ดนุชา ชี้เป้า คว้าโอกาสนักลงทุนบูมรถอีวี มองปม ‘รัฐสวัสดิการ’ คลังต้องแข็งกว่านี้ แนะเร่งขยายฐานเก็บภาษี
เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 21 มิถุนายนที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา “Thailand : Take off” โดย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “อนาคตเศรษฐกิจไทย”
ในตอนหนึ่ง นายดนุชา กล่าวว่า ด้านตัวเครื่องยนต์ของเราในปีนี้มีทั้งเรื่อง private consumption (การบริโภคภาคเอกชน) ที่ขยายตัวได้ดีอยู่ แล้วก็เรื่องของการท่องเที่ยวก็จากตัวเลขที่เห็นนักท่องเที่ยวเข้ามาในเดือนละประมาณ 2 ล้านกว่าคน ที่วิ่งเข้ามาแนวโน้มก็น่าจะเพิ่มขึ้นถึง 29 ล้านคนในปีนี้ เพราะว่าตั๋วเที่ยวบินที่เข้าประเทศไทยก็มีอัตราการเพิ่มขึ้นมากค่อนข้างชัน จากตัวเที่ยวบินที่วิ่งเข้ามา การลงทุนภายในประเทศก็ไปด้วยดีอยู่
แม้กระทั่งช่วงโควิดก็มีการลงทุนเข้ามาในประเทศต่อเนื่อง แล้วก็เป็นการลงทุนในเรื่องที่เป็นเรื่องที่เราต้องใช้ในอนาคตด้วย คือเรื่องของตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าจากนโยบายเรื่องการเดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ก็มีโรงงานที่เป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาตั้งในประเทศไทยหลายราย
“สิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อก็คือการดึงการลงทุนในอีโคซิสเต็มของยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแบตเตอรี อิเล็กทรอนิกส์ชิปที่มันต้องใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือว่าแม้กระทั่งในรถยนต์ไฮบริดก็ตาม ถามว่าทำไมต้องดึงเข้ามา อย่างที่เห็นในช่วงโควิดเกิด supply shock เพราะอิเล็กทรอนิกส์ชิปพวกนี้ขาดตลาด มันส่งมาไม่ได้จากจีน และยิ่งด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นหนักขนาดนี้มันอาจจะมีผล แม้ว่าตอนนี้ตัว supply chain จะเริ่มโอเคขึ้น เริ่มมีการส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่องขึ้น แต่ว่าในอนาคตก็ไม่แน่นอน
เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามทำเรื่องเหล่านี้ที่เป็น supply chain ภายในประเทศให้มันครบ ให้อีโคซิสเต็มมันครบ ถ้าถามว่า จะดึงอย่างไร ไอ้ตัวอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นชิปต้นน้ำทั้งหลาย ก็ต้องเรียนอย่างนี้ว่าด้วยลักษณะของอุตสาหกรรมนี้เองที่มันมีการลงทุนสูง การจะดึงเข้ามามันไม่สามารถดึงด้วยตัว incentive (แรงจูงใจ) ที่เราใช้แบบเดิมได้ เรื่อง tax exemption (ยกเว้นภาษี) 8 ปี เรื่องของ exemption import duty (การยกเว้นจากอากรศุลกากร) มันไม่เพียงพอ” นายดนุชากล่าว
นายดนุชา กล่าวต่อไปว่า เพราะอุตสาหกรรมนี้ต้องการเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า capital subsidy (รัฐจะสนับสนุนเงินอุดหนุน) ถามว่าประเทศไทยคิดเอาเองหรือเปล่าคงไม่ใช่ ถ้าไปดูข้อมูลต่างๆ จะเห็นว่าในการดึงอุตสาหกรรมเข้าไปตั้งในประเทศไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐ และเยอรมนี เขาใช้วิธีการนี้หมด ญี่ปุ่นออกกฎหมายเฉพาะในการที่จะ subsidy อุดหนุนเงินลงทุนให้กับโรงงานผลิตชิปเหล่านี้ ค่าเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 50% ก็ประเทศไทยก็ต้องเดินแบบเดียวกัน
“เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กลไกการทำงานของเรามีอยู่ เรามีกองทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ที่จะตัวเจรจาและดึงเข้ามาได้และ subsidy กันได้ เพียงแต่ว่าต้องอาศัยการใส่เงินเข้าไปในกองทุนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่มีการทำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของโรงงานแบตเตอรี่ของอุตสาหกรรมยานยนต์รถไฟฟ้า (อีวี) ก็เป็นตัวหนึ่งที่ต้องเดินหน้าเพราะว่ายานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศไทย ในขนาดนี้ตลาดเราโตเร็วที่สุดในอาเซียน แล้วก็มี potential (ศักยภาพ) มากที่สุด เพราะฉะนั้นเราสามารถดึงกลุ่มเหล่านี้ อาจจะไม่ได้มาทำเซลล์เอง เพราะว่าวัตถุดิบเราไม่มีแต่เราอาจจะต้องใช้ในแง่ Cell to Pack (การยกระดับการพัฒนาชุดแบตเตอรี่ที่จะใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้า) เพราะว่าตอนนี้ตัวเซลล์ของยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่เป็นแบตเตอรี่ก็ใช้ตัวนิกเกิ้ล ลิเที่ยมซึ่งเราไม่มี แต่ในขนาดนี้ก็มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้เป็นโซเดียม หรือแบตเตอรี่ที่ทำจากโซเดียม
ถ้าตัวนี้มันเวิร์ค และเริ่มมีการใช้งานในรถยนต์บางรุ่นแล้ว เริ่มมาทดลองใช้ ถ้ามันเวิร์คขึ้นมาแล้วใช้ได้จริง และมีประสิทธิภาพพอๆกันกับลิเทียมแบตเตอรี่ หรือนิกเกิ้ลแบตเตอรี่ ประเทศไทยเราก็ผลิตได้ เพราะว่าเรามีเกลือเยอะ สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาครก็คงผลิตกันอุตลุด เพื่อที่เอามาทำเป็นซัพพลายในอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต” นายดนุชา กล่าว

จากนั้น นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยเมื่อวานนี้มีข่าวดีเกิดขึ้น โดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ได้ปรับอันดับเราดีขึ้นขึ้นมา 3 อันดับ จากลำดับที่ 33 เป็นลำดับที่ 30 ซึ่งตัวที่ขึ้นมา 3 อันดับแม้จะดูไม่เยอะ แล้วเรายังเป็นอันดับ 3 ในอาเซียนซึ่งก็ยังเหมือนเดิม อาจจะดูไม่เยอะ แต่ถ้าไปดูในรายละเอียดของมันจะเห็นว่าในแง่ของตัว economic performance (สมรรถนะทางเศรษฐกิจ) เรากระโดกขึ้นมา 18 อันดับ นั่นหมายถึงว่า ในแง่ของสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือสิ่งที่ต่างประเทศมองประเทศไทย ด้วยการทำงานในช่วงที่ผ่านมา มันสร้างความมั่นใจ และทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแรงอยู่
ถ้าดูใน summary (สรุป) จะเห็นว่าในบล็อกแรกในเรื่อง economic performance (สมรรถนะทางเศรษฐกิจ) ที่มีตัวย่ออยู่ประมาณ 4-5 ตัว จะเห็นได้ว่า แต่ละตัวมันกระโดดขึ้นมามากขึ้นทุกตัว แม้กระทั่งเรื่องการใช้จ่ายต่างๆ ในอันดับเดิมปี 2565 อยู่อันดับที่ 31 ก็ขยับขึ้นมาที่ลำดับ 27 เรื่อง tax policy (นโยบายด้านภาษี) ที่เขาบอกว่าเรายังเป็นปัญหาอยู่ คือปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราเก็บ tax ไม่ได้ แต่เป็นปัญหาในเรื่องของฐานภาษีที่เราไม่สามารถขยายได้มากขึ้น
“ถ้าในระยะถัดไปก็มีการพูดกันเรื่องของตัวสวัสดิการต่างๆที่ควรจะเพิ่มมากขึ้นให้กับประชาชน จริงๆแล้วถ้ามันต้องดูความเหมาะสมในหลายๆ ช่วงเวลา และสถานการณ์ด้านการเงินการคลังด้วย เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ หรือในการทำเรื่องรัฐสวัสดิการต่างๆ ให้สวัสดิการสำหรับประชาชนมันคงต้องพุ่งเป้า และยังไม่สามารถทำถ้วนหน้าให้ได้ และยังต้องทำในลักษณะที่พุ่งเป้าว่ากลุ่มนี้ต้องการอะไร กลุ่มนี้ต้องการอะไร และเราจะช่วยแบบไหน
การที่จะทำถ้วนหน้าได้เราต้องมีฐานะการเงินการคลังที่เข้มแข็งมากกว่านี้ การจัดเก็บรายได้ต้องมากกว่านี้ นั่นหมายถึงว่า ฐานภาษีอาจจะต้องกว้างกว่านี้ ด้วย ณ วันนี้ อย่างที่ทุกท่านทราบกันเราเองมีคนยื่นแบบเสียภาษี ภาษีบุคคลยื่นแบบกันอยู่ 11 ล้านคน จ่ายจริงไม่ถึง 4 ล้านคน หรืออยู่ประมาณ 3-4 ล้านคน
เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องการมีรัฐให้สวัสดิการ แก่ประชาชนมากขึ้น อย่างที่เราอยากเห็นกันแน่ในอนาคต ซึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็นเพราะเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุกันในในอนาคตแล้ว สวัสดิการพรุ่งนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น มันก็ต้องเร่งที่จะต้องปรับโครงสร้างภาษีของเราเหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการขยายฐานภาษี กลุ่มที่เคยอยู่นอกระบบก็ต้องดึงให้เข้ามาอยู่ในระบบ แล้วก็ต้องทำในเรื่องของการเสียภาษีมันเป็นหน้าที่ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ควรจะต้องหลีกเลี่ยง” นายดนุชา กล่าว

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เช็กอิน Thailand : Take off แน่น! เกาะเวทีฟัง 5 กูรูโชว์วิชั่นเศรษฐกิจ ชมไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กเครือมติชน
- ดนุชา ปาฐกถา เปิดเวที Thailand : Take off อีก 4 กูรูต่อคิวฉายภาพเศรษฐกิจไทย ครบจบทุกมิติ (รับชมสดที่นี่)
- เลขาฯสภาพัฒน์ ขอรีแคป ก่อนเทคออฟ ลุ้นจีดีพี 2.7% ห่วงส่งออก แนะปรับโครงสร้างอุตฯ-ขยายท่องเที่ยว

