‘อนุดิษฐ์’ ฮึ่ม กสทช. ไม่ยอมใช้ กม.ฟันธงควบทรู-ดีแทค ป้องประโยชน์คนไทย

22.05.22 | 20:23 น.

‘อนุดิษฐ์’ ฮึ่ม กสทช. ไม่ยอมใช้ กม.ฟันธงควบทรู-ดีแทค ป้องประโยชน์คนไทย

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานคณะกรรมธิการวิสามัญพิจารณาการผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างทรูและดีแทค และการค้าปลีกค้าส่ง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2564 มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะศึกษาผลกระทบ โดยกรรมาธิการทั้ง 25 คนทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งประเด็นสำคัญ ก่อนจะบอกว่าควรควบรวมกิจการหรือไม่นั้น รัฐบาลหรือหน่วยงานกำกับดูแล ควรจะต้องมีอำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตในการควบรวมธุรกิจ พร้อมกับต้องสามารถกำกับดูแล กระบวนการในการควบรวมธุรกิจด้านโทรคมนาคม เพื่อยึดโยงและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจากการประชุมของคณะกรรมาธิการ มีข้อกังวลหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งคือเรื่องการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยืนยันว่า ยังไม่พบความชัดเจนตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการควบรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2561 ตามข้อ 5 ที่กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาต หรือผู้มีอำนาจ ควบคุมผู้ได้รับใบอนุญาต ที่ประสงค์จะทำการรวมธุรกิจ กับผู้ได้รับใบอนุญาตรายอื่น ต้องรายงานต่อเลขาธิการ กสทช. ไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนดำเนินการ

ดังนั้น จากข้อกฎหมายนี้ มีความกังวลว่า เดิมประกาศ กสทช.ในปี 2553 นั้น กสทช. ยังมีอำนาจเต็มในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่ประกาศปี 2561 กรรมาธิการมีความเห็นตรงกันว่า เหมือนเป็นการลดอำนาจหน่วยงานกำกับดูแล จากการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้รวมธุรกิจ เหลือเพียงรับทราบรายงาน และออกมาตรการกำกับดูแลผลกระทบที่เรียกว่า มาตรการเฉพาะ จึงคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการตีความกฎหมาย กฎกติกาในการควบรวมธุรกิจ ครั้งนี้ว่า ควรจะดำเนินการ ในการใช้อำนาจของหน่วยงานกำกับดูแล ให้มีอำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต ด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่เพียงการรับทราบรายงาน

Advertisement

ทั้งนี้ จากการหารือกับ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทราบว่า ประกาศ กสทช. อีกฉบับหนึ่ง เรื่องมาตรการการป้องกัน มิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่ โดยตามประกาศนี้ เป็นประกาศปี 2549 ข้อ 8 มีการระบุว่า การเข้าถือครองธุรกิจประเภท​เดียวกัน​จะด้วยการเข้าซื้อ หรือถือหุ้นเกินร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด​ของผู้ได้รับใบอนุญาต รายอื่นไม่สามารถกระทำได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก กสทช. และจะต้องแจ้งแก่คณะกรรมการ เพื่อขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ เท่ากับประกาศ​ฉบับนี้ ยังคงอำนาจ​การอนุญาต​ไว้ หากเป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าประกาศ 2 ฉบับมีความย้อนแย้งกัน

ขณะที่ คณะกรรมธิการ ขอให้ กสทช.เข้าชี้แจง เดิมมีการพูดถึงประกาศปี 2549 ตามข้อ 8 กสทช. ควรมีอำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่จากการชี้แจงของสำนักงาน กสทช. รวมถึง คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ดูเหมือนจะยึดตามประกาศปี 2561 ซึ่งหากทั้งหมดเป็นแบบนี้ ผู้กำกับดูแลแต่ไม่สามารถ​กำกับดูแลได้เพียงแต่เป็นที่ ที่ให้ผู้ประกอบการรายงาน และกำหนดเงื่อนไข แค่มาตรการเฉพาะ ส่วนตัวคิดว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องกังวล ตัวแทนประชาชนอย่างกรรมาธิการก็มีความกังวล โดยเรื่องนี้หากผู้กำกับดูแลเองไม่มีอำนาจ ก็ไม่เห็นว่าใครจะมี

จึงมีการทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในฝ่ายบริหาร ในการที่จะเข้ามาสั่งการผู้ที่เกี่ยวข้องในการควบรวมกิจการ ทั้งด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่อาจมีการกระจุกตัว เรื่องข้อกฎหมาย ประเด็นการเปลี่ยนผ่าน กสทช. ซึ่งแน่นอนว่าชุดใหม่จำเป็นต้องเข้ามาศึกษา และมีเวลาเพียงพอ ไม่ใช่ไปยึดเอาระเบียบ เอาประกาศของตัวเองเป็นที่ตั้ง และเร่งที่จะปล่อยให้มีการควบรวม ทั้งประเด็นการคัดเลือกที่ปรึกษาอิสระของ กสทช.

