ส.อ.ท. ชี้ยอดผลิตรถยนต์ พ.ค.วูบ 17.94% เหตุสงครามตะวันออกกลาง ห่วงกำลังซื้อ-สถาบันการเงินคุมเข้ม
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 114,214 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.94% เนื่องจากผลิตส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลง 26.66% และ 38.79% ตามลำดับ ส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออกลดลง 36.20% แม้ว่าผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 12.78% ก็ตาม ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลง 17.94% เป็นครั้งแรกที่ผลิตเพื่อขายในประเทศมากกว่าผลิตเพื่อส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับสามของการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทยที่ปี 2568 ส่งออกไป 200,001 คัน มีสัดส่วน 21% ของยอดส่งออกทั้งหมด
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น 10.60% อยู่ที่ 57,765 คัน โดยมีแรงหนุนจากการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถ SUVไฟฟัา ที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากการขัดแย้งในตะวันออกกลางและขายรถบรรทุกเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตของบางบริษัทที่ย้ายโรงงานเสร็จแล้ว และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่มียอดขาย 18,034 คัน เพิ่มขึ้น 61.19% ขณะที่รถกระบะไฟฟ้ามียอดขาย 201 คัน เพิ่มขึ้น 133.72%
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า แม้ยอดขายในประเทศของเดือนพฤษภาคม 2569 จะปรับตัวดีขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า และกำลังซื้อของประชาชนยังอ่อนแอ เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนยังสูงกว่า 80% ของจีดีพี ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะรถกระบะที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเพียง 0.21%
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีโอกาสขยายตัวต่อจากแรงสนับสนุนของการลงทุนใหม่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี มูลค่า 153,558 ล้านบาท การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเป็น 2.3% รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การผลิตรถยนต์ทั้งปี 2569 ยังต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า รวมทั้งมาตรการจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงตั้งเป้าผลิตรถยนต์ทั้งปีไว้ที่ 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 9.5 แสนคัน และยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5.5 แสนคัน
“ยังคงต้องติดตามสัญญาณเซ็นสัญญาสันติภาพของสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลางอีก 60 วันต่อจากนี้ ซึ่งราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูง จากเหตุผลดังกล่าวทำให้คนหันมานิยมใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะมีราคาที่ถูกลง และเริ่มเข้าถึงได้ง่าย ขณะนี้คนเริ่มหันมานิยมใช้รถไฮบริดมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสถานีชาร์จที่ยังคงไม่เพียงพอ” นายสุรพงษ์ กล่าว



