หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาผู้บริโภค ...

สภาผู้บริโภค จัดโปรหนัก จ่อฟ้อง ‘กสทช.’ ปม ‘ทรู-ดีแทค’ ขัด ม.157

22.09.22 | 21:42 น.

สภาผู้บริโภค จัดโปรหนัก จ่อฟ้อง ‘กสทช.’ ปม ‘ทรู-ดีแทค’ ขัด ม.157 พ่วง ‘ยุติการปฎิบัติหน้าที่’

เมื่อวันที่ 22 กันยายน สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผู้บริโภคเตรียมแจกโปรเด็ด กสทช. (Package 1) ผ่านเพจสภาองค์กรของผู้บริโภค ต่อกรณีการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) เปิดเผยว่า กังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ภายหลังการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค เนื่องจากสภาพตลาดปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปเรเตอร์) 3 ราย เกิดการแข่งขัน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อควบรวมกิจการแล้วโอเปเรเตอร์ในตลาดเหลือเพียง 2 ราย การแข่งขันลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของโอเปเรเตอร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่ลดลง ขณะที่ราคาค่าบริการเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการฮั้ว ทำให้โปรโมชั่น การบริการที่ดีหายไป สวนทางกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่นับวันยิ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ดังนั้น ผลกระทบดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไม่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ได้

“คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีหน้าที่กำกับดูแล แต่ไม่ทำหน้าที่แล้วใครในประเทศไทยจะสามารถไปกำกับดูแลได้ ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาไม่ใช่ภาคธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบ แต่เป็น กสทช. ที่ต้องรับผิดชอบ” นางสาวบุญยืน กล่าว

ขณะที่น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 กันยานยนที่ผ่านมา สภาองค์กรของผู้บริโภคพร้อมเครือข่ายจัดประชุมด่วน และจัดเป็น 4 โปรโมชันชุดใหญ่ สำหรับสำนักงาน และ กสทช. ซึ่งประกอบด้วย

Advertisement

โปรโมชันที่ 1 พิเศษเฉพาะเลขาธิการ มอบให้ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.) จากการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความอำนาจการพิจารณาการควบรวมว่าไม่ได้เป็นอำนาจของ กสทช. ซึ่งในการออกข่าวประเด็นที่บิดเบือนนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประเด็นข่าวที่เป็นที่จับตาของสังคม และก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่มีความคาดหวังต่อการทำหน้าที่ของ กสทช. อย่างแท้จริง ขณะที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความในทางตรงกันข้ามว่า กสทช. มีอำนาจพิจารณา

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ กสทช. ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็นในประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อตีความอำนาจพิจารณาการรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค และเมื่อสำนักงาน กสทช. ได้รับหนังสือตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อส่งต่อให้ประธาน กสทช. นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในลำดับต่อไป โดยในหนังสือฉบับดังกล่าวได้รายงานว่า กฎหมายรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ตามประกาศ กสทช. ปี 2553 ที่กำหนดให้การรวมธุรกิจต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช. ก่อนนั้น ได้ถูกยกเลิกแล้วโดยมีประกาศ กสทช. ปี 2561 ขึ้นมาแทน ซึ่งกำหนดให้การรวมธุรกิจกระทำได้โดยจัดทำรายงานส่งให้ กสทช. โดย กสทช. มีอำนาจเพียงกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะสำหรับผู้มีอำนาจเหนือตลาดมาบังคับใช้เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเนื้อหาหลักคือการตีความว่า กสทช. มีอำนาจอนุญาตและไม่อนุญาต ต่อการควบรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม

โปรโมชันที่ 2 พิเศษ สำหรับกรรมการกสทช. ด้วยมาตรา 157 ในกรณีที่จะออกมาตรการ 14 มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่อ่อนยวบไม่มีความหมาย หากอนุญาตให้มีการควบรวม

จากการเฝ้าติดตาม พบว่า สำนักงาน กสทช. มีแนวโน้มเห็นด้วยกับการควบรวม และได้เตรียมการเสนอ 14 มาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคให้กรรมการ กสทช.พิจารณา แต่เป็นที่ประจักษ์ว่ามาตรการเหล่านี้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และหากมีการควบรวมเกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ให้บริการในธุรกิจนี้จะลดลงจาก 3 ราย เหลือเพียง 2 ราย ซึ่งอาจจะเป็นการผูกขาดทางการตลาดโทรคมนาคม และแน่นอนว่าราคาการให้บริการตลาดมือถือจะมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก

โปรโมชันที่ 3 โปรสองเด้ง ผลประโยชน์ทับซ้อน สำนักงาน กสทช. จากกรณีที่ สำนักงาน กสทช. ได้จัดจ้างบริษัทที่ปรึกษา ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ขออนุญาตควบรวม การที่ผู้บริหารระดับสูงของ ทรู ถือหุ้นในบริษัทที่ปรึกษา บริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่นั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดตามระเบียบ

