หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชน ชี้ ‘ไท...

เอกชน ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ แค่ประคองกำลังซื้อ จี้รัฐขยายสิทธิ-ชง 2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

29.06.26 | 07:00 น.

เอกชน ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ แค่ประคองกำลังซื้อ จี้รัฐขยายสิทธิ-ชง 2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • ไทยช่วยไทย พลัส แค่ประคองกำลังซื้อ

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กประเทศไทย เปิดเผยกับ ‘มติชน’ ถึงโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังคิกออฟมาแล้วเกือบ 1 เดือน ว่า ภาพรวมการใช้จ่ายของประชาชนยังไม่สะท้อนว่ากำลังซื้อฟื้นตัวขึ้น แต่เป็นเพียงการประคองกำลังซื้อ ซึ่งเป็นไปตามที่เคยประเมินไว้ว่า วงเงินสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาทมีน้อยเกินไป โดยในระยะเวลา 15 วัน มีประชาชนใช้สิทธิแล้วประมาณ 24 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียน 26 ล้านคน ใช้วงเงินรวมกว่า 29,000 ล้านบาท รัฐบาลสมทบประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยใช้จ่ายคนละประมาณ 705 บาท ทำให้เหลือวงเงินประมาณ 200 กว่าบาทสำหรับช่วงครึ่งหลังของเดือน

“ไม่แปลกใจที่พ่อค้าแม่ค้าบ่นว่าหลังกลางเดือนยอดขายกลับมาซบเหมือนเดิม และจริงๆ ยิ่งซบกว่าเดิม เพราะประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย อย่างเอาเงิน 1,000 บาทไปซื้อของกิน ของสดตามตลาดก่อน พอใช้หมดแล้ว 15 วันสุดท้ายของเดือนแทบไม่ใช้จ่ายเลย และยังมีประชาชนอีก 2 ล้านคนที่ใช้สิทธิไม่เต็มจำนวน ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่เก็บวงเงินไว้ใช้ผ่านบริการเดลิเวอรีในช่วงปลายเดือน” นายสรเทพ กล่าว

นายสรเทพ กล่าวว่า สำหรับอีก 3 เดือนที่เหลือของโครงการมองว่า สถานการณ์การใช้จ่ายน่าจะเหมือนเดือนแรก ที่ช่วง 15 วันแรกของเดือนประชาชนจะแห่ออกมาใช้สิทธิ และเราจะเห็นรัฐบาลลงไปทำคอนเทนต์ช่วงวันแรกของเดือน และแน่นอนว่าวันแรกคนก็ต้องแห่กันใช้สิทธิอยู่แล้ว แต่เมื่อผ่าน 15 วันหลังคนส่วนใหญ่จะชะลอการใช้จ่าย บรรยากาศก็จะซบ และอาจซบกว่าเดิมด้วยซ้ำ และรอวงเงินของเดือนถัดไป ดังนั้น อีก 3 เดือนที่เหลือ คาดว่าน่าจะเห็นสถานการณ์แบบเดียวกัน

“สรุปได้เลยว่าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้เหมือนโครงการคนละครึ่งเฟสแรกที่ออกมา เป็นแค่การประคองกำลังซื้อของประชาชน แต่ว่าไม่สามารถปั่นกระแสกำลังซื้อให้โตขึ้นมาได้จริง ๆ” นายสรเทพ กล่าว

สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล
สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล
  • จี้รัฐขยายสิทธิครอบคลุมร้านค้าทุกขนาด

นายสรเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้ ข้อเสนอที่ภาคธุรกิจร้านอาหารเคยขอให้รัฐบาลขยายสิทธิร้านค้าทุกขนาดเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังไม่เห็นความคืบหน้าหรือท่าทีตอบรับจากภาครัฐ ซึ่งหากรัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและจีดีพีจริง ควรเปิดให้ธุรกิจร้านอาหารเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระบบภาษีนิติบุคคลและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เข้าคลัง เข้าร่วมโครงการได้ ขณะเดียวกันร้านค้าที่มียอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และยังไม่อยู่ในระบบแวต แต่ร้านที่มียอดขาย 1.8-100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมาย จ่ายภาษี และส่งแวต เข้าคลัง กลับถูกตัดสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งรัฐบาลแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

Advertisement

“แทนที่จะส่งเสริมคนที่อยู่ในระบบภาษีก่อน กลับกลายเป็นนโยบายที่ผลักให้คนในระบบอยากออกนอกระบบ และคนที่ยังไม่อยู่ในระบบก็ไม่อยากเข้ามา เพราะรู้ว่าถ้ารัฐออกมาตรการประชานิยมก็จะไม่ได้รับสิทธิ ซึ่งหากยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาตรการนี้จะส่งผลกระทบทางสังคม ร้านอาหารจะขาดสภาพคล่อง ลดการจ้างงาน รายได้ภาษีของรัฐจะหายไป สุดท้ายจะกระทบกำลังซื้อจนเศรษฐกิจซบลงอีก ซึ่งมองว่าเป็นโครงการประชานิยมที่มองฐานคะแนนเสียงเป็นหลัก แม้จะอ้างว่าช่วยเหลือประชาชนฐานราก แต่ต้องทำควบคู่กับร้านอาหารที่เป็นเด็กดี จ่ายภาษี ส่งแวตเข้าคลังมาโดยตลอด แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลแบบนี้ก็ไม่แฟร์ ” นายสรเทพ กล่าว

  • ชง 2 มาตรการรัฐ-ลดหย่อนภาษี

นายสรเทพ กล่าวว่า ทั้งนี้ ขอเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติม 2 แนวทาง คือ 1. เปิดโอกาสให้ประชาชนที่รับประทานอาหาร ในร้านที่อยู่ในระบบภาษีนิติบุคคลและแวต สามารถนำใบกำกับภาษีไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2570 ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐเพิ่มเติม และ 2. นำสิทธิที่เหลือจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเดิมกำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วมไว้ราว 30 ล้านสิทธิ แต่มีผู้ลงทะเบียนจริงประมาณ 26 ล้านสิทธิ ทำให้มีสิทธิที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประมาณ 4 ล้านสิทธิ คิดเป็นงบประมาณประมาณ 16,000 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสนับสนุน 1,000 บาทต่อเดือน ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ) มาปรับในช่วง 3 เดือนที่เหลือ และเปิดให้ร้านอาหารเอสเอ็มอีขนาดเล็ก เข้าร่วมโครงการได้ เชื่อว่าจะช่วยประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าปัจจุบัน