ซึ่งทางคณะกรรมาธิการมีความคิดเห็นชัดเจนว่า การคัดเลือกที่ปรึกษาอิสระนั้นอิสระจริงหรือไม่ หรือแม้แต่ประเด็นข้อมูลรายงานการศึกษาผลกระทบที่นำมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ เท่ากับตัวเองใช้แนวทางรายงานผลการศึกษาของตัวเอง ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องการควบรวมกิจการที่ไม่ทันสมัย รวมถึงกรณีที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กตป.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด กสทช.เอง มีการยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อขอให้ กสทช.ปฏิบัติหน้าที่และบังคับใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติ​ เป็นต้น

ส่วนตัวเห็นว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกรัฐมนตรี ได้รับทราบสิ่งที่เป็นข้อกังวลและอาจเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณา ให้ควบรวมกิจการหรือไม่ ส่วนรายงานการประชุม คณะกรรมาธิการมีการรับรองเรียบร้อย ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกต เพื่อส่งต่อไปยังผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ที่จะต้องรักษาการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ต่างๆ ได้นำไปใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาเรื่องการควบรวมกิจการ

ขณะที่ การศึกษาของคณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตในหลายเรื่อง โดยเฉพาะหากมีกระบวนการในการดำเนินการที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างปกติ จะมีผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม ส่วนของหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ไม่พยายามที่จะบังคับใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนเท่าที่ควร โดยเฉพาะประกาศปี 2561 เกี่ยวกับการออกประกาศที่มีลักษณะลิดรอนอำนาจตัวเอง เห็นลักษณะการใช้ดุลพินิจในการตีความของสำนักงาน กสทช. หรือ กขค. มีลักษณะเป็นการแก้ไขปัญหาในประเด็นย่อยๆ และมีความพยายามที่จะชี้แจง เพื่อให้หน่วยงานของตัวเองพ้นความรับผิดชอบ ผิดหลักการแก้ไขปัญหา ที่ไปพูดถึงเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการดูแลผลประโยชน์ของประชาชน ใช้แนวความคิดที่ไม่ยึดโยงกับกฎระเบียบ หรือภาษาชาวบ้าน คือใช้กฎระเบียบเพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง แต่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

“ไม่ว่า กสทช. ชุดเก่า หรือชุดใหม่ เราไม่เห็น​ถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท ทั้งในแนวทางเชิงนโยบาย และการปฏิบัติ​ ในการพยายามนำข้อกฎหมายที่มีอยู่ ฟันธงว่าขณะนี้สามารถที่จะบังคับและดำเนินการใดๆ ก็แล้วแต่ เพื่อประโยชน์ของประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม จากความพยายามของคณะกรรมาธิการในการเชิญ กสทช. ร่วมหารือ 2 ครั้งแต่ถูกปฎิเสธ ดังนั้น จึงเห็นว่ามีความย้อนแย้งกับกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ รวมถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ แต่แท้จริงแล้วสภาผู้แทนราษฎรในคณะกรรมาธิการนี้ เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนจริงๆ ที่ผ่านการเลือกตั้งเข้ามา กลับไม่ได้รับความร่วมมือ”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดว่าจะเป็นมาตรการเฉพาะที่ออกมากำกับดูแล หรือมาตรการอะไรก็แล้วแต่ จะไม่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ เพราะบางเรื่องยังขาดความเป็นไปได้ที่จะปฏิบัติ รวมถึงขาดความเป็นไปได้ในการติดตามวัดผล หรือการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากข้อสังเกตในภาพรวมและปมปัญหาต่างๆ มีข้อเสนอ ให้กับทางฝ่ายนิติบัญญัติ โดยสภาผู้แทนราษฎร ต้องมอบหมายให้คณะกรรมการสามัญที่ดูแลและกำกับองค์กรอิสระ  ติดตาม ตรวจสอบประสิทธิภาพขององค์กรอิสระ รวมถึงขยายผลพิสูจน์ทางการดำเนินการ ดูแลกิจการของรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องการควบรวมกิจการ คือการแบกรับต้นทุนที่สูง จึงเชื่อว่าเมื่อควบรวมกิจการแล้ว จะทำให้ต้นทุนลดลง ซึ่งเป็นจริงหรือข้ออ้างถือว่าเป็นเหตุผลสำคัญ และชวนให้คิดว่า จะดีกว่าหรือไม่ หาก กสทช. มีการปรับปรุงประกาศ กฎระเบียบ เรื่องการผลักดันให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่นิยมใช้ในหลายประเทศ หากว่า กสทช. ริเริ่มมาตรการที่เป็นรูปประธรรม ปรับโครงสร้างใหม่อย่างยั่งยืน ผลักดันให้เกิดการใช้โครงสร้างพื้นฐานและเกิดประสิทธิภาพ เชื่อว่าจะทำให้ข้ออ้างในการควบรวมธุรกิจไม่เกิดขึ้น อีกทั้ง เป็นการสร้างแนวทางผลักดันให้ผู้ประกอบการแต่ละราย สามารถที่จะหันเข้ามาแข่งกันด้านคุณภาพในการให้บริการมากขึ้นซึ่งเป็นผลดี อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่ มีกำลังที่จะเข้ามาแข่งขัน เพื่อลดการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมได้ และทำให้ไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่ง มีอำนาจเหนือตลาด โดยเฉพาะกิจการด้านเทคโนโลยี ด้านโทรคมนาคม ที่ปัจจุบันเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

“ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เชื่อว่า กสทช. คงจะมีการรับรู้ถึงข้อกังวล และหวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องที่ชี้ให้เห็นว่า ถึงการใช้ดุลพินิจ ตีความข้อกฎหมาย ควรจะเป็นการตีความในเรื่องใหญ่ๆ ไม่ใช่การตีประเด็นย่อยๆ ก่อให้เกิดปัญหาในการตีความอำนาจตัวเอง ซึ่งส่วนตัวเพิ่งเคยเห็นการเขียนกฎหมาย เพื่อลิดรอนอำนาจตัวเอง เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต่างจับตา หาก กสทช.ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแล ไม่สามารถ​ชี้แจงต่อกรณีการควบรวมกิจการได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง คิดว่าสุดท้ายปลายทาง เรื่องจะต้องย้อนกลับไปที่ กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล และหวังอย่างยิ่งว่าจะไม่เกิดขึ้น”