หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดเอกสารการ...

เปิดเอกสารการประชุม กสทช.นัดพิเศษ-เอ็มโอยูฟุตบอลโลก ก่อนมีมติริบเงิน 600 ลบ.คืน

9.12.22 | 17:50 น.

เปิดเอกสารการประชุม กสทช.นัดพิเศษ-เอ็มโอยูฟุตบอลโลก ก่อนมีมติริบเงิน 600 ลบ.คืน

กรณีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กสทช. ได้ประชุมนัดพิเศษ การพิจารณาดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย ซึ่งมีการเปิดเผยเอกสารการประชุมบางส่วนออกมา โดยมีประเด็นที่หลายคนยังคงสงสัย ถึงที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของกสทช. คนไหน ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) อ้างว่า ได้ตกลงด้วยวาจา และเป็นผู้ชี้แนวทางให้ กกท. ดำเนินการทำเอ็มโอยูกับเอกชน แบบไม่สนใจประกาศมัสต์แครี่

โดย กกท. ได้ส่งตัวแทนผู้บริหารระดับสูง จำนวน 3 คน ได้แก่ นายยุธยา จีนหีต ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย, นายสมพร ไชยสงคราม ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กกท., นายอภิชาต ชื่นสุวรรณ ที่ปรึกษาผู้ว่าการ กกท. เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงและยืนยันต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ว่า ได้รับมอบอำนาจจากนายก้องศักดิ์ ยอดมณี ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ในการเข้ามาชี้แจงครั้งนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ทั้งนี้ ในเอกสารบันทึกการประชุม มี 3 ประเด็นที่เปิดเผยเกี่ยวกับปมลิขสิทธิ์ฟตุบอลโลกที่ยังเป็นประเด็นปัญหา ดังนี้

Advertisement

ประเด็นที่ 1 กกท. ย้ำชัด รับทราบและเข้าใจว่า ไอพีทีวีอยู่ใต้ประกาศมัสต์แครี่ของ กสทช. ที่ กกท. ต้องปฏิบัติตาม

ตามข้อ 5.4.1 (1) ตัวแทนของ กกท. ระบุชัดเจนว่า ทางกกท.รับทราบและเข้าใจว่า กสทช มีหน้าที่กำกับดูแลตามประกาศมัสต์แฮฟ และมัสต์แครี่ และตาม ข้อ 5.4.1 (2) กกท.รับทราบและเข้าใจว่าผู้ให้บริการโครงข่ายแบบบอกรับสมาชิก หรือไอพีวี เป็นผู้รับใบอนุญาตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามประกาศมัสต์แครี่ กล่าวคือ กกท. รับทราบในเงื่อนไขดังกล่าว ก่อนการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และก่อนจะดำเนินการหาพันธมิตรรายอื่น มาสนับสนุนเงินในครั้งนี้ แต่ท้ายที่สุด กกท. กลับไม่ยึดถือตามที่ตกลงกันกับ กสทช.

ประเด็นที่ 2 ก่อนลงนาม กกท.ได้หารือ รองเลขาฯ กสทช.เรื่องการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากภาคเอกชน และได้รับคำตอบจาก รองเลขาฯ กสทช. ว่าสามารถดำเนินการได้ โดยให้ปฏิบัติตามกฏหมายลิขสิทธิ์ โดยไม่ต้องยึดตามประกาศมัสต์แครี่

ตามข้อ 5.4.1 ตัวแทนจาก กกท. ได้ให้ข้อมูลว่าก่อนลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมมือ กกท.ได้หารือกับนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.) เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากเอกชน และได้รับคำตอบจากบุคคลดังกล่าวว่าสามารถดำเนินการได้ โดยให้ปฏิบัติตามกฏหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งในวันดังกล่าว มีผู้ร่วมพูดคุยประมาณ 3-4 ท่าน โดยเป็นเพียงการพูดคุยตกลงกันด้วยวาจา แต่ไม่มีการบันทึกรายละเอียดการเจรจาและหารือไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

