกร หากรู้ทิศทางหรืออ่านเทรนด์ได้ ซึ่งอย่างที่บอกว่า ปัจจุบันเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการที่มีความสามารถ รู้เรื่องสต๊อก ขายล่วงหน้า มีการเก็งกำไร มีการบริหารความเสี่ยง จึงมีความคิดในการนำดิจิทัลมาปรับใช้ในการซื้อขายด้วย ซึ่งมีรูปแบบการศึกษาในเรื่องรองรับไว้ เพียงแต่ก่อนจะนำออกมาใช้ ซึ่งต้องรอความพร้อมจากทุกภาคส่วนด้วย