โปรโมชันที่ 4 ลดแลกแจกพิเศษกับรายการ กสทช. เผชิญหน้า ปปช. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ซึ่งโปรนี้จะแจกให้ กสทช. หากการพิจารณาของ กสทช. ไม่รักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการพัฒนากิจการโทรคมนาคม เป็นอำนาจของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ กสทช. ดังนั้น เครือข่ายผู้บริโภคขอท้าให้ กสทช. ไปพบกันที่ ป.ป.ช. และอาจได้แพ็กเกจ ‘ยุติการปฎิบัติหน้าที่’ อย่างจุใจ

ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภค และเครือข่ายผู้บริโภคทั่วประเทศ มีมาตรการและการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้ 1.แถลงข่าวจุดยืนขององค์กรผู้บริโภค วันที่ 22 กันยายน 2565 เวลา 14.00 น. ถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กแฟนเพจสภาองค์กรของผู้บริโภค 2.วันที่ 22 กันยายน 2565 ‘ควบรวมทรูดีแทคเพิ่มทางเลือกหรือสร้างภาระให้ผู้บริโภค’ จัดโดยหน่วยงานประจำจังหวัดพะเยา

3.วันที่ 23 กันยายน 2565 เวลา 10.00 น. เครือข่ายองค์กรของผู้บริโภคและสภาองค์กรของผู้บริโภคยื่นหนังสือต่อประธาน กสทช. เพื่อให้สอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของรักษาการเลขาธิการกสทช. 4.วันที่ 23 กันยายน 2565 สมาคมผู้บริโภคสงขลาและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคใต้ พร้อมใจยื่นจดหมาย 9 จังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และ กสทช. เขต คัดค้านการควบรวมและให้สอบสวนเลขาธิการกสทช. และ 5.วันที่ 27 กันยายน 2565 นำเสนอ 14 มาตรการอ่อนยวบในการคุ้มครองผู้บริโภคหลังจากอนุญาตให้ควบรวม

ด้าน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวว่า สภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้ กสทช.ตั้งสติ และกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ เพราะสุดท้ายไม่ว่าการตัดสินใจจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กสทช.แต่ละคน เพราะกฎหมายออกแบบมาให้แต่ละคนใช้ดุลพินิจ และดุลพินิจนั้นต้องสามารถโต้แย้งได้ ซึ่งหากมีเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย สุดท้ายก็ต้องไปจบที่กระบวนการยุติธรรม

“กสทช. ต้องรุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเอง อย่าพยายามตีความอะไรข้างๆ คูๆ โดยสำนักงาน กสทช. ต้องเข้าใจว่า อำนาจในการนำเสนอเป็นของ กสทช. โดยเฉพาะที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 6 เดือน จำเป็นจะต้องสร้างผลงาน แต่กลับไม่ทำ ดังนั้น อายุการทำงานที่เหลืออยู่ สังคมและประชาชนจะยังคาดหวังอะไรได้หรือไม่ ทำงานดีกว่าชุดก่อนไม่ได้ ก็อย่าให้มันแย่ลง” น.ส.สุภิญญา กล่าว

ขณะที่ น.ส.จุฑา สังขชาติ สมาคมผู้บริโภคสงขลา กล่าวว่า ปัจจุบันเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมาก เป็นส่วนทำให้ราคาค่าบริการสูง และประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้ หาก กสทช. อนุญาตให้เกิดการควบรวมกิจการ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน ดังนั้น จะมีการยื่นจดหมายถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคัดค้านการควบรวมครั้งนี้ และเสนอให้มีการตรวจสอบการทำงานของ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. ด้วย

“วันที่ 23 กันยายนนี้ เครือข่ายผู้บริโภคภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย สมาคมผู้บริโภคสงขลา และเครือข่ายในพื้นที่อีก 9 จังหวัด จะเข้ายื่นจดหมายถึง สำนักงาน กสทช.เขต และหลายจังหวัดจะยื่นจดหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ รวมถึง ส.ส.ของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนแต่ละพื้นที่ เพราะเป็นตัวแทนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภา จำเป็นต้องแสดงจุดยืนส่วนนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และหลังจากนี้จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะกังวลอย่างมากต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคในอนาคต” น.ส.จุฑา กล่าว

ด้าน น.ส.พวงทอง ว่องไว มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ลำพังในปัจจุบันเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยังไม่สามารถใช้งานไดอย่างทั่วถึง ครอบคลุมทุกพื้นที่ หากปล่อยให้ควบรวมกิจการไปแล้วจะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร ดังนั้น กสทช. ในฐานะผู้ที่มีบทบาทและอำนาจ จะละเลยไม่เห็นความสำคัญในการพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคไม่ได้

“ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือมีการจัดกิจกรรมเพื่อคัดค้านการควบรวมกิจการนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และลำปาง เป็นต้น โดยถัดไปจะมีการยืนหนังสือถึง กสทช.ในแต่ละพื้นที่ รวมไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอให้ทบทวนเรื่องดังกล่าว เพราะกลายเป็นผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างร้ายแรง ขณะเดียวกัน มีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อให้ความรู้ ซึ่งมีนักเรียน นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วมและทำความเข้าใจเรื่องนี้จำนวนมาก และยืนยันว่า ผู้บริโภคกว่า 80% ไม่เห็นด้วยกับการควบรวมกิจการนี้ เพราะพร้อมลุกขึ้นสู้เพื่อคัดค้านแน่นอน” น.ส.พวงทอง กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: