หน้าแรก เศรษฐกิจ ผู้ว่ากนอ.ชี้...

ผู้ว่ากนอ.ชี้ไทยดูดลงทุนอุตฯล้ำ พัฒนาประเทศ-ไร้ปัญหาสวล. ชี้เวียดนามฮอตคล้ายไทย 15 ปีก่อน

29.01.23 | 06:06 น.

ผู้ว่ากนอ.ชี้ไทยดูดลงทุนอุตฯล้ำ พัฒนาประเทศ-ไร้ปัญหาสวล. ชี้เวียดนามฮอตคล้ายไทย 15 ปีก่อน

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยกรณีตัวเลขการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ช่วง3ปีที่ผ่านมาเวียดนามมากกว่าไทย 3 เท่าตัวว่า ปัจจุบันกระแสการย้ายฐานการผลิตโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรปกำลังหลั่งไหลเข้าภูมิภาคอาเซียน โดยไทยและเวียดนาม คือเป้าหมายแรกๆของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม หากบอกว่าเวียดนามแซงไทยคงไม่ใช่ เพราะต้องดูรายละเอียดโครงการของต่างชาติที่เข้ามาลงทุน และประโยชน์ที่ประเทศนั้นๆ ได้รับ หากดูจากรายละเอียดโครงการลงทุนจะพบว่า การลงทุนของเวียดนามกำลังเติบโตอย่าง แต่เป็นอุตสาหกรรมทั้งทั่วไปและขั้นสูง ประกอบกับเวียดนามค่าแรงถูก ประชากรมากกว่าไทย โดยเฉพาะวัยทำงานมีจำนวนมาก และยังออกแบบสิทธิประโยชน์

อาทิ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ให้รายพื้นที่สามารถต่อรองกับนักลงทุนได้ ต่างกับไทยที่เน้นอุตสาหกรรมขั้นสูงเพื่อยกระดับประเทศไปอีกขั้นเพื่อแข่งขันในตลาดโลกระยะยาว โดยไทยมีสิทธิประโยชน์การลงทุนที่สูงสุดในภูมิภาคแล้ว แต่มีไว้สำหรับโครงการเทคโนโลยีขั้นสูง ใช้นวัตกรรม อุตสาหกรรมไฮเทค ดิจิทัล เอไอ อาทิ เมดิคัล ทั้งยา วัคซีน มุ่งสู่เมดิคัลฮับ หรือ ยานยนต์อัจฉริยะซึ่งกำลังดึงการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไปสู่เป้าหมายยานยนต์ที่ขับเคลื่อนได้เอง ตลอดจนบีซีจีทั้งไบโอ เซอร์คูลาร์ และกรีน โดยการลงทุนดังกล่าวจะยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมเซอร์วิส

“การลงทุนของไทยจะมีโมเดลคล้ายประเทศอุตสาหกรรมหลักๆของโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ที่การลงทุนจะยกระดับจากแรงงานเข้มข้น ไปสู่แรงงานทักษะ ไปสู่เครื่องจักร และมุ่งสู่อุตสาหกรรมเซอร์วิส นอกจากนี้การลงทุนในไฮเทคโนโลยียังเป็นการปกป้องสภาพแวดล้อมของประเทศและดูแลสุขภาพคนไทย เพราะอุตสาหกรรมที่ดีจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากนักลงทุนมีจิตสำนึกพร้อมลงทุนด้านสุขภาพในพื้นที่ที่เข้าลงทุน

ต่างกับอุตสาหกรรมพื้นฐานที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทยเหมือนในเช่นที่ผ่านมา โดย กนอ.จะมุ่งดึงลงทุนดังกล่าวเข้าไทย รวมทั้งจะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่ๆรองรับ ล่าสุดอยู่ระหว่างก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค จ.ระยอง คืบหน้าแล้ว 40% พื้นที่ 1,383.76 ไร่ คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2567 โดยเป็นนิคมฯที่รองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมทั้งจะใช้พลังงานสะอาดบริหารนิคมด้วย” นายวีริศกล่าว

Advertisement

นายวีริศกล่าวด้วยว่า กระแสการลงทุนในเวียดนามคล้ายกับไทยในอดีตเมื่อ 15 ปีก่อนที่เวลานั้นทั่วโลกต่างสนใจเข้ามาลงทุนไทยเพราะค่าแรงถูก แรงงานมีจำนวนมาก แต่ปัจจุบันโครงสร้างแรงงานของไทยเปลี่ยนไปแล้ว ค่าแรงสูงขึ้นตามทักษะแรงงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับไทยมีโครงสร้างพื้นฐาน มีสาธารณูปโภคที่ครอบคลุมกว่าเวียดนาม ไทยจึงต้องการดึงการลงทุนเทคโนโลยีระดับสูงมากกว่าอุตสาหกรรมทั่วไป ยกตัวอย่างในอดีตไทยเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งแรงงานจำนวนมากและต้องการแรงงานถูก แต่ปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มนี้ย้ายไปลงทุนในเวียดนามเพราะสู้ต้นทุนของไทยไม่ไหว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: