คลังเป็นห่วงใช้ไม่หมด เตือนส่อง “ไทยช่วยไทย พลัส60/40” เดือนนี้ ก่อน 30 มิ.ย. มติกนง.คงดอกเบี้ย1% คาดจีดีพีปีนี้โต 2.3%
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการสาธารณะที่กำหนด อัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน จำนวน 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 38,917 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 16,490 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 16,186 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) 304 ล้านบาท และส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 22,427 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 22,040 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform 387 ล้านบาท มีร้านค้าพร้อมรองรับการใช้สิทธิทั้งหมด 1,163,823 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform 100,961 ราย ขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท ของเดือนมิถุนายนแล้ว 7.59 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 29.15 ของผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังมีสิทธิคงเหลือใช้จ่ายให้ครบวงเงิน 1,000 บาท ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เนื่องจากวงเงินคงเหลือจะไม่สามารถทบไปรวมกับวงเงินใหม่ในเดือนถัดไปได้
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ผลการประชุม กนง. ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คาดว่าจะลดลงหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย ส่วนสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง จึงเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม
นายดอน กล่าวว่า คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2569 จะเติบโตที่ระดับ 2.3% และปี 2570 โตที่ 1.8% เพิ่มขึ้นจาก 1.5% ของคาดการณ์เดิมช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถือว่ามีแรงส่งดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มปรับดีขึ้น ผลกระทบของต่อภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยวมีน้อยกว่าประเมินไว้ การปรับตัวของภาคเอกชนสามารถทำได้ดีมาก แต่เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง หากไม่รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จีดีพีไทยปี 2569 จะโตเพียง 1.8% และปี 2570 โตที่ 2.1% แต่เมื่อมีผลมาตรการเข้ามาก็เพิ่มจีดีพีขยายตัวได้อีก 0.5% เมื่อไม่มีมาตรการเสริมเข้ามาช่วย จีดีพีปีหน้าจึงมองว่าจะโตลดลงเหลือ 1.8%
“สถานการณ์สงครามปรับขึ้นแต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูง ไม่รู้ว่าผลการเจรจาสุดท้ายจะออกมาอย่างไร รวมถึงเอ็มโอยูมีอายุเพียง 60 วันด้วย เราเห็นการปรับตัวของภาคเอกชนได้ดีโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนเอสเอ็มอีจะมีปัญหาสภาพคล่องตึงตัว แต่ภาพรวมธุรกิจยังคงส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาได้ยาก เพราะกำลังซื้อในประเทศค่อนข้างอ่อนแอ ส่งผลให้จีดีพีไทยยังคงโตต่ำกว่าศักยภาพ และมีความจำเป็นต่อเนื่องที่ประเทศไทยต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจ จึงดีใจที่เห็นข่าวคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทำงานประสานกันเป็นทีมฟุตบอล โดยมีเป้าหมายดันจีดีพีโตถึง 3% หากทำได้ต้องปรบมือให้ด้วย เพราะระดับ 2 ต้นๆ ยังไม่ใช่ระดับที่น่าพอใจต้องไปถึง 2 ปลายๆ ให้ได้” นายดอน กล่าว
นายดอน กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.8% และปี 2570 อยู่ที่ 1.4% อัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายตามการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุน ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลายและผลของฐานสูงในปีก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% และปี 2570 อยู่ที่ 1.4% ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย แม้สถานการณ์สงครามมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพ เอสเอ็มอีปรับตัวได้จำกัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง จะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง
นายดอน กล่าวว่า ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ปรับอ่อนค่าจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐ ตั้งแต่ต้นปีอ่อนค่าลงแล้ว 5.7% อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมทรงตัว สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำและมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอียังหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดยังเผชิญแรงกดดันจากการส่งออกกำไรและราคาน้ำมัน แต่ปีนี้ยังอยู่ในระดับสมดุล แม้ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน อาจเห็นการติดลบต่อเนื่อง แต่คาดว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งปีหลัง