จึงกล่าวได้ว่า นายไตรรัตน์ และ กกท. ทราบเงื่อนไขตั้งแต่แรกว่า การถ่ายทอดสดครั้งนี้ ต้องอยู่ใต้ประกาศมัสต์แครี่ แต่เหตุใด นายไตรรัตน์ จึงชี้แนะต่อ กกท. เช่นนั้น โดยมีเจตนาที่จะเลี่ยงประกาศมัสต์แครี่ จนเป็นเหตุให้ กกท. ดำเนินการทำข้อตกลงกับเอกชนรายอื่น ด้วยเงื่อนไขที่ขัดต่อประกาศมัสต์แครี่

ประเด็นที่ 3 กกท. รับทราบและเข้าใจดีว่า หากมอบสิทธิ์ Exclusive Right ให้กับกลุ่มทรูแล้ว จะส่งผลให้ไอพีทีวี รายอื่นจอดำ อันเป็นการขัดต่อกฎมัสต์แครี่ แต่ กกท. ก็ยอมรับว่า จำเป็นต้องให้กลุ่มทรูเข้ามารับสิทธิ์ดังกล่าว ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ

ตามข้อ 5.4.3 (4) ตัวแทนจาก กกท. ชี้แจงว่า กกท.รับทราบ และเข้าใจว่า หากมีการมอบสิทธิ์ Exclusive Rigth ให้กับเอกชนรายใดแล้วจะส่งผลให้ผู้ให้บริการโครงข่ายแบบบอกรับสมาชิกไม่สามารถปฏิบัติตามประกาศมัสต์แครี่ โดยชอบด้วยกฎหมายได้ และจะส่งผลกระทบต่อเอ็มโอยูที่ กกท. ได้ทำไว้กับ กสทช. แต่เนื่องจาก กกท. มีข้อกำหนดด้านงบประมาณ และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติม ดังนั้น กกท.จึงจำเป็นต้องเปิดกว้างให้เอกชนจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์มายัง กกท.

โดยท้ายที่สุด มีกลุ่มทรูและเอกชนรายอื่นๆ เข้าร่วมสนับสนุน กกท. จึงจำเป็นต้องให้เอกชนที่ได้รับการสนับสนุนได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงมีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

และตาม ข้อ 5.4.3 (5) ก่อนลงนาม กกท. ได้ตรวจสอบเนื้อหาหรือข้อความตามบันทึกข้อตกลงฯ แล้ว กกท. เห็นชอบในหลักการว่าสิทธิใดๆ ที่ กกท. ได้รับจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จะต้องมีการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดการแข่งขัน ผ่านการให้บริการของผู้รับใบอนุญาตที่อยู่ในกำกับดูแลของ กสทช. ในทุกประเภท และทุกช่องทางอย่างเท่าเทียมกั้น

ตามเอกสารการประชุม กสทช.นัดพิเศษ ฟุตบอลโลก 2022 ข้างต้น ชี้ชัดว่า ทาง กกท. รับทราบและเข้าใจดีถึงประกาศมัสต์แครี่ ต้องปฏิบัติตาม หากรับเงินสนับสนุน 600 ล้านบาทจาก กสทช.ที่ต้องดำเนินการถ่ายทอดสด ผ่านการให้บริการของผู้รับใบอนุญาตที่อยู่ในกำกับดูแลของ กสทช. ในทุกประเภท และทุกช่องทางอย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่า รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. คือ ผู้ที่ให้คำปรึกษา และตกลงด้วยวาจากับ กกท. ว่า กกท. ไม่ต้องกังวลเรื่องประกาศมัสต์แครี่ ไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้ และยังแนะแนวทางให้ กกท. ไปใช้กฎหมายลิขสิทธิ์แทนได้ ถ้าต้องหาเอกชนรายอื่นเข้ามาสนับสนุน ซึ่งมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามประกาศมัสต์แครี่ อีกทั้ง ยังรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร ว่า กกท. จะไปหาสปอนเซอร์ภาคเอกชนเป็นโอเปอเรเตอร์เครือข่ายมือถือและอินเตอร์เน็ต จึงได้แนะนำเช่นนั้นไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: